เป็น “แฟน” กันมั้ย?
จากอดีตนักศึกษาที่ใจรักการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เมื่อต่างเรียนจบและแยกย้ายกันไปทำงาน หากแต่ความรู้สึกที่เชื่อมโยงตัวเองกับความเป็นไปของสังคม ก็ทำให้นักกิจกรรมกลุ่มนี้มารวมตัวเพื่อสร้างพื้นที่ร่วมกันอีกครั้ง ภายใต้ชื่อย่อเก๋ไก๋ว่า กลุ่มแฟน หรือ เฟรนด์ แอคติวิสต์ เน็ตเวิร์ก
“มัน เริ่มจากที่เราแต่ละคนที่เคยเป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน ยังมีใจที่สนใจเรื่องทางสังคมและอยากทำกิจกรรมอยู่ แต่ปัญหาคือเมื่อเราลงไปทำกิจกรรมตามที่ต่าง ๆ ก็ยากจะอธิบายว่าแล้วเราเป็นใคร มาในนามอะไร ก็เลยคิดที่จะตั้งกลุ่มขึ้นมา…”
“บุ๋ม” สมาชิกกลุ่มคนหนึ่งเล่าให้เราฟัง
“คือ เราอยากสร้างพื้นที่ให้คนอื่น ๆ ได้มาเรียนรู้ในสิ่งที่เราได้รับด้วย อย่างนักศึกษาจบใหม่ เข้าสู่ระบบงาน หลายคนก็จะหลุดไปเลย เมื่อกลับมาพูดเรื่องปัญหาสังคมเช่นเรื่อง ชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อน อาจจะเข้าใจในเนื้อหาว่าเดือดร้อน แต่ความรู้สึกร่วมกับชาวบ้านก็หายไป เราเองก็เหมือนกัน พื้นที่ตรงนี้ก็เลยอยากมาเติมช่องว่างนี้ ไม่ให้กลายเป็นว่าเมื่อเข้าสู่ระบบงานแล้วก็ลืมความรู้สึกที่เราเคยมีต่อ ส่วนรวม”
บุ๋มบอกว่า การทำกิจกรรมแต่ละครั้งของกลุ่มแฟน เน้นความสะดวกและสบายใจของสมาชิกเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่ทำงานแล้ว
กิจกรรม ที่ผ่านมา เท่าที่สมาชิกกลุ่มหาเวลาตรงกันได้ คือลงไปทำค่ายในพื้นที่ “โป่งขุนเพชร” ที่กำลังมีปัญหาเรื่องผลกระทบจากนโยบายสร้าง “เขื่อน” และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ลงศึกษาชุมชน ร่วมกับเยาวชนในพื้นที่เก็บข้อมูล สืบค้นประวัติชุมชน และนำเสนอผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ เช่น รูปถ่าย ภาพวาด
“แก้วใส” อดีตนักศึกษานักกิจกรรม ก็เป็นสมาชิกอีกคนของกลุ่มแฟนที่ค่อนข้างทุ่มเทให้กลุ่มอย่างเต็มเวลา
“เหมือนเราได้ทำงานที่เราชอบด้วยและมันก็มีผลดีต่อส่วนรวมด้วย”
แก้ว ใสบอกว่าหากจะใช้คำว่ากิจกรรมที่เขาทำเป็นกิจกรรมเพื่อ “สังคม” ก็ยังรู้สึกว่าเป็นคำที่ใหญ่เกินไป หากแต่ก็ยังมุ่งมั่นทำต่อไปเท่าที่จะทำได้ในส่วนของตัวเอง
“เมื่อ ก่อนผมก็ทำกิจกรรมนักศึกษาทั่วไป พอมีรุ่นพี่มาทำกลุ่มแฟน ก็ชักชวนกันมาทำด้วย กับผมก็รู้สึกว่าได้ท้าทายตัวเอง เมื่อก่อนเราเคยทำชมรมก็จริง แต่ก็ไม่ได้ลงพื้นที่หรือเข้าหาชาวบ้านจริงจัง แต่ตอนนี้ก็ลงมาคลุกเต็มตัว รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น และกระหายอยากรู้ อยากเห็น อยากทำ”
แน่นอนว่าเมื่อทุ่มเทตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมนักศึกษาที่ไปแล้วก็กลับ…ก็คงจะทำให้แก้วใสรู้สึก เหน็ดเหนื่อยมากในบางครั้ง
“ก็มีบ้างที่ไม่ไหว แต่ก็รู้สึกว่าทิ้งไม่ได้ ต้องสานต่อให้จบ ถามส่วนตัวผมก็คือ เราอยากเห็นสังคมที่เป็นธรรม คือแต่ก่อนก็ไม่อะไร ก็เหมือนนักศึกษาทั่วไป แต่พอได้ลงมาอยู่กับชาวบ้านจริง ๆ ได้เห็นความทุกข์ยากจริง ๆ ก็เลยคิดว่า มันจะต้องดีกว่านี้ เมื่อเรามารับรู้แล้วก็จากไปไม่ได้ อยากจะช่วยกันรับมือแก้ไขจนถึงที่สุด”
แก้วใสหมายถึงปัญหา เรื่องเขื่อนที่โป่งขุนเพชร อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอีกอย่างที่เกิดขึ้นจากการที่กลุ่มแฟนได้ลงไปในพื้นที่นี้ ก็คือ ได้จุดประกายให้เยาวชนในชุมชนรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหมือนพวกเขาบ้าง
“คล้าย กับว่าเมื่อเห็นกลุ่มของพวกเราที่เข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับชาวบ้าน น้อง ๆ ก็กระตือรือร้นขึ้นมา และสามารถรวมตัวของพวกเขาได้เองโดยเขาบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเรา ตอนนี้กลุ่มก็ยังใหม่ รวมตัวด้วยใจ แต่อาจจะยังจัดการหรือวางโครงสร้างกลุ่มไม่เป็น เราก็คงช่วยแนะนำได้บ้าง”
แม้ยังเป็นก้าวที่เตาะแตะ แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่กลุ่มแฟนสามารถบันดาลใจให้เกิดการ “ต่อยอด” ของเยาวชนในพื้นที่ได้ด้วยตัวเขาเอง
และนั่นก็เป็นเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญของโครงการหยั่งรากผลิใบ-ที่มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาในชุมชนได้ด้วยตัวเขาเอง.


