โครงการหยั่งรากผลิใบ

โครงการหยั่งรากผลิใบ เยาวชนหัวใจชุมชน
ความเป็นมา หลักการและเหตุผล
ตามที่แผนงานสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน สำนักสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และสุขภาวะองค์กร ได้มุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนมีโอกาส และมีความสามารถในการเรียนรู้ ทั้งในระดับบุคคลและกลุ่มเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและสติปัญญา ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์รูปแบบต่างๆ ทั้งในและนอกสถานศึกษา ซึ่งจะทำให้เด็ก และเยาวชนเห็นคุณค่า รู้เท่าทันตนเอง และสังคม มีทักษะชีวิตและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
สถาบันต้นกล้า ภายใต้มูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป เป็น องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างชุมชนของคนที่มีวิถีชีวิตเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก โดยมีโครงการต่างๆ เพื่อเช่น โครงการรณรงค์เปิดชีวิต ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างนักรณรงค์โดยวิถีชีวิต โครงการประสานงานนักกิจกรรมรุ่นใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนและปฏิบัติการของนักกิจกรรมรุ่นใหม่ ในหมู่นักพัฒนารุ่นใหม่ๆ เป็นต้น
โครงการ “หยั่งราก ผลิใบ” เป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนรากหญ้าได้คิด ทำ และเรียนรู้ในการสร้างพื้นที่ที่ดีของตนเองและชุมชน โดยโครงการจะสนับสนุนทรัพยากรในด้านต่างๆ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในการเข้าใจตนเอง ชุมชน สังคม ส่งเสริมให้เยาวชนได้มีการปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดผลต่อตนเอง ชุมชน และสังคม และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
ถึงแม้ว่าเยาวชนในปัจจุบันจะตกอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจำนวนมาก เช่น โทรทัศน์ที่นำค่านิยมและเนื้อหาส่งตรงให้ถึงบ้าน แต่ก็ยังมีเยาวชนอีกจำนวนมากที่กำลังทำดี การสร้างพื้นที่ดีนั้นจำต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เยาวชนที่กำลังทำดีมีปัญหางบประมาณและความรู้ ทักษะ
โครงการจะสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายให้ทำกิจกรรมของตนเอง โดยเน้นไปที่ ๔ กลุ่มเนื้อหาคือ เข้าใจตนเอง เข้าใจชุมชนและสังคม ปฏิบัติการ และสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้กลุ่มเยาวชนสร้างพื้นที่ดีในพื้นที่ของตนเองและสามารถขยายผลออกไปอย่างกว้างขวางขึ้น
การสนับสนุนของโครงการจะสนับสนุนใน ๓ มิติคือ สนับสนุนงบประมาณ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ และสนับสนุนการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายหลวมๆ
โครงการหยั่งราก ผลิใบมีความเชื่อพื้นฐานว่า “เยาวชนสามารถสร้างพื้นที่ดีให้แก่ตนเองและเพื่อนๆ ได้ โดยร่วมมือกับชุมชนและที่ปรึกษาต่างๆ” โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตนเอง ชุมชน และสังคมเป็นพื้นฐาน ตามมาด้วยการฝึกฝนทักษะต่างๆ และการลงมือปฏิบัติ
โครงการจะส่งเสริมให้เยาวชนได้สร้าง พื้นที่ดี ด้วยตนเองโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งจะเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ทางสังคมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ก้าวไปสู่การ เป็นสมาชิกที่ดี มีจิตอาสา มีสำนึกสาธารณะต่อบ้านเมือง
กรอบแนวคิดโครงการหยั่งรากผลิใบ: เยาวชนหัวใจชุมชน
หยั่งราก หมายถึง กลุ่มเยาวชนสามารถสร้างพื้นที่ดีได้ด้วยตนเอง โดยสร้างกลุ่มให้เข้มแข็งและร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอกชุมชน
กลุ่มเยาวชนที่เข้มแข็งจะประกอบด้วย ๑) สมาชิกที่มีพื้นฐานด้านความเข้าใจตนเอง ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และขีดความสามารถในด้านบวกของตน ๒) มีความรู้ความเข้าใจชุมชนและสังคม โดยมีกรอบความคิดกว้าง แสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อรู้เท่าทันปัญหาของชุมชนที่เกิดขึ้นจากภายและภายนอกชุมชน อันเป็นผลมาจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ ๓) มีวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม
ผลิใบ เมื่อเยาวชนมีความเข้าใจตนเอง เข้าใจสังคม พร้อมที่จะผลิใบ คือ มีการปฏิบัติการต่อชุมชนหรือกลุ่มอื่นๆ เพื่อประโยชน์ของชุมชนและตรวจสอบความคิดของตนเอง เพื่อพัฒนาตนเองและชุมชนให้เติบโตขึ้น และสามารถสื่อสารกับสาธารณะได้ คือ การเป็นผู้เผยแพร่ความคิดของกลุ่มหรือชุมชนต่อสังคม เพื่อพัฒนาเยาวชนไปสู่การเป็นเยาวชนผู้เปลี่ยนแปลงสังคม
กระบวนการเรียนรู้เพื่อการสร้างพื้นที่ดีของสถาบันต้นกล้า
การเรียนรู้ คือการสนับสนุนให้เยาวชนได้เรียนรู้ร่วมกับกลุ่ม และชุมชน ในด้านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ประเพณีทางสังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจน การยกระดับการวิเคราะห์ชุมชนไปสู่การตอบรับสถานการณ์ปัญหาของชุมชนที่เกิด ขึ้นจากภายในและภายนอกชุมชน อันเป็นผลมาจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดความเข้าใจในตนเอง ชุมชน และสังคม และการคิดค้นหาแนวทางการพัฒนา แก้ปัญหาของเยาวชน ชุมชนและสังคมให้สอดคล้องและสามารถตอบรับกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของ สังคมไปสู่ความทันสมัยมากขึ้นทุกที
แนวคิดการเรียนรู้ชุมชน เน้นให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้เยาวชนสามารถเรียนรู้ชุมชนผ่านเครื่องมือ การเรียนรู้ ซึ่งมี ๔ ระดับ คือ ๑) ศึกษาชุมชน ๒) ศึกษาสังคม ๓) การสื่อสาธารณะ ๔) วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม
๑. การศึกษาชุมชน คือ การสร้างทางเลือกในการศึกษาชุมชนด้วยตนเอง โดยใช้รูปแบบที่ง่ายและนำไปทำได้จริง และเป็นการเปิดพื้นที่ในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการศึกษาเรียนรู้ ให้ชุมชนเท่าทันสังคมที่กำลังขับเคลื่อนไปด้วยกระแสพัฒนาแบบโลกาภิวัตน์
กระบวน การการศึกษาชุมชน แบ่งเป็นสามส่วน คือ ๑. การทำความเข้าใจข้อมูลชุมชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะมีเครื่องเครื่องมือ และกระบวนการต่างๆเพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา ๒. การวิเคราะห์ชุมชน คือนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ซึ่งจะมีเครื่องมือและชุดคำถามช่วยในการวิเคราะห์ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยแต่ละหัวข้อนั้นเชื่อมโยงกัน ๓.ประเมินสภาพชุมชน เพื่อค้นหาว่าชุมชนมีศักยภาพอะไร และเรื่องไหนที่สามารถเป็นทางออกจากสภาพปัญหาต่างๆ ที่เป็นผลมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ หรือผลักดันให้ชุมชนเคลื่อนไปในหนทางแห่งความดีงาม เช่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรักษามรดกวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบทอดกัน เป็นต้น
โดยทางสถาบันต้นกล้าและภาคีมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ตนเองและชุมชน ซึ่งปรับประยุกต์มาจากกระบวนการศึกษาชุมชนของนักพัฒนาชุมชน เช่น กระบวนการ PRA, AAR แผนที่ชุมชน การสืบค้น ฯลฯ ซึ่งได้ประมวลออกมาเป็นคู่มือชื่อ “ก่อเกิด” เพื่อให้เยาวชนสามารถนำไปใช้ประกอบการทำกิจกรรมได้
๒. การศึกษาสังคม คือ การศึกษากรอบคิดทางสังคมกว้างๆ และเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ๑. การทำความเข้าใจสถานการณ์ทางสังคม โดยอาศัยข้อมูลจากสื่อมวลชนทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ในเชิงกว้างคือ การอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ ส่วนในเชิงลึกจะอาศัยการศึกษาประวัติศาสตร์และการมองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน ๒. การวิเคราะห์สังคม คือ การศึกษากรอบคิดทางสังคมกว้างๆ เช่น ทุนนิยม, บริโภคนิยม, สังคมนิยม, แนวคิดทางสังคมต่างๆ ,โลกาภิวัตน์, วัฒนธรรมชุมชน ฯลฯ เพื่อเท่าทันและเข้าใจสภาพสังคมในปัจจุบัน
ทางสถาบันต้นกล้าและภาคีมี เครื่องมือในการอบรมให้เยาวชนสามารถศึกษาสังคมในเบื้องต้นได้ โดยอาศัยเทคนิคการอบรม เช่น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยใช้เพลงเป็นสื่อ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสังคมโดยเทียบเคียงกับการเปลี่ยนแปลงชุมชนและ ประสบการณ์ของเยาวชนเอง เป็นต้น
๓. วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม โดยทั่วไปเราจะเห็นรูปแบบของการมีส่วนร่วมที่จะลดหลั่นกันมาตามลำดับ คือในกลุ่มจะมีคนร่วมคิด ถึงแผนการที่จะทำให้งานนั้นๆ สำเร็จอยู่ไม่กี่คน ที่เหลืออาจจะรอดู รอฟังถึงแผนการของกลุ่มนักคิดเหล่านี้ และร่วมกันตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ตามแผนการไหน ในส่วนนี้ก็จะมีจำนวนมากขึ้น และเมื่อถึงขั้นตอนการทำงานก็จะมีการร่วมกันทำตามแผนการที่ตัดสินใจว่าจะทำ กันไปแล้ว พองานเสร็จคนที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ก็คือทั้งกลุ่ม ทุกคน
ร่วมคิด → ร่วมตัดสินใจ → ร่วมทำ → ร่วมรับผิดชอบ
การทำงานแบบมีส่วนร่วม หรือการทำงานเป็นทีม มีลักษณะเฉพาะและเหมาะสมกับสถานการณ์แบบหนึ่ง โดยเฉพาะการทำงานกลุ่มที่มุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้และเติบโตของคนทำงาน เพราะกระบวนการคิด-ตัดสินใจ-ทำและรับผิดชอบร่วมกันจะทำให้เกิดการหนุนเสริม การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ต่างจากการทำงานงานที่มุ่งเน้นแต่เพียงผลสำเร็จของงาน หรือทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น
ในอีกด้านหนึ่งของการทำงานร่วมกันก็คือเรื่องความสัมพันธ์ เมื่อเราได้ทำงานร่วมกันที่ต้องผ่านความยากลำบากไปสักงานจะเห็นว่าความ สัมพันธ์ของทีมจะดีขึ้น จะรู้สึกสนิทกันมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความไว้ใจกันในกลุ่ม เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก นำไปสู่การเรียนรู้ของกลุ่ม และเป้าหมายของการทำงาน
วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม เน้นการเติบโตของกลุ่มเยาวชน ๓ ระดับ ดังนี้คือ
๑. หัว (Head) คือ ความรู้ / ความคิด / หลักการใหม่ๆ เช่น เทคนิคการจัดค่ายใหม่ๆ แบบมีส่วนร่วม,กระบวนการทำค่ายแบบใหม่ๆ, เรียนรู้การทำงานอย่างมีส่วนร่วมว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง,ได้รู้จักการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วม เป็นต้น
๒. หัวใจ (Hart) คือ ทัศนคติ / ความเชื่อ / อารมณ์ / ความรู้สึก เช่น การเรียนรู้อย่างสนุกสนาน,รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา, ได้เพื่อนใหม่/มาจากต่างที่ทาง,เอาใจเขามาใส่ใจเรา,มั่นใจในตนเอง,ความสำคัญ ของการเข้าใจตนเองและผู้อื่น,ได้ทบทวนตัวเอง,แนวคิดใหม่ๆ เรื่องสังคม, ได้เพื่อนในแบบต่างๆ ที่ต่างจากเรา,ได้คิดนอกกรอบ,ตัวเองมีคุณค่า,มุมมองใหม่ๆ (การลำดับความคิด),การพึ่งพิงกลุ่มในสิ่งที่เราไม่ถนัด,เลิกโทษตัวเอง,ความ กล้าในการพูดแสดงความคิด,การคุมวง-การดำเนินรายการ-นำกระบวนการ
๓. มือ (Hand) คือ พฤติกรรม / ทักษะ เช่น ฝึกการพูดต่อหน้าสาธารณชน, การวางแผนก่อนการทำงาน,คำถามปลายเปิด,ทักษะการฟัง,คิดรอบคอบมากขึ้น,เรียน รู้การอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ,การจับประเด็น,การวางตัวกับเพื่อน,รู้จักปรับ ตัวเข้ากับคนอื่นง่ายขึ้น เป็นต้น
สถาบันต้นกล้าและภาคีมีเครื่องมือ ในการอบรมเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม โดยใช้หลักการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมโดยวิธีผ่านประสบการณ์
๔. การสื่อสาธารณะ ในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างสังคมที่ดีงาม มีวิธีการหลากหลาย เช่น การสร้างจิตสำนึก, การศึกษาเพื่อเข้าใจรากเหงาของปัญหา, การวิเคราะห์สังคม และการปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ การสื่อสารสาธารณะเป็นวิธีหนึ่งในการปฏิบัติการดังกล่าว
การสื่อสารสาธารณะคือ การเผยแพร่ข้อเท็จจริง ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ต้องการให้เปลี่ยนหรือสร้างใหม่ โดยมีประเด็นชัดเจน มีเงื่อนเวลาที่จะทำการสื่อสาธารณะชัดเจน โดยเป็นการสื่อสารสองทาง ให้ความสำคัญกับผู้รับสารทั้งอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรม ให้ความสนใจกับความเข้าใจตรงกันเป็นสิ่งแรก มีความรู้สึกที่ดีต่อผู้ส่งสาร และมีพฤติกรรมที่สนับสนุนร่วมมือ เป็นสิ่งต่อมา
สถาบันต้นกล้าและภาคีมีประสบการณ์ทำงานรณรงคืทั้งในชุมชนและสาธารณะ โดยพัฒนาเครื่องมือการรณรงค์จากโครงการเปิดชีวิต ที่ทำงานรณรงค์สัปดาห์ปิดทีวี สัปดาห์ไม่ซื้อ ฯลฯ มาเป็นทักษะการทำงานรณรงค์แนวราบที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์แนวราบกับกลุ่ม เป้าหมาย โดยสามารถอบรมให้เยาวชนได้
กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ของโครงการจะยืนอยู่บนหลักการสำคัญ ๒ ประการ คือ การมีส่วนร่วม และให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทำงานจริง
ลักษณะของโครงการที่จะขอทุน
๑. กลุ่มเยาวชน/นักศึกษาที่ทำกิจกรรมเพื่อชุมชน
เป็น กลุ่มเยาวชนในพื้นที่ชุมชน หรือนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในพื้นที่เครือข่ายของภาคี กลุ่มเยาวชนในพื้นที่เหล่านี้ มองเห็นประโยชน์ส่วนรวมเกื้อกูลต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม และมีจิตใจที่ปรารถนาดี โดยทำกิจกรรมเพื่อปกป้องถิ่นฐานและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่ม เยาวชนเหล่านี้เคยมีการทำงานร่วมและ/หรือผ่านกิจกรรม ของสถาบันต้นกล้าและภาคีงานเยาวชน อาทิ โครงการฝึกอบรมเยาวชนเพื่อการพัฒนา (วายที),เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, กลุ่มขบวนการก้าวใหม่, เครือข่ายอาสาสร้างสุข, เครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา และศูนย์การเรียนรู้เมล็ดดาวเดินทาง เป็นต้น
๒. เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลครบทั้ง ๒ ส่วน คือ
๒.๑ คนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ เข้าใจตนเอง เข้าใจสังคม ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์จริง เพื่อตรวจสอบความคิดตนเอง หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางสร้างสรรค์สังคม
๒.๒ ก่อให้เกิดประโยชน์รูปธรรมชัดเจนต่อส่วนรวม
(โครงการที่ได้รับการพิจารณาจะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง ๒ ส่วน มีเพียงส่วนใดส่วนเดียวไม่ได้)
๓. มีแนวทางกิจกรรมสร้างสรรค์ ดังนี้
- กิจกรรมที่ไม่สร้างปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาวะทางกาย จิต สังคม และปัญญา เช่น ลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ อาหารที่ไม่ปลอดภัย ติดเกม ลดดูทีวีปัญหาความรุนแรง ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย
- และหรือกิจกรรมที่หนุนเสริมสุขภาวะ ทางกาย จิต สังคม และปัญญา เช่น ปลูกผักปลอดสารพิษกิจกรรมอาสาสมัครและบริการต่อชุมชน กิจกรรมที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและชุมชน กิจกรรมการอ่าน การเขียน และการพูด กิจกรรมที่เน้นสุนทรียภาพทางด้านการใช้จินตนาการและความละเอียดอ่อน เช่น จิตรกรรม การวาดภาพ การปั้นแกะสลักและออกแบบ และกิจกรรมด้านวิชาการ
- ควรเป็นกิจกรรมที่เยาวชนมีส่วนร่วมในการพิจารณา และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ได้คิดเอง ทำเอง โดยมีผู้นำเยาวชน หรือผู้ใหญ่คอยกระตุ้นและสนับสนุนตามความต้องการ
