การเมืองใหม่ในละตินอเมริกา ภาค ๑
โดย ภัควดี วีระภาสพงษ์
สายลมจากซีกโลกใต้
เหตุใดปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวสังคมจำนวนมากจึงหันไปมองละตินอเมริกาในปัจจุบัน?
หลังจากได้รับฉายานามอันน่าเศร้ามาหลายทศวรรษว่า “หลังบ้านของสหรัฐอเมริกา” ละตินอเมริกาในยามนี้ได้รับขนานฉายาใหม่อย่างน่าระทึกใจ ไม่ว่าจะเป็น “ความหวังใหม่” “ห้องทดลองขบวนการสังคมใหม่” หรือ “สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21” ความปั่นป่วนทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคนี้ดำเนินมายาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ง่าย ๆ กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความอลหม่านทั้งหมดนี้ การดำเนินการทางการเมืองแบบใหม่ได้เกิดขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ละตินอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจ เพราะนี่เป็นภูมิภาคหนึ่งที่ยากจนที่สุดในโลก
นอกจากนี้ยังเป็นภูมิภาคที่เป็นห้องทดลองของมหาอำนาจเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการล่าอาณานิคม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แรงงานทาส การทำไร่เกษตรขนาดใหญ่ (plantation) จนกลายเป็นธุรกิจเกษตร (agribusiness) ในปัจจุบัน การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร ภัยสยองโดยรัฐ (state terrorism) ระบอบประชาธิปไตย การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกหรือที่เรียกกันว่า shock therapy ระบบเสรีนิยมใหม่และข้อตกลงเขตการค้าเสรี เกือบทั้งหมดนี้เริ่มทดลองในละตินอเมริกาอย่างเข้มข้นก่อนจะนำไปใช้ที่อื่น
ไม่น่าแปลกใจที่คำว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) เป็นคำที่แพร่หลายมากที่สุดในละตินอเมริกาจนแทบจะเป็นคำพูดในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะผลกระทบของลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นสิ่งที่ชาวละตินอเมริกาคุ้นเคย มากที่สุดนั่นเอง
แต่ท่ามกลางความยากจนและการกดขี่ ชาวละตินอเมริการากหญ้ากลับสร้าง “การเมืองใหม่” เพื่อต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ วิธีการต่อสู้และแนวความคิดของพวกเขาแผ่อิทธิพลไปสู่ปัญญาชนและนัก เคลื่อนไหวชาวตะวันตก จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการสังคมใหม่” หรือ “ขบวนการความยุติธรรมโลก”
แต่ไหนแต่ไรมา แนวความคิดทางการเมืองและสังคมมักแผ่จากโลกที่หนึ่งสู่โลกที่สาม จากซีกโลกเหนือสู่ซีกโลกใต้ อาทิเช่น ลัทธิชาตินิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นต้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่การถ่ายทอดเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือ สายลมแห่งความคิดพัดจากแหล่งกำเนิดในซีกโลกใต้ไปสู่ซีกโลกเหนือ จากโลกที่สามไปสู่โลกที่หนึ่ง นี่จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ถึงรากถึงโคนที่สุดของขบวนการสังคมใหม่ในปัจจุบัน
ภูมิหลังโดยสังเขป
เมื่อครั้งที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเดินทางไปถึงดินแดนที่จะกลายเป็นภูมิภาคละตินอเมริกาในปัจจุบัน เขาบรรยายถึงชาวพื้นเมืองชนชาติอาราวักที่พบเจอว่า “พวกเขาเป็นคนดีที่สุดในโลกและอ่อนโยนที่สุดด้วย พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือความชั่ว จึงไม่รู้จักฆ่า ไม่รู้จักขโมย….พวกเขารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเองและพูดจาไพเราะที่สุด ในโลก…” ด้วยเหตุนี้ โคลัมบัสจึงสรุปว่า “คนเหล่านี้น่าจะเป็นข้าทาสที่ดี แค่เรามีคนสักห้าสิบคน ก็คงสามารถกำราบพวกเขาและสั่งให้พวกเขาทำทุกอย่างตามที่เราต้องการได้”[1]

ละตินอเมริกา
หลัง จากโคลัมบัส “ค้นพบ” ทวีปอเมริกาเพียงหนึ่งปี มหาอำนาจในยุโรปยุคนั้นคือ สเปนและโปรตุเกสก็จัดการขีดเส้นแบ่งโลกออกเป็นสองซีก สเปนได้ดินแดนซีกตะวันตกไปทั้งหมด ส่วนโปรตุเกสครอบครองโลกซีกตะวันออก (เนื่องจากบราซิลอยู่ใต้อำนาจของโปรตุเกส ชาวบราซิลจึงพูดภาษาโปรตุเกส ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาพูดภาษาสเปน) หลังจากนั้น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเป็นระบบก็เริ่มต้นขึ้น
เหล่าคอนควิสตาดอร์เรียงหน้าเข้าไปทำลายอารยธรรมโบราณ เอร์นัน คอร์เตสทำลายอาณาจักรแอซเทค ฟรานซิสโก ปิซาร์โรทำลายอาณาจักรอินคา แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือความตายของประชาชนจำนวนมากมายมหาศาล ตะวันตกมักสร้างภาพมายาว่าทวีปอเมริกาคือดินแดนรกร้างที่มีชาวพื้นเมืองล้า หลังอาศัยอยู่เพียงน้อยนิด แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ในสมัยที่ชาวสเปนเดินทางไปถึงทวีปอเมริกานั้น น่าจะมีชาวพื้นเมืองอยู่ประมาณ 90-112 ล้านคน (เฉพาะในดินแดนแถบเม็กซิโกก็มีถึง 25 ล้านคน เทียบกับสเปนและโปรตุเกสสมัยนั้นที่มีประชากรราว 10 ล้านคนเท่านั้น)
แอชเทค
คอน ควิสตาดอร์ปราบชาวพื้นเมืองลงได้ด้วยปืนและม้า แต่อาวุธสำคัญที่คร่าชีวิตประชาชนไปจำนวนนับไม่ถ้วนคือ เชื้อโรค[2] ชาวพื้นเมืองไม่มีภูมิต้านทานเชื้อโรคของชาวยุโรป โรคต่าง ๆ อย่างไข้ทรพิษ คอตีบ ไข้รากสาดใหญ่ ไข้รากสาดน้อย ฯลฯ ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นเบือ นักประวัติศาสตร์ประเมินจำนวนคนตายต่างกันไปตั้งแต่ 20% จนถึง 85-95% ของประชากรทั้งหมด ชาวพื้นเมืองจำนวนน้อยที่เหลืออยู่จึงตกเป็นทาสและแรงงานในไร่นา แต่สิ่งที่โคลัมบัสคาดผิดก็คือ ชาวพื้นเมืองที่นี่ไม่ใช่ข้าทาสที่ดี จึงมีการนำทาสผิวดำมาจากอัฟริกาจำนวนมาก การผสมผสานข้ามชาติพันธุ์จึงเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนในละตินอเมริกามีทั้งสายเลือดชาวพื้นเมือง ชาวอัฟริกันและชาวยุโรป[3]
ทูปัก อามารู ต่อสู้กับมหาอำนาจอาณานิคม
แต่ใช่ว่าชาวพื้นเมืองไม่เคยลุก ขึ้นต่อสู้กับมหาอำนาจอาณานิคม ชาวพื้นเมืองที่ลุกขึ้นสู้มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ชื่อซึ่งเป็นที่จดจำกันมากคือ ทูปัก อามารู (Túpac Amaru) ทูปัก อามารูคนแรกคือคือกษัตริย์คนสุดท้ายของอาณาจักรอินคา พระองค์เป็นผู้นำในการต่อสู้สงครามครั้งสุดท้ายกับทหารสเปน แต่ไม่สามารถต้านทานปืนใหญ่ของชาวยุโรปได้ ทูปัก อามารูถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะโดยไม่ยอมเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ตาม ที่ชาวสเปนพยายามบังคับ[4]
ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 18 ทูปัก อามารูที่สองเป็นเหลนของทูปัก อามารู แม้ว่าเขาได้รับการศึกษาแบบยุโรปและได้สืบทอดตำแหน่งผู้ปกครองชาว
พื้นเมือง ภายใต้อาณานิคมสเปน แต่ความเห็นอกเห็นใจต่อชาวพื้นเมืองที่ถูกกดขี่อย่างทารุณ ทำให้เขาสลัดเสื้อผ้าแบบยุโรป หันมาแต่งกายแบบชาวพื้นเมืองและเป็นผู้นำกบฏครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองศตวรรษ ทูปัก อามารูที่สองถูกประหารชีวิตด้วยการใช้ม้าแยกสังขาร แต่ก็ยังฆ่าเขาไม่สำเร็จ ชาวสเปนจึงใช้วิธีชำแหละเขาเป็นชิ้นๆ ในจัตุรัสกลางเมืองกุสโก สถานที่เดียวกับที่ปู่ทวดของเขาถูกตัดศีรษะ ชื่อของทูปัก อามารูกลายเป็นชื่อของ “ขบวนการปฏิวัติทูปักอามารู” ซึ่งเป็นกองทัพจรยุทธ์คอมมิวนิสต์ในประเทศเปรูในปัจจุบัน อีกทั้งยังกลายเป็นชื่อของ Tupamaros หรือขบวนการเอกราชแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่มีบทบาทในช่วง ค.ศ. 1960-1970 ในประเทศอุรุกวัย[5]
หลังการก่อกบฏของทูปัก อามารูที่สองเพียงปีเดียว ทูปักอีกคนหนึ่งก็ก่อกบฏขึ้นในประเทศโบลิเวีย เขาใช้ชื่อว่าทูปัก คาตารี (Tupak Katari) และเป็นผู้นำกบฏบุกล้อมนครหลวงลาปาซเอาไว้ ทูปัก คาตารีมีชื่อจริงว่า ฆูเลียน อาปาซา (Julian Apaza) เขาเป็นสามัญชน ขายใบโคคาและทอผ้าเลี้ยงชีพ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากคนสองคน คนแรกคือโทมัส คาตารี (Tomás Katari) ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์กษัตริย์อินคาและพยายามต่อสู้เพื่อล้มเลิกการกดขี่ ของอาณานิคมสเปน คนที่สองคือทูปัก อามารูที่สอง ซึ่งมีคำขวัญในการสู้รบว่า “ชาวนาทั้งหลาย! ท่านจะไม่ต้องเลี้ยงดูเจ้านายด้วยความยากจนอีกต่อไป!” ทูปัก คาตารีลงเอยด้วยการถูกประหารหั่นร่างเป็นชิ้นๆ แต่ก่อนตายเขาให้สัญญาว่า “ข้าจะกลับมา และข้าจะกลับมาเป็นล้านๆ คน”[6]
หลังจากการก่อกบฏของทูปัก คาตารีอีกหนึ่งปี นายทหารชื่อ ซีโมน โบลิวาร์ (Simón Bolivar) ก็พยายามปลดแอกละตินอเมริกาจากประเทศสเปน เขาสามารถก่อตั้งสาธารณรัฐแห่งโคลอมเบีย (ปัจจุบันคือเอกวาดอร์, โคลอมเบีย, ปานามาและเวเนซุเอลา) ขึ้นมาในช่วงเวลาสั้น ๆ และทิ้งความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่เอาไว้ นั่นคือการรวบรวมดินแดนในละตินอเมริกาเพื่อก่อตั้งเป็น “The Gran Colombia” ที่กินอาณาเขตไปถึงเปรูกับโบลิเวีย อุดมการณ์ของโบลิวาร์เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ “การปฏิวัติโบลิวาร์” ในประเทศเวเนซุเอลาขณะนี้

Shining Path
ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกา ปลดแอกและเป็นเอกราชจากยุโรปได้สำเร็จในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา ภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็กลายเป็น “หลังบ้าน” และสนามทดลองของสหรัฐฯ บรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ เข้าไปมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ กระทั่งมีอิทธิพลต่อระบอบการปกครองของหลายๆ ประเทศ
ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย กับอิทธิพลในละตินอเมริกา
สภาพยากจนของประชากรส่วนใหญ่ทำให้ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา มีกองกำลังจรยุทธ์และกองทัพปฏิวัติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปเป็นสังคมนิยมจำนวนนับไม่ถ้วน ขบวนการที่โด่งดังและยังอยู่มาจนถึงปัจจุบันมีอาทิ ขบวนการ Shining Path ในประเทศเปรู ขบวนการ FARC ในประเทศโคลอมเบีย เป็นต้น แนวคิดของลัทธิมาร์กซ์และสังคมนิยมยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงในละตินอเมริกา จนถึงทุกวันนี้
แนวคิดอีกประการหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในการ ทำความเข้าใจการต่อสู้ของประชาชนในภูมิภาคนี้ก็คือ สำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย[7] ซึ่งเป็นสำนึกหนึ่งในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แนวคิดของสำนักนี้นำเอาลัทธิมาร์กซ์มาผสมผสานกับคำสอนของศาสนาคริสต์ พระและบาทหลวงของสำนักนี้เดินทางไปในหลายๆ พื้นที่ที่ยากจน และทำงานจัดตั้งประชาชนชาวพื้นเมืองให้รวมตัวกันเป็นชุมชนรากหญ้า ซึ่งนอกจากจะอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลแล้ว ก็ยังมีการร่วมกันทำความเข้าใจต่อสภาพสังคมเศรษฐกิจโดยใช้ลัทธิมาร์กซ์เป็น เครื่องมือวิเคราะห์ด้วย ต่อมาในภายหลัง ฐานจัดตั้งของสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อยจะกลายเป็นฐานจัดตั้งของ 3 ขบวนการสำคัญในละตินอเมริกา กล่าวคือ
- ขบวนการซานดินิสตาในนิการากัว
- ขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก
- และขบวนการแรงงานไร้ที่ดินหรือ MST ในบราซิล
แอปเปิลเน่าลูกเดียวในตะกร้า และทฤษฎีโดมิโน
การที่แนวคิดแบบ “ฝ่ายซ้าย” แพร่หลายในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทำให้ชนชั้นนำและรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สบายใจ ความเชื่อเกี่ยวกับ “แอปเปิลเน่าลูกเดียวในตะกร้า” และ “ทฤษฎีโดมิโน” ทำให้สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองและการทหารในภูมิภาค เริ่มต้นจากการโค่นล้มรัฐบาลอัลเยนเดในชิลีเมื่อ ค.ศ. 1973 สนับสนุนให้รัฐบาลเผด็จการของปิโนเชต์ขึ้นครองอำนาจ พร้อมกับส่งนักเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโกเข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ชิลีคือสนามทดลองแห่งแรกของลัทธิทุนนิยมเสรี ส่วนในประเทศอื่นๆ นั้น รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารและภัยสยองโดยรัฐ เพื่อปราบปรามประชาชนไม่ให้หันเข้าหาลัทธิคอมมิวนิสต์ พร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ ไปด้วย[8]
แต่เมื่อขั้นตอนของระบบทุนนิยมก้าวไปสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่ “ความยืดหยุ่นในการสะสมทุน” และ “การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง” (accumulation by dispossession) กลุ่มทุนจึงต้องการให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอนและเหมือน ๆ กันทั้งหมด ซึ่งสิ่งนี้จะบรรลุผลได้ก็ต้องอาศัยระบอบการปกครองที่มีความเป็นประชาธิปไตย มากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เราได้เห็นหลาย ๆ ประเทศเปลี่ยนจากการปกครองระบอบเผด็จการมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทั้งในภูมิภาคละตินอเมริกาและในส่วนอื่น ๆ ของโลก
จากการเป็น อาณานิคมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทำให้ละตินอเมริกามีระบบเศรษฐกิจที่ผูกพันแนบแน่นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ มหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อเมริกากลางและอเมริกาใต้คือแหล่งแรงงานค่าแรงถูก เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตชิ้นส่วน เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก ธุรกิจเกษตรข้ามชาติ และส่งออกแรงงานราคาถูกให้แก่อเมริกาเหนือ ถึงแม้คนจนจำนวนมากจะต้องเข้าไปขายแรงงานในเมือง จนทำให้เกิดเมืองสลัมขนาดใหญ่รายล้อมรอบเมืองหลวงและเมืองใหญ่ ๆ กระนั้นก็ตาม ชาวพื้นเมืองที่ยากจนก็ยังมีอิสระจากระบบเศรษฐกิจโลกในระดับหนึ่ง ยังมีการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ แต่เมื่อระบบทุนนิยมขยายกลายเป็นลัทธิเสรีนิยมใหม่ การทุ่มตลาด การแย่งชิงทรัพยากร การแปรรูป ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวพื้นเมืองและคนยากจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชาวพื้นเมืองและคนจน หัวหอกสำคัญการเมืองใหม่ในละตินอเมริกา
“การเมืองใหม่” ในละตินอเมริกาก็คือการลุกขึ้นต่อต้านขัดขืนลัทธิเสรีนิยมใหม่ โดยมีชาวพื้นเมืองและคนจนเป็นหัวหอกสำคัญ
ประธานของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง: ชาวพื้นเมืองและแรงงานนอกระบบ
ชาวพื้นเมือง
ตาม แนวคิดของลัทธิมาร์กซ์ดั้งเดิม ชนชั้นที่เป็นประธานในการเปลี่ยนแปลงสังคมคือชนชั้นกรรมาชีพ ส่วนชาวนาและชาวพื้นเมืองเป็นเพียงกลุ่มคนที่ล้าหลัง แต่เมื่อการเคลื่อนไหวของลัทธิคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมเสื่อมสลายลงในยุโรป การพังทลายของสหภาพโซเวียต การต่อสู้ด้วยกองทัพติดอาวุธในละตินอเมริกาก็ค่อยๆ เสื่อมถอยตามไปด้วย มีหลายขบวนการที่หันมาตั้งพรรคการเมืองและลงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยตัวแทน ส่วนสหภาพแรงงานที่มีอยู่ก็มักมีลักษณะแบบขุนนางข้าราชการมากกว่าจะเป็น ตัวแทนของชนชั้นแรงงานอย่างแท้จริง
การกดขี่ในละตินอเมริกา เป็นการกดขี่ที่ทบซ้อนทั้งด้านชนชั้นและเชื้อชาติ แต่ชาวพื้นเมืองที่ยากจนและล้าหลังในภูมิภาคนี้กลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็น ประธานของการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างมีชีวิตชีวา ชาวพื้นเมืองได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจาก 3 ทิศทางด้วยกัน กล่าวคือ จากสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย จากนักเคลื่อนไหวแนวมาร์กซิสต์และเหมาอิสต์ และจากวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองเอง
วิธีการจัดตั้งแบบมีการนำเป็นหมู่คณะ
วัฒนธรรม การดำรงชีวิตร่วมกันของชาวพื้นเมืองจะมีมาแต่ดั้งเดิมสมัยอารยธรรมโบราณหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือวัฒนธรรมแบบชาวพื้นเมืองนี้เองที่ทำให้พวกเขาเอาชีวิตรอดภายใต้ระบอบ อาณานิคมสเปนที่กดขี่ทารุณ ลักษณะการจัดตั้งของพวกเขามีรูปแบบแตกต่างออกไป แทนที่จะใช้ระบบการจัดตั้งแบบปิรามิด พวกเขาใช้การจัดตั้งแบบการนำเป็นหมู่คณะ มีการใช้ประชาธิปไตยทางตรงกันอย่างเข้มข้น และสร้างแนวทางใหม่ในการจัดตั้งจากเบื้องล่างขึ้นมา

ในที่นี้จะยกตัวอย่างการจัดตั้งของขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก[9] ถึงแม้ซาปาติสตาจะเป็นกองทัพจรยุทธ์ แต่กระบวนการตัดสินใจของซาปาติสตาแตกต่างจากกองทัพจรยุทธ์ทั่วไป เพราะซาปาติสตามีแกนนำคือ คณะกรรมการใต้ดินปฏิวัติของชาวพื้นเมือง ซึ่งประกอบด้วยคนตั้งแต่ 80-120 คน ไม่ได้มีผู้บังคับบัญชาคนเดียวที่ตัดสินใจได้ตามลำพัง ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการใต้ดินนี้ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ทุกเรื่อง หากเป็นเรื่องสำคัญขั้นคอขาดบาดตายที่จะมีผลกระทบต่อคนทั้งชุมชน ก็ต้องเปิดประชุมหารือกับคนในชุมชนทั้งหมด แล้วจึงลงคะแนนเสียง
การตัดสินใจในชุมชนซาปาติสตาใช้วิธีลงคะแนนเสียงโดยตรง ผู้มีสิทธิออกเสียงคือชาวชุมชนทุกคนที่อายุเกิน 12 ปี ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากันหมด แม้ว่าการตัดสินใจไม่จำเป็นต้องมีคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ แต่คะแนนเสียงส่วนน้อยจะได้รับการพิจารณาและเทียบสัดส่วน หากยังไม่พอใจก็ประชุมกันต่อไป ถึงแม้วิธีการนี้อาจดูเหมือนชักช้า แต่เนื่องจากทุกคนที่ลงคะแนนเสียงเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเลือกอย่างถ่องแท้ พวกเขาจึงผูกมัดตัวเองกับการเลือกนั้นอย่างแนบแน่น
วิธีการปกครองของเขตปกครองอิสระซาปาติสตา ยังพยายามก้าวข้ามปัญหาของระบอบประชาธิปไตยตัวแทนด้วย ผู้ใหญ่ทุกคนในชุมชนจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่ตัวแทนชุมชน และหากได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งจากชุมชนให้ทำหน้าที่อย่างใดอย่าง หนึ่ง ชุมชนก็สามารถถอดถอนตัวแทนออกจากตำแหน่งได้ทุกเวลา เมื่อไรก็ตามที่ชุมชนเห็นว่า ตัวแทนคนนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามเจตจำนงที่ชุมชนมอบหมายให้อย่างแท้จริง
การลุกฮือขึ้นก่อกบฏของซาปาติสตาเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 ซึ่งเป็นวันแรกที่นาฟตามีผลบังคับใช้ ทำให้ซาปาติสตากลายเป็นสัญลักษณ์และแรงบันดาลใจของการต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ วิธีการจัดตั้งแบบมีการนำเป็นหมู่คณะถูกนำไปใช้ในขบวนการอื่นๆ โดยเฉพาะขบวนการสังคมใหม่ในตะวันตก
เอกวาดอร์ – โบลิเวีย: ประสบการณ์และการต่อสู้ของชนพื้นเมือง
ในประเทศเอกวาดอร์ องค์กรจัดตั้งของชาวพื้นเมืองที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากคือ สมาพันธ์ชนชาติพื้นเมืองแห่งเอกวาดอร์
(Confederation of Indigenous Nations of Ecuador—CONAIE) หรือที่เรียกด้วยอักษรย่อว่า CONAIE ซึ่งเป็นสมาพันธ์ที่เกิดจากการจับมือกันขององค์กรชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง ราว 10 องค์กรในเอกวาดอร์ สมาพันธ์ CoNaIE เคยจับมือกับองค์กรชาวนา สหภาพแรงงาน ทหารชั้นผู้น้อย นักศึกษาและพระระดับรากหญ้าของคริสตจักร โค่นล้มรัฐบาลมาแล้วหลายรัฐบาล
แต่ในช่วง ค.ศ. 2002-2004 สมาพันธ์ CONAIE ต้องเสื่อมความนิยมลงอย่างมากจากการไปสนับสนุนนักการเมือง จนมากอบกู้ความนิยมได้อีกครั้งในการขับไล่ประธานาธิบดีกูตีเยร์เรซเมื่อต้น ปี ค.ศ. 2005 โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเลิกให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้ง และหันมาสร้างขบวนการมวลชนขนาดใหญ่แทน[10]
ส่วนชัยชนะของเอโว โมราเลสในการเลือกตั้งจนก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีชาวพื้นเมืองคนแรกของ โบลิเวีย มีที่มาจากฐานเสียงที่ค่อนข้างหลากหลายกว่า ถึงแม้ฐานเสียงสำคัญของเขาคือชาวไร่โคคาหรือ cocaleros ก็ตาม แต่โบลิเวียมีประสบการณ์ของการจัดตั้งองค์กรมายาวนานในประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดมาจากการจัดตั้งสหภาพและการต่อสู้ของคนงานเหมืองแร่เงินมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 16 ภายใต้การปกครองของสเปน เมื่อแร่เงินถูกขุดจนสิ้นซาก ชาวเหมืองจึงกระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ พร้อมกับนำเอาประสบการณ์การจัดตั้งติดตัวไปด้วย ชาวเหมืองจำนวนหนึ่งหันไปประกอบอาชีพปลูกโคคา และมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสหพันธ์ผู้ปลูกโคคาขึ้นมา[11]
พรรคการเมือง Movimiento al Socialismo หรือ MAS ที่สนับสนุนเอโว โมราเลสลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น เกิดมาจากสหพันธ์ผู้ปลูกใบโคคา 6 แห่งในรัฐชาปาเรร่วมกันก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1998 ในช่วงแรก ๆ MAS เน้นการเลือกตั้งในท้องถิ่นและชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีหลายแห่ง จนกระทั่ง ค.ศ. 2002 MAS จึงสลัดหลุดจากความเป็นท้องถิ่นและการมีฐานเสียงเฉพาะภาคส่วน แล้วก้าวขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ ถึงแม้ MAS จะไม่ถึงกับจัดตั้งแนวระนาบ แต่ก็มีการนำเป็นหมู่คณะ โมราเลสไม่ใช่ผู้นำเดี่ยวของพรรค เขาเป็นเพียงผู้นำคนหนึ่งและได้เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีจากมติของพรรคที่เลือกเขาขึ้นมา[12]
สงครามน้ำ – สงครามก๊าซ – La Coordinadora

La Coordinadora
พรรค MAS มีความเข้มแข็งมากขึ้นส่วนหนึ่งจากการเข้าไปสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชน เพื่อยกเลิกการแปรรูปน้ำในเมืองโกชาบัมบา การต่อสู้ที่ต่อมาเรียกขานกันว่า “สงครามน้ำ” มีองค์กรประชาชนที่เป็นแกนกลางของการต่อสู้ครั้งนี้คือ “แนวร่วมเพื่อการปกป้องน้ำและชีวิต” (Coordiadora de Defense de Aguay la Vida หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า La Coordinadora) ซึ่งเป็นการจับมือกันขององค์กรรากหญ้าจำนวนมาก นับตั้งแต่สมัชชาละแวกบ้าน สหภาพแรงงาน กลุ่มสิ่งแวดล้อม นักเศรษฐศาสตร์ ทนายความนักศึกษา ฯลฯ โดยมีโฆษกเป็นนักสหภาพแรงงานชื่อ ออสการ์ โอลิเวรา
ใน ค.ศ. 2003 La Coordinadora ขยายเป้าหมายไปสู่การเรียกร้องให้โอนกิจการก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกลับมาเป็น ของชาติ ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “สงครามก๊าซ” (Gas War) โดยได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากพรรค MAS เช่นเคย
ถึงแม้โอลิเวรา โด่งดังมากจากการต่อสู้ทั้งสองครั้ง จนได้รับรางวัลและเดินทางไปต่างประเทศ กระนั้นก็ตาม เขาก็เป็นเพียงโฆษกและผู้นำคนหนึ่งของ La Coordinadora หาใช่ผู้นำเดี่ยวไม่
La Coordinadora เป็นองค์กรที่ไม่มีผู้นำคนใดคนหนึ่งตายตัว มีการจัดตั้งในเชิงระนาบ ใช้กระบวนการประชาธิปไตยทางตรงและการแสวงหาฉันทามติ โครงสร้างที่เป็นลักษณะใยแมงมุมเช่นนี้ โอลิเวรากล่าวว่ามาจากภูมิปัญญาของชาวพื้นเมืองที่เป็นฐานสำคัญในชุมชนของ เขา แนวคิดของการทำงานร่วมกันเพื่อความอยู่ดีกินดีของส่วนรวม เป็นแนวคิดที่โอลิเวราได้มาจากประสบการณ์ในการ “ฟัง” ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ เขากล่าวว่าในหมู่ชนพื้นเมือง มีแม้กระทั่งความเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับสิ่ง มีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอดของชุมชน ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงจากระบบทุนนิยมที่เชื่อว่า ธรรมชาติมนุษย์คือการแข่งขัน
แรงงานนอกระบบ
การผลิตตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ที่กระบวนการผลิตถูกแบ่งซอยย่อยและกระจายไปตาม ประเทศต่าง ๆ ทำให้การก่อตั้งสหภาพแรงงานยากลำบากขึ้น วิธีการจ้างงานแบบเหมาช่วง ภาคการผลิตที่หดเล็กลงและภาคการเงินที่ขยายตัวอย่างมหาศาล สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดแรงงานนอกระบบและชนชั้นกึ่งกรรมาชีพขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะในละตินอเมริกา มีแรงงานนอกระบบและแรงงานว่างงานจำนวนมหาศาล คนเหล่านี้อาศัยอยู่ตามสลัมในเมืองและรอบเมือง เนื่องจากปัญหาการไม่มีที่ดินทำกินมีมาช้านานแล้ว ทำให้แรงงานนอกระบบในภูมิภาคนี้แตกต่างจากแรงงานนอกระบบในประเทศไทย กล่าวคือ พวกเขาตัดขาดจากชนบทอย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางเลือกหรือทางถอยเหลือไว้ให้อีก
ปัญหาความเหลื่อม ล้ำทางชนชั้นอย่างรุนแรง ทำให้สลัมขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเกือบทั้งหมด แรงงานนอกระบบในสลัมจึงจัดตั้งรวมตัวกันเป็นละแวกบ้าน (barrio หรือ neighbourhood) แต่ละละแวกบ้านจะร่วมมือกันจัดหาสาธารณูปโภคกันเองตามมีตามเกิด นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกันระหว่างละแวกบ้าน เวลาที่ต้องการระดมพลังเรียกร้องทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มละแวกบ้านในสลัมสามารถมีพลังถึงขั้นเป็น ฐานเสียงของรัฐบาลได้ อาทิเช่น การก้าวขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีอูโก ชาเวซในเวเนซุเอลา ก็มีฐานเสียงส่วนใหญ่มาจากกลุ่มละแวกบ้านในสลัม เมื่อชนชั้นสูงในประเทศนี้พยายามทำรัฐประหารโค่นล้มชาเวซ ก็ได้อาศัยชาวชุมชนละแวกบ้านจำนวนมากออกมาแสดงพลังในท้องถนน จนชาเวซสามารถกลับขึ้นมาสู่อำนาจได้อีกครั้ง ดังนั้น การจัดตั้งของแรงงานนอกระบบจึงต้องเชื่อมโยงกับชุมชนละแวกบ้านอย่างแนบแน่น นี่เป็นลักษณะสำคัญของการจัดตั้งในละตินอเมริกา
เนื่องจาก แรงงานนอกระบบไม่สามารถเรียกร้องต่อทุนแบบเดียวกับที่สหภาพแรงงานในระบบ สามารถทำได้ แรงงานนอกระบบจึงต้องหันมาเรียกร้องต่อรัฐแทน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ขบวนการแรงงานไร้งานหรือปีเกเตโรส์ (piqueteros) ในประเทศอาร์เจนตินา[13]

piqueteros
ขบวนการปีเกเตโรส์ในอาร์เจนตินา
ขบวนการปีเกเตโรส์เป็น ขบวนการของคนว่างงาน กึ่งว่างงานและแรงงานนอกระบบหลายแสนคน จัดตั้งเป็นองค์กรแบบกระจายอำนาจในลักษณะของ “สหพันธ์” โดยมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันไป ขบวนการปีเกเตโรส์เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 แต่ขณะที่กลุ่มองค์กรเหล่านี้เติบโตขึ้น พวกเขากลับถูกฝ่ายซ้ายในประเทศนี้มองข้าม ทั้งนักการเมืองในพรรคประชานิยมและหัวขบวนนักปฏิวัติมาร์กซิสต์ทั้งหลาย ซึ่งปรกติมักกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเป็นผู้นำของกลุ่มคนยากจนเสียเหลือเกิน กลับละเลยการเติบโตขององค์กรแรงงานว่างงานเหล่านี้ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะในสายตาของมาร์กซิสต์ แรงงานเหล่านี้ไม่ใช่ประธานของการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มจัดตั้งปีเกเตโรส์จึงไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวิธีปฏิบัติงานแบบฝ่ายซ้ายยุคเก่า ซึ่งมีรูปแบบการจัดตั้งแบบบังคับบัญชาเป็นลำดับขั้น ขบวนการปีเกเตโรส์ดำเนินงานด้วยวิถีประชาธิปไตยแบบรากหญ้าที่ทุกคนมีส่วน ร่วม ทั้งในการปฏิบัติงานและการระดมมวลชน จุดเน้นในการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและความเท่าเทียมในการตัดสินใจภายใน องค์กรนี่เองที่ต่อมาเรียกกันว่า “การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ” หรือ “วิถีระนาบ” (horizontalidad)[14] พวกเขายังปฏิเสธ “ระบบหัวคะแนน” (clientelism) ที่พรรคการเมืองในอาร์เจนตินาชอบใช้เพื่อหาคะแนนเสียงจากองค์กรจัดตั้งที่ ได้รับความนิยม (ระบบที่ทำให้มีการขายคะแนนเสียงในชุมชนจัดตั้งแลกกับเงิน สิ่งของหรือการอุปถัมภ์อย่างใดอย่างหนึ่ง) นอกจากนี้ พวกเขายังใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ดำรง “ความเป็นเอกเทศ” (autonomy) โดยไม่ยอมขึ้นต่อนักการเมืองคนใดในอาร์เจนตินา การจัดตั้งแนวระนาบและความเป็นอิสระทางการเมืองถือเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการ ปีเกเตโรส์

piqueteros
วิธีการเรียกร้องต่อรัฐของปีเกเตโรส์ ใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า cortas de ruta นั่นคือ การปิดถนน เพื่อสร้างแรงกดดันให้ข้อเรียกร้องประสบผล เนื่องจากชุมชนแออัดที่พวกเขาอยู่อาศัยมักอยู่ตามชานเมือง มันจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีในการปิดสกัดการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือ โดยเข้าไปยึดและปิดถนนหลวงหรือสะพานสายหลัก วิธีการนี้คือการจี้เข้าไปที่จุดเปราะบางของระบบเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา นั่นคือ การขนส่งสินค้า
ยุทธการปิดถนนทำให้ขบวนการสามารถผสม ผสานข้อเรียกร้องเฉพาะหน้า (เช่น อาหาร) เข้ากับข้อเรียกร้องระยะยาวที่กดดันให้รัฐบาลหันมาเหลียวแลปัญหาการว่างงาน สองประการนี้ถือเป็นเหตุผลสำคัญในการกำหนดชัยชนะของขบวนการปีเกเตโรส์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ ค.ศ. 2003 ขบวนการสามารถกดดันให้รัฐบาลดำเนินโครงการช่วยเหลือคนว่างงานทั่วประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับการตัดลดงบประมาณทางด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามแนวทางของไอเอ็มเอฟ ซึ่งก็คือแนวทางของลัทธิเสรีนิยมใหม่นั่นเอง
มีต่อ…
(1) Howard Zinn, “Columbus and Western Civilization,” http://www.geocities.com/howardzinnfans/CDay.html.
(2) จาเรด ไดมอนด์, ปืน เชื้อโรคและเหล็กกล้ากับชะตากรรมของสังคมมนุษย์, (อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ แปล) (สำนักพิมพ์คบไฟ, 2547), หน้า 79-98.
(3) การผสมผสานของคนเชื้อชาติต่าง ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ มีส่วนประกอบของประชากรดังนี้คือ โบลิเวียและเปรู มีชาวพื้นเมืองมาก เอกวาดอร์ กัวเตมาลา เม็กซิโก ชาวพื้นเมืองเป็นชนส่วนน้อยกลุ่มใหญ่ คนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวและเมสติโซ (ผู้ที่มีสายเลือดผสมชาวยุโรปกับคนพื้นเมือง), ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา เอลซัลวาดอร์ ฮอนดูรัส นิการากัว ปานามา ปารากวัย เวเนซุเอลา คนส่วนใหญ่เป็นเมสติโซ, แถบแคริบเบียนและบราซิล ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำและมูลัตโต (ผู้ที่มีสายเลือดผสมชาวยุโรปกับชาวอัฟริกัน), อาร์เจนตินา อุรุกวัย บราซิลใต้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว
(4) http://en.wikipedia.org/wiki/T%C3%BApac_Amaru
(5) http://en.wikipedia.org/wiki/T%C3%BApac_Amaru_II
(6) Benjamin Dangl, The Price of Fire (Edinburgh: AK Press, 2007), p. 17-19.
(7) ผู้เขียนได้เขียนถึง “เทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย” ในคอลัมน์ “คำขบวน” ซึ่งจะตีพิมพ์ในนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน
(8) ภัยสยองโดยรัฐที่เกิดขึ้นในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ โปรดดู นอม ชอมสกี, อเมริกาอเมริกาอเมริกา: วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล) (สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2544), หน้า 31-65.
(9) โปรดดู ภัควดี วีระภาสพงษ์, “ปกครองโดยเชื่อฟัง: ประชาธิปไตยชุมชนของซาปาติสต้า,” วิทยาลัยวันศุกร์, http://www.fridaycollege.org/index.php?file=mydocs&obj=forum.view(cat_id=tr-global,id=34).
(10) โปรดดู ภัควดี วีระภาสพงษ์, “เอกวาดอร์: อีกโดมิโนของการแข็งข้อที่หลังบ้านสหรัฐฯ,” วิทยาลัยวันศุกร์, http://www.fridaycollege.org/index.php?file=mydocs&obj=forum.view(cat_id=tr-global,id=39)
(11) 11. Dangl, The Price of Fire, ch. 1 & 2.
(12) Forrest Hylton and Sinclair Thomson, “The Chequered Rainbow,” New Left Review
(13) September-October 2005, (online edition).



