<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สถาบันต้นกล้า</title>
	<atom:link href="http://www.tonkla.org/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.tonkla.org</link>
	<description>เติมกล้าใจหัวใจ เติบใหญ่เพื่อสังคมงาม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 27 Jan 2012 03:48:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>งานขาย แลก แจก แบ่ง ครั้งที่ 0.5</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2012/01/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2012/01/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Jan 2012 03:48:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=695</guid>
		<description><![CDATA[งานนี้จัดที่สวนเงินมีมา ใครมีของอะไรที่อยากจะ &#8220;ขาย แลก แจก แบ่ง&#8221; ก็ขนกันมาได้เลย มันเป็นงานตลาดๆ ง่ายๆ ใครสนใจก็มาเลยที่สวนเงินมีมา งานเริ่ม 17.00 น.เป็นต้นไป หรือติดตามรายละเอียดงานได้ที่ ร้านเราสองสามคน นะจ๊ะ &#160; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2012%2F01%2F%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2581-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2587-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><p><a href="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2012/01/400295_241706652572689_174411215968900_590935_1424283976_n.jpeg"><img class="alignnone size-full wp-image-696" title="งานขาย แลก แจก แบ่ง" src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2012/01/400295_241706652572689_174411215968900_590935_1424283976_n.jpeg" alt="งานขาย แลก แจก แบ่ง" width="597" height="844" /></a></p>
<p>งานนี้จัดที่สวนเงินมีมา ใครมีของอะไรที่อยากจะ &#8220;<strong>ขาย แลก แจก แบ่ง</strong>&#8221; ก็ขนกันมาได้เลย มันเป็นงานตลาดๆ ง่ายๆ ใครสนใจก็มาเลยที่สวนเงินมีมา งานเริ่ม 17.00 น.เป็นต้นไป หรือติดตามรายละเอียดงานได้ที่ <a title="ร้านเราสองสามคน" href="http://www.facebook.com/pages/%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%99/174411215968900" target="_blank">ร้านเราสองสามคน</a> นะจ๊ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2012/01/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2012/01/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาสากู้ภัยน้ำตื้น</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/10/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/10/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Oct 2011 07:03:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[งานอาสา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=645</guid>
		<description><![CDATA[สถานการณ์น้ำท่วมกำลังคับขัน อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกันไป &#8220;อาสากู้ภัยน้ำตื้น&#8221; ไม่ใช่คนเก่งกาจมาจากไหน เป็นแค่คนเล็กๆ ที่อยากช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่าที่เราทำได้ โดยกำหนดภารกิจไว้ ดังนี้ ๑. เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และแบ่งปันข่าวการขอความช่วยเหลือของผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ เราทำงานกันเป็นทีมเล็กๆ แต่แข็งขัน พยายามเช็คข่าวเพื่อความถูกต้อง และช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วในขั้นต้น ๒. ช่วยเหลืออพยพผู้คน สิ่งของ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ ทีมของเราเป็นหน่วยเฉพาะกิจ กู้ภัยเร่งด่วนแบบมือสมัครเล่นด้วยทีมเคลื่อนที่เร็วซึ่งประกอบด้วยมอเตอร์ไซค์ ๒ คัน รถกระบะ ๑ คัน ออกปฏิบัติงานในพื้นที่น้ำท่วมสูงไม่เกิน ๑ เมตร ๒. ประสานงานขอความช่วยเหลือจากทีมกู้ภัยมืออาชีพและหน่วยงานอื่นๆ ในกรณีเร่งด่วน เช่น มีผู้ป่วย คนแก่ ผู้บาดเจ็บ ฯลฯ เพื่อให้ทีมอาสารุ่นใหญ่ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ๓. จัดตั้งและขยายแนวร่วม &#8220;อาสากู้ภัยน้ำตื้น&#8221; เพื่อขยายพื้นที่ในการทำงานให้กว้างขวางและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ช่วยกันซะตั้งแต่น้ำตื้น บางทีอะไรๆ มันอาจจะดีขึ้นบ้างก็ได้ รวดเร็ว ฉับไว เรียกใช้ &#8220;อาสากู้ภัยน้ำตื้น&#8221; จ้า ตอนนี้เราสร้าง Fan Page ขึ้นมาเป็นช่องทางประสานงานกันอยู่ มีข่าวอะไรส่งมากันได้ เรามีหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปทำงาน แต่ถ้าเราทำไม่ไหว เราก็จะพยายามหาทางประสานงานความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เชืญที่นี่ fan page อาสากู้ภัยน้ำตื้น&#62;&#62; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F10%2F%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><p><img title="shallow_volunteer" src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2011/10/shallow_volunteer.jpg" alt="" width="180" height="163" /></p>
<p>สถานการณ์น้ำท่วมกำลังคับขัน อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกันไป &#8220;อาสากู้ภัยน้ำตื้น&#8221; ไม่ใช่คนเก่งกาจมาจากไหน เป็นแค่คนเล็กๆ ที่อยากช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่าที่เราทำได้ โดยกำหนดภารกิจไว้ ดังนี้</p>
<p>๑. เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และแบ่งปันข่าวการขอความช่วยเหลือของผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ เราทำงานกันเป็นทีมเล็กๆ แต่แข็งขัน พยายามเช็คข่าวเพื่อความถูกต้อง และช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วในขั้นต้น</p>
<p>๒. ช่วยเหลืออพยพผู้คน สิ่งของ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ ทีมของเราเป็นหน่วยเฉพาะกิจ กู้ภัยเร่งด่วนแบบมือสมัครเล่นด้วยทีมเคลื่อนที่เร็วซึ่งประกอบด้วยมอเตอร์ไซค์ ๒ คัน รถกระบะ ๑ คัน ออกปฏิบัติงานในพื้นที่น้ำท่วมสูงไม่เกิน ๑ เมตร</p>
<p>๒. ประสานงานขอความช่วยเหลือจากทีมกู้ภัยมืออาชีพและหน่วยงานอื่นๆ ในกรณีเร่งด่วน เช่น มีผู้ป่วย คนแก่ ผู้บาดเจ็บ ฯลฯ เพื่อให้ทีมอาสารุ่นใหญ่ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น</p>
<p>๓. จัดตั้งและขยายแนวร่วม &#8220;อาสากู้ภัยน้ำตื้น&#8221; เพื่อขยายพื้นที่ในการทำงานให้กว้างขวางและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ช่วยกันซะตั้งแต่น้ำตื้น บางทีอะไรๆ มันอาจจะดีขึ้นบ้างก็ได้ <img src='http://www.tonkla.org/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<h2>รวดเร็ว ฉับไว เรียกใช้ &#8220;อาสากู้ภัยน้ำตื้น&#8221; จ้า</h2>
<p>ตอนนี้เราสร้าง Fan Page ขึ้นมาเป็นช่องทางประสานงานกันอยู่ มีข่าวอะไรส่งมากันได้ เรามีหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปทำงาน แต่ถ้าเราทำไม่ไหว เราก็จะพยายามหาทางประสานงานความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เชืญที่นี่ fan page <a title="อาสากู้ภัยน้ำตื้น" href="http://www.facebook.com/ShallowVolunteer" target="_blank">อาสากู้ภัยน้ำตื้น&gt;&gt;</a></p>
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 649px"><a href="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/314386_10150332507191453_560231452_8033906_921504545_n.jpg"><img title="อาสากู้ภัยน้ำตื้น" src="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/314386_10150332507191453_560231452_8033906_921504545_n.jpg" alt="อาสากู้ภัยน้ำตื้น" width="639" height="960" /></a><p class="wp-caption-text">อาสากู้ภัยน้ำตื้น</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/10/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/10/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ด่วน งานอาสาสมัครที่ดอนเมืองฉบับที่ ๒</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/10/%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/10/%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Oct 2011 15:35:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[อาสาสมัคร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=633</guid>
		<description><![CDATA[หากท่านเห็นว่าเพียงการนั่งบ่นและลุ้นอยู่บ้านมันไม่สนุกพอ การติดตามข่าวสารและความเห็นมั่วๆ บนเฟซบุคและทวิตเตอร์ ที่ยากแยกแยะข้อเท็จจริง ไม่สามารถสร้างความเร้า ใจได้เพียงพอเสียแล้ว หากท่านเห็นว่าจิตใจหรือทักษะดีๆ ที่ท่านมีน่าจะช่วยเหลือคนอื่นได้ในยามนี้ จงมา โอม&#8230; จงมา   เรายังคงมีงานรอท่านเสมอ - อาสาสมัคร ศปภ. ตำบล - ทำข้อมูลระดับตำบลเพื่อ ประสานงานช่วยเหลือเฉพาะหน้าและฟื้นฟูในอนาคต - อาสาสมัครช่วยงานศูนย์พักพิง &#8211; อาสาสมัครทำเสื้อชูชีพจากขวดพลาสติก - อาสาสมัครคีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ (ต้องเอาโน้ตบุคไปเอง) - ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ อาร์ตเวิร์ค - งานลุยช่วยคนในพื้นที่อพยพ (อันนี้ต้องว่ายน้ำเก่งและอึดหน่อยนะ) - รับสมัครกองเรือ กองรถ เป็นทีมหรือเป็นคนก็ได้ มาเลย - งานอื่นๆ ที่ท่านคิดว่าอยากช่วยและมีทีมที่สามารถทำได้ เช่น ทีมเยียวยาจิตใจ ทีมบริการอาหารและน้ำ ทีม ประดิษฐ์สิ่งของ ฯลฯ &#160; &#160; พิเศษ !!! ตอนนี้กำลังจัดตั้งทีมประดิษฐ์เรือจากขวดน้ำพลาสติก ใครอยากมาช่วยบ้าง นอกจากนั้น เรายังจะจัดตั้งทีมทำน้ำอีเอ็ม เตรียมไว้รอใช้หลังน้ำลดได้ทันที ต้องการทีมอาสาสมัครเยอะมาก ท่านไม่จำเป็นต้องมาทุกวัน เรามีความยินดีที่จะบริการจัดทีมให้หากงานที่ท่านทำจำเป็นต้องต่อเนื่องแต่หากท่านสามารถจัดทีมและจัดเวรสับเปลี่ยนกันมาได้เองเราจะยินดีเป็นพิเศษ และถ้ามาได้ต่อเนื่อง ๑-๒ สัปดาห์จะยินดีที่สุด ใครขี้หนาว เอาเสื้อกันหนาวมาด้วยเด้อ แอร์มันเย็นมาก เรายังมีบริการรับของบริจาคจากท่านด้วย โดยเฉพาะตอนนี้ต้องการโทรศัพท์มือถือเป็นพิเศษ สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัดและมาอยู่ยาว ไม่มีที่นอน เรามีบริการที่นอนแอร์เย็นเฉียบหนาวๆ และไม่เป็นส่วนตัว พร้อมห้องน้ำของสนามบินไว้บริการให้จ้า ดังนั้นเตรียมถุงนอนและอุปกรณ์อาบน้ำมาเองด้วยนะ สนใจติดต่อ ศปภ. ภาคประชาชน ชั้นสองอาคารผู้โดยสารในประเทศ หรือข้างบนอาคารที่เขาแพคของกันแหละจ้า หรือโทร 0817021199 อ้วน , 0802025552 ตุ๊ก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F10%2F%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><p><img title="งานข้อมูล" src="http://a5.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/312256_297403833603080_100000003984171_1297584_808977454_n.jpg" alt="" /></p>
<p>หากท่านเห็นว่าเพียงการนั่งบ่นแ<wbr>ละลุ้นอยู่บ้านมันไม่สนุกพอ การติดตามข่าวสารและความเห็นมั่</wbr><wbr>วๆ บนเฟซบุคและทวิตเตอร์ ที่ยากแยกแยะข้อเท็จจริง ไม่สามารถสร้างความเร้า ใจได้เพียงพอเสียแล้ว </wbr></p>
<p>หากท่านเห็นว่าจิตใจหรือทักษะดี<wbr>ๆ ที่ท่านมีน่าจะช่วยเหลือคนอื่นไ</wbr><wbr>ด้ในยามนี้ จงมา โอม&#8230; จงมา<br />
<img class="alignnone" title="งานทำกระสอบทราย" src="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/306474_295989607077836_100000003984171_1291566_652146662_n.jpg" alt="งานทำกระสอบทราย" width="344" height="258" /> <a href="http://a5.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/310264_296018343741629_100000003984171_1291668_783664744_n.jpg"><img class="alignnone" title="กองกระสอบทราย" src="http://a5.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/310264_296018343741629_100000003984171_1291668_783664744_n.jpg" alt="กองกระสอบทราย" width="344" height="258" /></a></wbr></p>
<h2>เรายังคงมีงานรอท่านเสมอ</h2>
<p>- อาสาสมัคร ศปภ. ตำบล</p>
<p>- ทำข้อมูลระดับตำบลเพื่อ ประสานงานช่วยเหลือเฉพาะหน้าและฟื้นฟูในอนาคต</p>
<p>- อาสาสมัครช่วยงานศูนย์พักพิง &#8211; อาสาสมัครทำเสื้อชูชีพจากขวดพลา<wbr>สติก </wbr></p>
<p>- อาสาสมัครคีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอ<wbr>ร์ (ต้องเอาโน้ตบุคไปเอง) </wbr></p>
<p>- ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ อาร์ตเวิร์ค</p>
<p>- งานลุยช่วยคนในพื้นที่อพยพ (อันนี้ต้องว่ายน้ำเก่งและอึดหน<wbr>่อยนะ) </wbr></p>
<p>- รับสมัครกองเรือ กองรถ เป็นทีมหรือเป็นคนก็ได้ มาเลย</p>
<p>- งานอื่นๆ ที่ท่านคิดว่าอยากช่วยและมีทีมท<wbr>ี่สามารถทำได้ เช่น ทีมเยียวยาจิตใจ ทีมบริการอาหารและน้ำ ทีม ประดิษฐ์สิ่งของ ฯลฯ</wbr></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<h3>พิเศษ !!! ตอนนี้กำลังจัดตั้งทีมประดิษฐ์เ<wbr>รือจากขวดน้ำพลาสติก ใครอยากมาช่วยบ้าง นอกจากนั้น เรายังจะจัดตั้งทีมทำน้ำอีเอ็ม เตรียมไว้รอใช้หลังน้ำลดได้ทันท</wbr><wbr>ี ต้องการทีมอาสาสมัครเยอะมาก </wbr></h3>
</blockquote>
<p><strong>ท่านไม่จำเป็นต้องมาทุกวัน เรามีความยินดีที่จะบริการจัดที</strong><wbr><strong>มให้หากงานที่ท่านทำจำเป็นต้องต</strong></wbr><wbr><strong>่อเนื่องแต่หากท่านสามารถจัดทีมและจัดเว</strong></wbr><wbr><strong>รสับเปลี่ยนกันมาได้เองเราจะยิน</strong></wbr><wbr><strong>ดีเป็นพิเศษ และถ้ามาได้ต่อเนื่อง ๑-๒ สัปดาห์จะยินดีที่สุด</strong></wbr></p>
<p>ใครขี้หนาว เอาเสื้อกันหนาวมาด้วยเด้อ แอร์มันเย็นมาก</p>
<p>เรายังมีบริการรับของบริจาคจากท<wbr>่านด้วย โดยเฉพาะตอนนี้ต้องการโทรศัพท์ม</wbr><wbr>ือถือเป็นพิเศษ </wbr></p>
<p>สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัดแล<wbr>ะมาอยู่ยาว ไม่มีที่นอน เรามีบริการที่นอนแอร์เย็นเฉียบ</wbr><wbr>หนาวๆ และไม่เป็นส่วนตัว พร้อมห้องน้ำของสนามบินไว้บริกา</wbr><wbr>รให้จ้า ดังนั้นเตรียมถุงนอนและอุปกรณ์อ</wbr><wbr>าบน้ำมาเองด้วยนะ </wbr></p>
<h4>สนใจติดต่อ ศปภ. ภาคประชาชน ชั้นสองอาคารผู้โดยสารในประเทศ หรือข้างบนอาคารที่เขาแพคของกัน<wbr>แหละจ้า หรือโทร 0817021199 อ้วน , 0802025552 ตุ๊ก</wbr></h4>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/10/%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/10/%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คอนเสิร์ตช่วยน้ำท่วม โดย Triple H Music</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/09/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1-triple-h/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/09/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1-triple-h/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 14:50:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[Triple H]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มสลึง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=626</guid>
		<description><![CDATA[8 &#8211; 10 ต.ค. 2554 ลาน MBK Center เสียงเพลงรวมใจ&#8230;คาราวานคนรุ่นใหม่ช่วยภัยน้ำท่วม เป็นงานคอนเสิร์ตที่มีศิลปินมาร่วมมากมาย ได้แก่ วงนั่งเล่น, เขียว คาราบาวและผองเพื่อน, อี๊ด ฟุตปาธ แฟมิลี่, เอ้ นิติธร ทองธีรกุล, วงสลึง, กลุ่มรองเท้าแตะ และ น้องๆจากโครงการ Triple H Music ศิลปินรุ่นใหม่ที่มาพร้อมบทเพลงสร้างสรรค์สังคม นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมหารายได้สมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย อาทิเช่น การขายเสื้อ ขายของมือสอง วาดภาพเหมือน โปสการ์ด และบูทกิจกรรมจากภาคีอีกมากมาย และรับบริจาคสิ่งของ รวมไปถึงเปิดรับอาสาสมัครเพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อยุธยา ในวันที่ 11-14 ตุลาคม 54 กิจกรรมนี้จัดโดยกลุ่มสลึง เยาวชนเด็กค่ายอาสา มูลนิธิโกมลคีมทอง ติดตามข่าวกิจกรรมนี้ได้ที่หน้าเพจ Triple H Music]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F09%2F%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a1-triple-h%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><p><img class="alignnone" title="งานคอนเสิร์่ตช่วยภัยน้ำท่วม" src="http://gallery.mailchimp.com/3ae970aa8c37b888a2c28e338/images/picnews_01.jpg" alt="งานคอนเสิร์่ตช่วยภัยน้ำท่วม" width="550" height="413" /></p>
<p><strong>8 &#8211; 10 ต.ค. 2554<br />
ลาน MBK Center</strong></p>
<p><strong>เสียงเพลงรวมใจ&#8230;คาราวานคนรุ่นใหม่ช่วยภัยน้ำท่วม เป็นงานคอนเสิร์ตที่มีศิลปินมาร่วมมากมาย ได้แก่ </strong><em>วงนั่งเล่น, เขียว คาราบาวและผองเพื่อน, อี๊ด ฟุตปาธ แฟมิลี่, เอ้ นิติธร ทองธีรกุล, วงสลึง, กลุ่มรองเท้าแตะ และ น้องๆจากโครงการ <strong>Triple H Music</strong> ศิลปินรุ่นใหม่ที่มาพร้อมบทเพลงสร้างสรรค์สังคม </em>นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมหารายได้สมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย อาทิเช่น การขายเสื้อ ขายของมือสอง วาดภาพเหมือน โปสการ์ด และบูทกิจกรรมจากภาคีอีกมากมาย และรับบริจาคสิ่งของ รวมไปถึงเปิดรับอาสาสมัครเพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อยุธยา ในวันที่ 11-14 ตุลาคม 54<br />
กิจกรรมนี้จัดโดยกลุ่มสลึง เยาวชนเด็กค่ายอาสา มูลนิธิโกมลคีมทอง <strong>ติดตามข่าวกิจกรรมนี้ได้ที่หน้าเพจ </strong><a href="http://tonkla.us2.list-manage1.com/track/click?u=77a17e8e317934d954030abf7&amp;id=52091ab9bb&amp;e=d8efb86d75">Triple H Music</a></p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/09/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1-triple-h/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/09/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1-triple-h/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สามัญชนเปลี่ยนโลก (ฉบับปรับปรุงใหม่)</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/09/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b3/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/09/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Sep 2011 04:15:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[สามัญชนเปลี่ยนโลก]]></category>
		<category><![CDATA[นักเคลื่อนไหวทางสังคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=612</guid>
		<description><![CDATA[การเคลื่อนไหวของประชาชนได้เปลี่ยนไปแล้ว ! จากไพร่ทาสในอาณัติของมูลนาย จากพลเมืองที่ดีของรัฐ จากนักปฏิวัติของลัทธิการเมือง จากพนักงานบริษัท กรรมกร แรงงานไร้สังกัด ผู้บริโภค ศิลปิน คนตกงาน เหยื่อของนโยบาย  และจากใครก็ได้ สามัญชน กำลังขีดเขียนโลกใบใหม่ด้วยปฏิบัติการอันหลากหลาย ด้วยแนวคิดที่เปลี่ยนไป ทว่ามิได้ปรารถนาอำนาจเพื่อการครอบงำ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงของประชาชนถูกฉกฉวยและปล้นชิง มาวันนี้ประชาชนได้เปลี่ยนแปลงไป เหล่าสามัญชนมิได้ปรารถนาการนำและการรวมศูนย์ เพียงปรารถนาการนำตนเอง การแบ่งปันอันเป็นธรรม การเรียนรู้ระหว่างเส้นทาง การสร้างสรรค์อันมาจากรากฐานของเสรีภาพและความยุติธรรม สามัญชนเปลี่ยนโลก คือเรื่องราวเหล่านั้น เรื่องราวของคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาปฏิเสธ คนธรรมดาที่ไม่แสวงหาอำนาจ เป็นเส้นทางแห่งสีสันใหม่ เป็นขบวนการของคนสามัญที่เอื้อให้คนสามัญได้จัดการตนเองและปลดปล่อยจากอำนาจครอบงำขนาดใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐ ความเชื่อ วัฒนธรรม โรงพยาบาล การศึกษา ชาติ ศาสนา ลัทธิ ฯลฯ นักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองควรอ่าน ให้เห็นความหลากหลายอันมีสีสันของกลุ่มและ ขบวนการเล็กๆ ที่เชื่อมโยงเป็นข่ายใยแห่งการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก เพื่อกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนในกระแสธารของการเปลี่ยนแปลง สื่อมวลชนต้องอ่านเพื่อเห็นถึงแนวคิด โครงสร้างการจัดองค์กรที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิธีการแบบเดิมๆ จะได้ไม่ต้องคอยวิ่งหาแกนนำหรือตัวแทนมาสัมภาษณ์ด้วยความยากลำบากแล้วพบว่าในที่สุดก็หาไม่เจอ หรือพยายามค้นหาว่าแนวคิด เบื้องหลัง ข้อเรียกร้องของคนเหล่านี้คืออะไร แล้วมาพบว่ามันซับซ้อนและหลากหลายกว่าขบวนการเคลื่อนไหวแบบเดิมจนไม่อาจนิยามมันได้ ผู้กำลังใช้อำนาจเสวยประโยชน์ก็ต้องอ่าน ท่านอาจหัวเราะร่ากับขบวนการขี้ปะติ๋วเหล่านี้ ว่าไม่มีทางทำอะไรได้ หรืออาจสยิวกายอย่างหนาวเหน็บเมื่อค้นพบว่ามันเป็นขบวนการที่ใหญ่โตกว่าที่ท่านคิด สามัญชน อย่างเราๆ ยิ่งต้องอ่าน เพื่อมองเห็นภูมิทัศน์ใหม่ของการเคลื่อนไหว และสร้างสรรค์ปฏิบัติการของเราเองให้มีสีสันสดใสระบายสังคมใหม่ให้เป็นธรรมและมีที่ว่างให้สามัญชนอีกมากมายในโลกใบนี้ สามัญชนกำลังเปลี่ยนโลก และโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว&#8230; &#160; กิตติชัย งามชัยพิสิฐ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ของเรา (house of commons) จากคำนำหนังสือสามัญชนเปลี่ยนโลก (ฉบับปรับปรุงใหม่) &#160; &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F09%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b3%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><p><img title="สามัญชนเปลี่ยนโลก" src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2011/09/320460_204193836314050_204179262982174_553637_1257432996_n-150x150.jpg" alt="สามัญชนเปลี่ยนโลก"  /><br />
<img class="alignright" title="กึ๋ย" src="http://a1.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/301299_204193882980712_204179262982174_553638_2107241237_n.jpg" alt="" width="432" height="197" /></p>
<h3>การเคลื่อนไหวของประชาชนได้เปลี่ยนไปแล้ว !</h3>
<p>จากไพร่ทาสในอาณัติของมูลนาย จากพลเมืองที่ดีของรัฐ จากนักปฏิวัติของลัทธิการเมือง จากพนักงานบริษัท กรรมกร แรงงานไร้สังกัด ผู้บริโภค ศิลปิน คนตกงาน เหยื่อของนโยบาย  และจากใครก็ได้</p>
<p><strong>สามัญชน</strong> กำลังขีดเขียนโลกใบใหม่ด้วยปฏิบัติการอันหลากหลาย ด้วยแนวคิดที่เปลี่ยนไป ทว่ามิได้ปรารถนาอำนาจเพื่อการครอบงำ</p>
<p>ครั้งแล้วครั้งเล่าที่การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงของประชาชนถูกฉกฉวยและปล้นชิง มาวันนี้ประชาชนได้เปลี่ยนแปลงไป เหล่าสามัญชนมิได้ปรารถนาการนำและการรวมศูนย์ เพียงปรารถนาการนำตนเอง การแบ่งปันอันเป็นธรรม การเรียนรู้ระหว่างเส้นทาง การสร้างสรรค์อันมาจากรากฐานของเสรีภาพและความยุติธรรม<a href="http://a7.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/301294_204193939647373_204179262982174_553639_873216836_n.jpg"><img class="alignright" title="พรพิศ" src="http://a7.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/301294_204193939647373_204179262982174_553639_873216836_n.jpg" alt="" width="432" height="122" /></a></p>
<p><strong>สามัญชนเปลี่ยนโลก</strong> คือเรื่องราวเหล่านั้น เรื่องราวของคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาปฏิเสธ คนธรรมดาที่ไม่แสวงหาอำนาจ เป็นเส้นทางแห่งสีสันใหม่ เป็นขบวนการของคนสามัญที่เอื้อให้คนสามัญได้จัดการตนเองและปลดปล่อยจากอำนาจครอบงำขนาดใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐ ความเชื่อ วัฒนธรรม โรงพยาบาล การศึกษา ชาติ ศาสนา ลัทธิ ฯลฯ</p>
<p>นักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองควรอ่าน ให้เห็นความหลากหลายอันมีสีสันของกลุ่มและ</p>
<p><img class="alignright" title="Ardisto เดอะภารโรง" src="http://a4.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/308775_204193976314036_204179262982174_553641_1849034819_n.jpg" alt="Ardisto เดอะภารโรง" width="432" height="118" /></p>
<p>ขบวนการเล็กๆ ที่เชื่อมโยงเป็นข่ายใยแห่งการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก เพื่อกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนในกระแสธารของการเปลี่ยนแปลง</p>
<p>สื่อมวลชนต้องอ่านเพื่อเห็นถึงแนวคิด โครงสร้างการจัดองค์กรที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิธีการแบบเดิมๆ จะได้ไม่ต้องคอยวิ่งหาแกนนำหรือตัวแทนมาสัมภาษณ์ด้วยความยากลำบากแล้วพบว่าในที่สุดก็หาไม่เจอ หรือพยายามค้นหาว่าแนวคิด เบื้องหลัง ข้อเรียกร้องของคนเหล่านี้คืออะไร แล้วมาพบว่ามันซับซ้อนและหลากหลายกว่าขบวนการเคลื่อนไหวแบบเดิมจนไม่อาจนิยามมันได้<a href="http://a2.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/310178_204194022980698_204179262982174_553642_214404644_n.jpg"><img class="alignright" title="ยอดมนุษย์อุลตร้าปอยกี้" src="http://a2.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/310178_204194022980698_204179262982174_553642_214404644_n.jpg" alt="ยอดมนุษย์อุลตร้าปอยกี้" width="432" height="147" /></a></p>
<p>ผู้กำลังใช้อำนาจเสวยประโยชน์ก็ต้องอ่าน ท่านอาจหัวเราะร่ากับขบวนการขี้ปะติ๋วเหล่านี้ ว่าไม่มีทางทำอะไรได้ หรืออาจสยิวกายอย่างหนาวเหน็บเมื่อค้นพบว่ามันเป็นขบวนการที่ใหญ่โตกว่าที่ท่านคิด</p>
<p><strong>สามัญชน</strong> อย่างเราๆ ยิ่งต้องอ่าน เพื่อมองเห็นภูมิทัศน์ใหม่ของการเคลื่อนไหว และสร้างสรรค์ปฏิบัติการของเราเองให้มีสีสันสดใสระบายสังคมใหม่ให้เป็นธรรมและมีที่ว่างให้สามัญชนอีกมากมายในโลกใบนี้</p>
<p><a href="http://a8.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/291968_204194062980694_204179262982174_553643_1104358698_n.jpg"><img class="alignright" title="เขมทัศน์" src="http://a8.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc7/291968_204194062980694_204179262982174_553643_1104358698_n.jpg" alt="เขมทัศน์" width="432" height="208" /></a>สามัญชนกำลังเปลี่ยนโลก และโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว&#8230;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กิตติชัย งามชัยพิสิฐ</p>
<p>บรรณาธิการสำนักพิมพ์ของเรา<a title="สำนักพิมพ์ของเรา" href="http://www.facebook.com/houseofcommonspress"> (house of commons)</a></p>
<p><em>จากคำนำหนังสือสามัญชนเปลี่ยนโลก (ฉบับปรับปรุงใหม่)</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/09/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b3/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/09/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“เราต้องการเสรีภาพในการอ่าน เพราะเสรีภาพในการอ่าน เป็นพื้นฐาน ความเป็นมนุษย์ในสังคมอารยะ”</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/06/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/06/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2011 05:37:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องมันๆ มีไว้สนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[นักอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิในการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[อ่าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=595</guid>
		<description><![CDATA[แถลงการณ์นักอ่าน “เราต้องการเสรีภาพในการอ่าน เพราะเสรีภาพในการอ่านเป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ในสังคมอารยะ” ร่วมสนับสนุนนักเขียนที่ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112ฯ &#160; สืบเนื่องจากการจับกุมดำเนินคดีกับคนจำนวนมากในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งโดยปิดลับและเปิดเผย ได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและเลือกที่จะเงียบของคนในสังคม กระทั่งเมื่อกลุ่มนักเขียนออกมาเคลื่อนไหวลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง กลับเกิดกระแสข่าวเผาหนังสือ การล่าแม่มด การโจมตีใส่ไคล้นักเขียนกว่า 300 คนที่ร่วมลงชื่อดังกล่าว เราในฐานะนักอ่านทั้งเสรีชนทั้งคนในวงการหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่ง เรามีความเห็นว่า ประการแรก นักเขียนที่ร่วมลงชื่อมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นและแสดงความกังวลต่อการจำกัดเสรีภาพของเพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ประการที่สอง การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเขียนเป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย การยัดเยียดข้อกล่าวหาหรือจัดกลุ่มแบ่งพวกโดยอาศัยการเมืองของการแบ่งสีแบ่งขั้ว ไม่อาจช่วยให้สังคมข้ามพ้นไปสู่การถกเถียงอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ เราจึงขอเรียกร้องให้เพื่อนนักอ่านได้ใช้วิจารณญาณใคร่ครวญการกระทำของกลุ่มนักเขียนที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและสังคมไทยเป็นสำคัญ เราหวังว่าเพื่อนนักอ่านจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของลัทธิคลั่งชาติคลั่งสถาบันฯ อย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะเราเชื่อว่านักอ่านมีวุฒิภาวะพอจะพิจารณาปัญหาทั้งปวงด้วยใจเป็นกลางและเป็นธรรม ที่สำคัญยิ่งกว่า เราในฐานะนักอ่านมองเห็นปัญหาของการใช้มาตรา 112 มาจำกัดเสรีภาพในการพิมพ์เผยแพร่ มีหนังสือจำนวนมากที่ตีพิมพ์แต่ไม่อาจเผยแพร่เพราะถูกกล่าวหาว่าเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มิพักว่าการวินิจฉัยหรือตีความว่าข้อความในหนังสือเล่มใดผิดกฎหมายดังกล่าวกระทำไปโดยไม่มีมาตรฐานใดๆ ชัดเจน เพื่อนนักอ่านจำนวนมากอาจยังไม่รู้ว่าที่ผ่านมามีการจับกุมดำเนินคดีกับผู้จัดพิมพ์หนังสือจำนวนไม่น้อย นับตั้งแต่การดำเนินคดีกับ ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสาร ฟ้าเดียวกัน การจับกุม สมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ในฐานะแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย  การจับกุม บัณฑิต อานียา นักเขียนนักแปลซึ่งนำเอกสารที่เขียนและทำสำเนาขึ้นเองไปจำหน่ายในงานสัมมนา เป็นต้น หรือกรณีล่าสุดที่มีการจับกุมชายชาวอเมริกันที่นำลิงก์หนังสือ “The King Never Smiles” ใส่ไว้ในบล็อกส่วนตัว โดยหนังสือเล่มดังกล่าวถูกสั่งห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรเนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของไทย เช่นเดียวกับหนังสือ &#8220;The Revolutionary King” ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2544 ก็ไม่ผ่านการตรวจพิจารณานำเข้ามาในประเทศไทยเช่นกัน ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามีการจับกุมดำเนินคดีกับบรรดาคนขายหนังสือเล่มที่ถูกระบุว่าเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คนขายหนังสือเหล่านั้นล้วนเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยทำมาหากินสุจริตแต่กลับถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 ซึ่งระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” กฎหมายมาตรา 112 มีปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่รองรับความชอบธรรมของกฎหมายดังกล่าวก็คือจารีตที่ฝังลึกอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยโดยไม่เคยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้มาตรานี้กลายเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกให้ผู้คนจำนวนมากพร้อมใจกันมาลงประชาทัณฑ์ผู้ละเมิดจารีตนี้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง มีหนังสือจำนวนมากที่ถูก “ต้องห้าม” ถูก “ห้ามอ่าน” นักอ่านต้องลงใต้ดินเพียงเพื่อจะได้อ่านหนังสือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เพื่อวิวาทะทางปัญญา  ไม่เพียงหนังสือ หากแต่บทความ บทวิจารณ์ หรือข้อเขียนอื่นใดก็ตามที่ “จาบจ้วงล่วงเกิน” ต่อจารีตทางความคิดอันศักดิ์สิทธิ์นี้กลับต้องถูกเซ็นเซอร์ ห้ามเผยแพร่ เราอยากบอกผู้มีอำนาจทั้งหลายในบ้านเมืองนี้ ว่านักอ่านทุกคนล้วนมีวิจารณญาณของตนเอง การสั่งห้ามอ่าน ห้ามตีพิมพ์ ห้ามเผยแพร่ การบล็อกเว็บไซต์ การลบความเห็นในกระดานข้อความต่างๆ เท่ากับจำกัดเสรีภาพความเป็นมนุษย์ของนักอ่านอย่างร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้นวัฒนธรรมแบ่งปันกันอ่านในเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นช่องทางการต่อยอดความรู้ที่ไม่พึงถูกจำกัดเสรีภาพใดๆ ทั้งสิ้น นักอ่านทุกคนมีเสรีภาพที่จะได้อ่าน มีสิทธิที่จะได้รับรู้ว่าเหตุใดจึง “ห้ามอ่าน” และสุดท้ายสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ได้อ่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการวิวาทะอันจะนำไปสู่การประเทืองปัญญาต่อไป หากนักเขียน นักแปล และบรรณาธิการถูกจำกัดเสรีภาพแล้วไซร้ นักอ่านเท่ากับถูกจำกัดเสรีภาพไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และยิ่งไม่อาจร้องแรกแหกกระเชอแก่ผู้ใดได้หากนักเขียนต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในงานเขียน ยังไม่นับต้นทุนความรู้ที่เหล่านักอ่านต้องสูญเสียไปจากการไม่ได้อ่าน เราในฐานะนักอ่านอยากเรียกร้องเพื่อนนักอ่านให้ออกมารวมพลังแสดงความสนับสนุนนักเขียนที่ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขมาตรา 112ฯ  พร้อมตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่นักอ่านพึงมีในสังคมประชาธิปไตย กล่าวถึงที่สุด การพิมพ์หนังสือคือการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทั้งทางความคิดและสังคมฉันใด การจำกัดเสรีภาพในการพิมพ์ โพสต์ เขียน อ่าน ย่อมเป็นการทำลายความคิดและสังคมอย่างถึงรากถึงโคนฉันนั้น (ร่วมลงชื่อได้ที่ http://www.ipetitions.com/petition/readers_june192011/) พัชรี อังกูรทัศนียรัตน์ วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ รวินทร์ คำโพธิ์ทอง ศรายุธ ตั้งประเสริฐ นีรนุช เนียมทรัพย์ สรญา เบญจเวชอำรุง เอื้อบุญ จงสมชัย กิตติชัย งามชัยพิสิฐ อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F06%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><p><strong>แถลงการณ์นักอ่าน<img class="alignright size-thumbnail wp-image-596" title="book112" src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2011/06/book112-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></strong></p>
<p><strong>“เราต้องการเสรีภาพในการอ่าน เพราะเสรีภาพในการอ่านเป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ในสังคมอารยะ”</strong></p>
<p><strong>ร่วมสนับสนุนนักเขียนที่ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา </strong><strong>112ฯ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สืบเนื่องจากการจับกุมดำเนินคดีกับคนจำนวนมากในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งโดยปิดลับและเปิดเผย ได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและเลือกที่จะเงียบของคนในสังคม กระทั่งเมื่อกลุ่มนักเขียนออกมาเคลื่อนไหวลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง กลับเกิดกระแสข่าวเผาหนังสือ การล่าแม่มด การโจมตีใส่ไคล้นักเขียนกว่า 300 คนที่ร่วมลงชื่อดังกล่าว เราในฐานะนักอ่านทั้งเสรีชนทั้งคนในวงการหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่ง เรามีความเห็นว่า</p>
<p><strong>ประการแรก</strong> นักเขียนที่ร่วมลงชื่อมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นและแสดงความกังวลต่อการจำกัดเสรีภาพของเพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม</p>
<p><strong>ประการที่สอง</strong> การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเขียนเป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย การยัดเยียดข้อกล่าวหาหรือจัดกลุ่มแบ่งพวกโดยอาศัยการเมืองของการแบ่งสีแบ่งขั้ว ไม่อาจช่วยให้สังคมข้ามพ้นไปสู่การถกเถียงอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้</p>
<p>เราจึงขอเรียกร้องให้เพื่อนนักอ่านได้ใช้วิจารณญาณใคร่ครวญการกระทำของกลุ่มนักเขียนที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและสังคมไทยเป็นสำคัญ เราหวังว่าเพื่อนนักอ่านจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของลัทธิคลั่งชาติคลั่งสถาบันฯ อย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะเราเชื่อว่านักอ่านมีวุฒิภาวะพอจะพิจารณาปัญหาทั้งปวงด้วยใจเป็นกลางและเป็นธรรม</p>
<p>ที่สำคัญยิ่งกว่า เราในฐานะนักอ่านมองเห็นปัญหาของการใช้มาตรา 112 มาจำกัดเสรีภาพในการพิมพ์เผยแพร่ มีหนังสือจำนวนมากที่ตีพิมพ์แต่ไม่อาจเผยแพร่เพราะถูกกล่าวหาว่าเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มิพักว่าการวินิจฉัยหรือตีความว่าข้อความในหนังสือเล่มใดผิดกฎหมายดังกล่าวกระทำไปโดยไม่มีมาตรฐานใดๆ ชัดเจน</p>
<p>เพื่อนนักอ่านจำนวนมากอาจยังไม่รู้ว่าที่ผ่านมามีการจับกุมดำเนินคดีกับผู้จัดพิมพ์หนังสือจำนวนไม่น้อย นับตั้งแต่การดำเนินคดีกับ <strong>ธนาพล อิ๋วสกุล</strong> บรรณาธิการวารสาร <em>ฟ้าเดียวกัน</em> การจับกุม <strong>สมยศ พฤกษาเกษมสุข</strong> บรรณาธิการบริหารนิตยสาร <em>วอยซ์ ออฟ ทักษิณ</em> ในฐานะแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย  การจับกุม บัณฑิต อานียา นักเขียนนักแปลซึ่งนำเอกสารที่เขียนและทำสำเนาขึ้นเองไปจำหน่ายในงานสัมมนา เป็นต้น หรือกรณีล่าสุดที่มีการจับกุมชายชาวอเมริกันที่นำลิงก์หนังสือ <strong>“The King Never Smiles”</strong> ใส่ไว้ในบล็อกส่วนตัว โดยหนังสือเล่มดังกล่าวถูกสั่งห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรเนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของไทย เช่นเดียวกับหนังสือ &#8220;The Revolutionary King” ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2544 ก็ไม่ผ่านการตรวจพิจารณานำเข้ามาในประเทศไทยเช่นกัน</p>
<p>ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามีการจับกุมดำเนินคดีกับบรรดาคนขายหนังสือเล่มที่ถูกระบุว่าเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คนขายหนังสือเหล่านั้นล้วนเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยทำมาหากินสุจริตแต่กลับถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 ซึ่งระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”</p>
<p>กฎหมายมาตรา 112 มีปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่รองรับความชอบธรรมของกฎหมายดังกล่าวก็คือจารีตที่ฝังลึกอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยโดยไม่เคยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้มาตรานี้กลายเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกให้ผู้คนจำนวนมากพร้อมใจกันมาลงประชาทัณฑ์ผู้ละเมิดจารีตนี้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง</p>
<p>มีหนังสือจำนวนมากที่ถูก “ต้องห้าม” ถูก “ห้ามอ่าน” นักอ่านต้องลงใต้ดินเพียงเพื่อจะได้อ่านหนังสือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เพื่อวิวาทะทางปัญญา  ไม่เพียงหนังสือ หากแต่บทความ บทวิจารณ์ หรือข้อเขียนอื่นใดก็ตามที่ “จาบจ้วงล่วงเกิน” ต่อจารีตทางความคิดอันศักดิ์สิทธิ์นี้กลับต้องถูกเซ็นเซอร์ ห้ามเผยแพร่</p>
<p>เราอยากบอกผู้มีอำนาจทั้งหลายในบ้านเมืองนี้ ว่านักอ่านทุกคนล้วนมีวิจารณญาณของตนเอง การสั่งห้ามอ่าน ห้ามตีพิมพ์ ห้ามเผยแพร่ การบล็อกเว็บไซต์ การลบความเห็นในกระดานข้อความต่างๆ เท่ากับจำกัดเสรีภาพความเป็นมนุษย์ของนักอ่านอย่างร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้นวัฒนธรรมแบ่งปันกันอ่านในเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นช่องทางการต่อยอดความรู้ที่ไม่พึงถูกจำกัดเสรีภาพใดๆ ทั้งสิ้น</p>
<p>นักอ่านทุกคนมีเสรีภาพที่จะได้อ่าน มีสิทธิที่จะได้รับรู้ว่าเหตุใดจึง “ห้ามอ่าน” และสุดท้ายสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ได้อ่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการวิวาทะอันจะนำไปสู่การประเทืองปัญญาต่อไป</p>
<p>หากนักเขียน นักแปล และบรรณาธิการถูกจำกัดเสรีภาพแล้วไซร้ นักอ่านเท่ากับถูกจำกัดเสรีภาพไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และยิ่งไม่อาจร้องแรกแหกกระเชอแก่ผู้ใดได้หากนักเขียนต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในงานเขียน ยังไม่นับต้นทุนความรู้ที่เหล่านักอ่านต้องสูญเสียไปจากการไม่ได้อ่าน</p>
<p>เราในฐานะนักอ่านอยากเรียกร้องเพื่อนนักอ่านให้ออกมารวมพลังแสดงความสนับสนุนนักเขียนที่ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขมาตรา 112ฯ  พร้อมตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่นักอ่านพึงมีในสังคมประชาธิปไตย</p>
<p>กล่าวถึงที่สุด การพิมพ์หนังสือคือการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทั้งทางความคิดและสังคมฉันใด การจำกัดเสรีภาพในการพิมพ์ โพสต์ เขียน อ่าน ย่อมเป็นการทำลายความคิดและสังคมอย่างถึงรากถึงโคนฉันนั้น</p>
<h2>(ร่วมลงชื่อได้ที่ <a href="http://www.ipetitions.com/petition/readers_june192011/" rel="nofollow" target="_blank">http://www.ipetitions.com/petition/readers_june192011/</a>)</h2>
<ol>
<li>พัชรี อังกูรทัศนียรัตน์</li>
<li>วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์</li>
<li>รวินทร์ คำโพธิ์ทอง</li>
<li>ศรายุธ ตั้งประเสริฐ</li>
<li>นีรนุช เนียมทรัพย์</li>
<li>สรญา เบญจเวชอำรุง</li>
<li>เอื้อบุญ จงสมชัย</li>
<li>กิตติชัย งามชัยพิสิฐ</li>
<li>อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/06/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/06/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไม่สันติจึงประเสริฐ? เสียงจากแนวร่วมชุดดำ</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 May 2011 07:16:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[สามัญชนเปลี่ยนโลก]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือน่าอ่าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=462</guid>
		<description><![CDATA[เราไร้ใบหน้า เพราะเราปฏิเสธการกรีดกรายของพวกคนเด่นคนดัง เพราะเราคือทุกคน เพราะงานฉลองเพรียกหา เพราะโลกกลับตาลปัตร เพราะเราอยู่ทุกหนแห่ง ด้วยการสวมหน้ากาก เราบอกให้รู้ว่า เราเป็นใครไม่สำคัญเท่ากับเราต้องการอะไร และสิ่งที่เราต้องการคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับทุก ๆ คน ผู้เขียนเคยเขียนถึงหนังสือของเดวิด เกรเบอร์ มาก่อนแล้ว เกรเบอร์เป็นนักมานุษยวิทยาและนักอนาธิปไตยเชิงปฏิบัติ (พูดภาษาบ้านๆ คือเป็นขาลุย) ในหนังสือชื่อ Possibilities ของเขา เกรเบอร์บอกว่า เนื่องจากอนาธิปไตยเป็นแนวทางในการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี ดังนั้น การศึกษาอนาธิปไตยที่ดีที่สุด คือวิธีการศึกษาแบบมานุษยวิทยา โดยใช้การวิจัยภาคสนามที่เรียกว่า ชาติพันธุ์วรรณาหรือชาติพันธุ์นิพนธ์ (Ethnography) กล่าวคือ การลงไปคลุกคลีกับกลุ่มคนที่เป็นเป้าการศึกษา แล้วนำข้อมูลมาเขียนเป็นงานเชิงพรรณนาถึงรูปแบบการปฏิบัติของคนกลุ่มนั้นๆ * นั่นคือที่มาของหนังสือเล่มหนาขนาดห้าร้อยกว่าหน้าชื่อ Direct Action: An Ethnography ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งบันทึกประจำวันที่เล่าเรื่องการวางแผนและการชุมนุมประท้วงการประชุม FTAA ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา เมื่อ ค.ศ. 2001 บันทึกการประชุมแบบกระบวนการแสวงหาฉันทามติของนักกิจกรรมแนวทางอนาธิปไตย การวิเคราะห์เชิงทฤษฎี การพรรณนาตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในการประชุม การปฏิบัติการ พร้อมทั้งตัวละครที่มีตัวตนจริงแต่ใช้ชื่อปลอมอีกกว่าร้อยคน อักษรย่อและชื่อองค์กรอีกกว่าร้อยองค์กร บทสนทนาในร้านเบียร์และร้านกาแฟ ทั้งหมดนี้ให้ภาพที่กระจัดกระจายแต่มีชีวิตชีวาของกลุ่มคนและปฏิบัติการที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เรียกกันอย่างหลวมๆ ว่า “ขบวนการสังคมใหม่” * กลุ่มคนที่เกรเบอร์ลงไปคลุกคลีด้วยและเขาถือตัวเองเป็นหนึ่งในนั้น ประกอบด้วยกลุ่ม New York City Direct Action Network (NYC DAN) กลุ่ม Ya Basta! และบางส่วนของกลุ่ม “แนวร่วมชุดดำ” (Black Bloc) ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มเครือสหาย (affinity group) กลุ่มเครือสหายคือกลุ่มจัดตั้งตามแนวทางอนาธิปไตย แต่ละกลุ่มประกอบด้วยคนจำนวนไม่มากนัก ตั้งแต่ 4-5 คน ไปจนถึง 20 คน กลุ่มเครือสหายมีบทบาทอย่างมากในการชุมนุมประท้วงของขบวนการสังคมใหม่ ถึงแม้ขบวนการสังคมใหม่ไม่ได้มีแค่กลุ่มเครือสหาย แต่มีทั้งสหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ กลุ่มโบสถ์ ปัจเจกบุคคล กลุ่มมาร์กซิสต์ ฯลฯ แต่ก็พอจะกล่าวได้ว่า กลุ่มเครือสหายต่างหากที่เป็นหน้าตาของขบวนการ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ “ขโมยซีน” ไม่ว่ากลุ่มหรือองค์กรอื่นจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม * และในบรรดา “ตัวขโมยซีน” ที่ไปปรากฏในสื่อมากที่สุดและกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันมากที่สุดก็คือ กลุ่ม “แนวร่วมชุดดำ” ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ปีนี้ (2554) ในการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ลอนดอนเพื่อประท้วงการตัดลดงบประมาณภาคสาธารณะของรัฐบาลที่เรียกว่า “March for the Alternatives” มีประชาชนมาเข้าร่วมตั้งแต่ 250,000 จนถึง 500,000 คน แล้วแต่การประเมินของสำนักไหน (ถ้าเป็นสื่อกระแสหลักก็อยู่ที่สองแสนห้า สื่ออินดี้ก็อยู่ที่ห้าแสน ซึ่งน่าจะผิดทั้งคู่) การเดินขบวนเพื่อเรียกร้องหาทางเลือกอื่น ลงท้ายกลายเป็นการปะทะที่สื่อเรียกว่า “สมรภูมิแห่งจัตุรัสทราฟัลการ์” กลุ่มแนวร่วมชุดดำแสดง “พลเมืองขัดขืน” ด้วยการทุบหน้าต่างบรรษัทและธนาคาร ที่ดุเดือดไม่แพ้กันคือตามสื่อออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการ “พลเมืองขัดขืน” เหล่านี้ (แม้จะไม่มีโอกาสโคลงหัวทำปากจิ๊กจั๊กแบบผู้ประกาศข่าวบ้านเราก็ตาม) จนกลายเป็นสมรภูมิย่อมๆ สื่อที่โดนรุมอัดรุมตอกจนสะบักสะบอมเห็นจะเป็นบีบีซี ซึ่งถูกข้อครหาว่าเข้าข้างฝ่ายผู้ประท้วงอย่างออกนอกหน้า * ปฏิบัติการของกลุ่มแนวร่วมชุดดำสร้างข้อถกเถียงทั้งในฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย พวกเขาเป็นที่หวาดกลัวของ กลุ่มหัวอนุรักษนิยมเคร่งระเบียบ เป็นที่ชิงชังของบรรดาบรรษัทธนาคารที่ต้องซ่อมกระจกหน้าต่างหรือทาสีผนังใหม่ เป็นเหยื่อโอชะของสื่อกระแสหลักในการเล่นข่าวหวือหวา เป็นที่ขัดใจของพวกนักสันติวิธี เป็นที่ปวดหัวของฝ่ายซ้ายที่เห็นว่าการกระทำของพวกเขาเบี่ยงเบนประเด็นที่ต้องการสื่อสาร เป็นที่รักใคร่ของนักกิจกรรมสังคมแนวอนาธิปไตย เป็นหัวข้อของการถกเถียงอีรุงตุงนัง * แต่พวกเขาไม่ค่อยพูด * แม้ว่าเดวิด เกรเบอร์ไม่ได้เป็นแนวร่วมชุดดำ แต่เขาเป็นหนึ่งในนักวิชาการน้อยรายที่พยายามปกป้องคนกลุ่มนี้ในทางทฤษฎี กล่าวได้ว่าเกรเบอร์เป็นปากเสียงให้คนเหล่านี้ ในหนังสือ Direct Action ที่มีแง่มุมต่างๆ มากมาย สิ่งหนึ่งที่กระจัดกระจายอยู่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือคำพูดและแนวคิดของบรรดานักกิจกรรมกลุ่มแนวร่วมชุดดำ พวกเขาคิดอะไร เชื่ออะไร และทำไมจึงทำเช่นนั้น ? แน่นอน วิถีปฏิบัติของแนวร่วมชุดดำย่อมขัดแย้งกับแนวทางสันติวิธี พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์สันติวิธีว่าอย่างไร ? โปรดทำใจไว้ก่อนว่า นี่คือคำพูดของนักกิจกรรมระดับรากหญ้า พังค์ และฮิปปี้ตัวเหม็นที่ไม่ค่อยอาบน้ำ ไม่เคยเรียนหรือเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่มีสัมมาคารวะหรือมารยาท แต่มีวิสัยทัศน์ถึงสังคมอุดมคติและลงมือปฏิบัติอย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาจะเป็นนักรบหรือเป็นตัวแสบก็ตามที แต่ที่แน่ๆ พวกเขาไม่ใช่พวกมือถือสากปากถือศีล &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;- อ่านบทความฉบับเต็มได้จากวารสาร อ่าน ที่มา : “อ่าน” ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 มกราคม-มีนาคม 2554]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F05%2F%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b6%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2590-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><div id="attachment_463" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-463" title="Blackbloc" src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2011/05/Blackbloc.jpg" alt="แนวร่วมชุดดำ" width="400" height="267" /><p class="wp-caption-text">แนวร่วมชุดดำ</p></div>
<blockquote><p>เราไร้ใบหน้า เพราะเราปฏิเสธการกรีดกรายของพวกคนเด่นคนดัง เพราะเราคือทุกคน เพราะงานฉลองเพรียกหา เพราะโลกกลับตาลปัตร เพราะเราอยู่ทุกหนแห่ง ด้วยการสวมหน้ากาก เราบอกให้รู้ว่า เราเป็นใครไม่สำคัญเท่ากับเราต้องการอะไร และสิ่งที่เราต้องการคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับทุก ๆ คน</p></blockquote>
<div id="post-2721">
<div>
<p><span id="more-462"></span>ผู้เขียนเคยเขียนถึงหนังสือของเดวิด เกรเบอร์ มาก่อนแล้ว เกรเบอร์เป็นนักมานุษยวิทยาและนักอนาธิปไตยเชิงปฏิบัติ (พูดภาษาบ้านๆ คือเป็นขาลุย) ในหนังสือชื่อ <em>Possibilities</em> ของเขา เกรเบอร์บอกว่า เนื่องจากอนาธิปไตยเป็นแนวทางในการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี ดังนั้น การศึกษาอนาธิปไตยที่ดีที่สุด คือวิธีการศึกษาแบบมานุษยวิทยา โดยใช้การวิจัยภาคสนามที่เรียกว่า ชาติพันธุ์วรรณาหรือชาติพันธุ์นิพนธ์ (Ethnography) กล่าวคือ การลงไปคลุกคลีกับกลุ่มคนที่เป็นเป้าการศึกษา แล้วนำข้อมูลมาเขียนเป็นงานเชิงพรรณนาถึงรูปแบบการปฏิบัติของคนกลุ่มนั้นๆ</p>
<p>*</p>
<p>นั่นคือที่มาของหนังสือเล่มหนาขนาดห้าร้อยกว่าหน้าชื่อ <em>Direct Action: An Ethnography</em> ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งบันทึกประจำวันที่เล่าเรื่องการวางแผนและการชุมนุมประท้วงการประชุม FTAA ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา</p>
<p>เมื่อ ค.ศ. 2001 บันทึกการประชุมแบบกระบวนการแสวงหาฉันทามติของนักกิจกรรมแนวทางอนาธิปไตย การวิเคราะห์เชิงทฤษฎี การพรรณนาตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในการประชุม การปฏิบัติการ พร้อมทั้งตัวละครที่มีตัวตนจริงแต่ใช้ชื่อปลอมอีกกว่าร้อยคน อักษรย่อและชื่อองค์กรอีกกว่าร้อยองค์กร บทสนทนาในร้านเบียร์และร้านกาแฟ ทั้งหมดนี้ให้ภาพที่กระจัดกระจายแต่มีชีวิตชีวาของกลุ่มคนและปฏิบัติการที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เรียกกันอย่างหลวมๆ ว่า “ขบวนการสังคมใหม่”<br />
*<br />
กลุ่มคนที่เกรเบอร์ลงไปคลุกคลีด้วยและเขาถือตัวเองเป็นหนึ่งในนั้น ประกอบด้วยกลุ่ม New York City Direct Action Network (NYC DAN) กลุ่ม Ya Basta! และบางส่วนของกลุ่ม “แนวร่วมชุดดำ” (Black Bloc) ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มเครือสหาย (affinity group) กลุ่มเครือสหายคือกลุ่มจัดตั้งตามแนวทางอนาธิปไตย แต่ละกลุ่มประกอบด้วยคนจำนวนไม่มากนัก ตั้งแต่ 4-5 คน ไปจนถึง 20 คน กลุ่มเครือสหายมีบทบาทอย่างมากในการชุมนุมประท้วงของขบวนการสังคมใหม่ ถึงแม้ขบวนการสังคมใหม่ไม่ได้มีแค่กลุ่มเครือสหาย แต่มีทั้งสหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ กลุ่มโบสถ์ ปัจเจกบุคคล กลุ่มมาร์กซิสต์ ฯลฯ แต่ก็พอจะกล่าวได้ว่า กลุ่มเครือสหายต่างหากที่เป็นหน้าตาของขบวนการ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ “ขโมยซีน” ไม่ว่ากลุ่มหรือองค์กรอื่นจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม<br />
*<br />
และในบรรดา “ตัวขโมยซีน” ที่ไปปรากฏในสื่อมากที่สุดและกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันมากที่สุดก็คือ กลุ่ม “แนวร่วมชุดดำ” ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ปีนี้ (2554) ในการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ลอนดอนเพื่อ<strong>ประท้วงการตัดลดงบประมาณภาคสาธารณะของรัฐบาล</strong>ที่เรียกว่า <strong>“March for the Alternatives” </strong>มีประชาชนมาเข้าร่วมตั้งแต่ 250,000 จนถึง 500,000 คน แล้วแต่การประเมินของสำนักไหน (ถ้าเป็นสื่อกระแสหลักก็อยู่ที่สองแสนห้า สื่ออินดี้ก็อยู่ที่ห้าแสน ซึ่งน่าจะผิดทั้งคู่) การเดินขบวนเพื่อเรียกร้องหาทางเลือกอื่น ลงท้ายกลายเป็นการปะทะที่สื่อเรียกว่า “สมรภูมิแห่งจัตุรัสทราฟัลการ์” กลุ่มแนวร่วมชุดดำแสดง “พลเมืองขัดขืน” ด้วยการทุบหน้าต่างบรรษัทและธนาคาร ที่ดุเดือดไม่แพ้กันคือตามสื่อออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการ “พลเมืองขัดขืน” เหล่านี้ (แม้จะไม่มีโอกาสโคลงหัวทำปากจิ๊กจั๊กแบบผู้ประกาศข่าวบ้านเราก็ตาม) จนกลายเป็นสมรภูมิย่อมๆ สื่อที่โดนรุมอัดรุมตอกจนสะบักสะบอมเห็นจะเป็นบีบีซี ซึ่งถูกข้อครหาว่าเข้าข้างฝ่ายผู้ประท้วงอย่างออกนอกหน้า<br />
*<br />
ปฏิบัติการของกลุ่มแนวร่วมชุดดำสร้างข้อถกเถียงทั้งในฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย พวกเขาเป็นที่หวาดกลัวของ<br />
กลุ่มหัวอนุรักษนิยมเคร่งระเบียบ เป็นที่ชิงชังของบรรดาบรรษัทธนาคารที่ต้องซ่อมกระจกหน้าต่างหรือทาสีผนังใหม่ เป็นเหยื่อโอชะของสื่อกระแสหลักในการเล่นข่าวหวือหวา เป็นที่ขัดใจของพวกนักสันติวิธี เป็นที่ปวดหัวของฝ่ายซ้ายที่เห็นว่าการกระทำของพวกเขาเบี่ยงเบนประเด็นที่ต้องการสื่อสาร เป็นที่รักใคร่ของนักกิจกรรมสังคมแนวอนาธิปไตย เป็นหัวข้อของการถกเถียงอีรุงตุงนัง<br />
*<br />
แต่พวกเขาไม่ค่อยพูด<br />
*<br />
แม้ว่าเดวิด เกรเบอร์ไม่ได้เป็นแนวร่วมชุดดำ แต่เขาเป็นหนึ่งในนักวิชาการน้อยรายที่พยายามปกป้องคนกลุ่มนี้ในทางทฤษฎี กล่าวได้ว่าเกรเบอร์เป็นปากเสียงให้คนเหล่านี้ ในหนังสือ<em> Direct Action</em> ที่มีแง่มุมต่างๆ มากมาย</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่กระจัดกระจายอยู่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือคำพูดและแนวคิดของบรรดานักกิจกรรมกลุ่มแนวร่วมชุดดำ<br />
พวกเขาคิดอะไร เชื่ออะไร และทำไมจึงทำเช่นนั้น ? แน่นอน วิถีปฏิบัติของแนวร่วมชุดดำย่อมขัดแย้งกับแนวทางสันติวิธี พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์สันติวิธีว่าอย่างไร ? โปรดทำใจไว้ก่อนว่า นี่คือคำพูดของนักกิจกรรมระดับรากหญ้า พังค์ และฮิปปี้ตัวเหม็นที่ไม่ค่อยอาบน้ำ ไม่เคยเรียนหรือเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่มีสัมมาคารวะหรือมารยาท</p>
<p>แต่มีวิสัยทัศน์ถึงสังคมอุดมคติและลงมือปฏิบัติอย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาจะเป็นนักรบหรือเป็นตัวแสบก็ตามที<br />
แต่ที่แน่ๆ พวกเขาไม่ใช่พวกมือถือสากปากถือศีล<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
</div>
</div>
<p>อ่านบทความฉบับเต็มได้จากวารสาร <em>อ่าน</em></p>
<p>ที่มา : “อ่าน” ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 มกราคม-มีนาคม 2554</p>
<p><a href="http://www.readjournal.org/read-journal/%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2/pakkawadi/"><img title="Print" src="http://www.readjournal.org/wp-content/uploads/2011/05/cover10-245x342.jpg" alt="Print" width="245" height="342" /></a></p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%90-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเลือกตั้ง คือการปฏิรูปการเมือง : มติชนออนไลน์</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 May 2011 03:05:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องมันๆ มีไว้สนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=445</guid>
		<description><![CDATA[โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ การเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย แต่การเลือกตั้งจะไม่นำมาซึ่งความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ฉะนั้นจึงไม่เป็นหลักประกันว่าจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย และไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่จะนำมาซึ่งความสุจริตของผู้บริหาร หรือนำมาซึ่งการปฏิรูปการเมือง (เพราะการปฏิรูปเป็นกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่เรื่องที่นักปราชญ์จะมานั่งประชุมกันแล้วกำหนดให้คนอื่นปฏิรูปการเมือง) แต่การเลือกตั้งมีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงนี้อย่างยิ่ง เพราะการเลือกตั้งจะนำมาซึ่ง &#8220;สิทธิธรรม&#8221; และ &#8220;อาญาสิทธิ์&#8221; ขอประทานโทษที่ต้องขยายความเป็นภาษาอังกฤษว่า legitimacy และ authority อันเป็นสองอย่างที่ถูกทำให้คลอนคลายไปในเมืองไทย นับตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 และมลายหายสูญไปโดยสิ้นเชิงโดยรัฐประหารครั้งนั้น สิทธิธรรม ไม่ใช่ความถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นความเห็นชอบของผู้คนว่าอำนาจที่มีและใช้อยู่นั้น เป็นอำนาจที่ต้องยอมรับ แม้จะเห็นว่าได้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ผิด แต่ก็ยังยอมรับอำนาจนั้น คนที่เห็นว่าใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ย่อมหาหนทางที่ชอบธรรมต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจใช้อำนาจไปในทางที่ผิด หากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ คือมีคนเชื่อถือหรือเห็นด้วยมากๆ สิทธิธรรมของผู้ปกครองซึ่งแม้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เริ่มสั่นคลอน เพราะผู้คนไม่ได้เห็นว่าใช้อำนาจไปในทางที่ผิดอย่างเดียว แต่เริ่มเห็นว่าอำนาจที่มีอยู่ก็ไม่น่ายอมรับด้วย ผู้ที่ต่อต้านทักษิณ ในปลายสมัยพรรค ทรท. ประสบความสำเร็จ ไม่แต่เพียงทำให้คนจำนวนมากเห็นด้วยว่า ทักษิณใช้อำนาจไปในทางที่ผิด แต่ยังทำให้เห็นว่า แม้แต่สิทธิธรรมของทักษิณในฐานะนายกฯ ก็ไม่น่ายอมรับด้วย จึงพากันสนับสนุนการตีความ ม.7 ของรัฐธรรมนูญปี 40 ไปในทางที่จะขจัดทักษิณออกไป อำนาจที่วางอยู่บนรากฐานของสิทธิธรรม ทำให้เกิดอาญาสิทธิ์ คืออำนาจซึ่งใครๆ ก็ยอมรับ อาจจะออกมาในรูปของกฎหมาย, ประเพณี, ความเคารพนับถือต่อบุคคลหรือสถาบัน, อำนาจดิบ หากผู้คนยอมรับว่าอำนาจดิบเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาทางการเมือง ฯลฯ อาญาสิทธิ์หรืออำนาจอันเป็นที่ยอมรับนั้นเป็นอำนาจใหญ่มาก ไม่ค่อยมีใครกล้าสู้ เพราะเท่ากับสู้กับสังคมทั้งหมด ไม่ใช่สู้กับเจ้าหน้าที่เป็นคนๆ ไป ทั้งสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ล้วนดิ้นได้ทั้งคู่ แต่ไม่ได้ดิ้นด้วยความกะล่อนอย่างเดียวกับที่เราคุ้นเคยกับนักการเมืองนะครับ แต่ดิ้นได้ตามความเปลี่ยนแปลงในสังคม สมัยหนึ่ง ตำแหน่งหรือสถาบันใดเคยเห็นว่ามีสิทธิธรรม แต่อีกสมัยหนึ่ง ก็ไม่เห็นว่ามีเสียแล้ว เมื่อสิทธิธรรมดิ้นได้ อาญาสิทธิ์ก็ดิ้นได้ หลังการรัฐประหาร 2549 มีคนจำนวนมากอย่างเหลือล้นในสังคมไทย ไม่ได้ยอมรับว่ากองทัพมีสิทธิธรรมใดๆ ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง แม้ว่ากองทัพยังมีอำนาจดิบเท่าเดิม ถ้าผู้นำกองทัพไม่เข้าใจ กลับไปคิดว่าตัวมีอาญาสิทธิ์ที่จะมาก้าวก่ายทางการเมืองมากเท่าไร ก็ยิ่งทำลายกองทัพเองมากขึ้นเท่านั้น ทำลาย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าใครเขาจะไปยึดเอารถถังกลับคืนมา แต่หมายความว่า แม้แต่การใช้อำนาจอันมีกฎหมายรองรับของกองทัพในเรื่องอื่นๆ เช่น ไปรบกับปัจจามิตร ก็ยังมีคนสงสัยว่ากำลังหาประโยชน์ใส่ตนหรือเปล่า ถ้าอาญาสิทธิ์ของอะไรก็ตาม ดิ้นหายไปหมด ในที่สุดก็เหลือแต่อำนาจดิบ ไม่มีสังคมใดๆ แม้แต่สังคมของมนุษย์ถ้ำ ที่อาจบริหารจัดการได้ด้วยอำนาจดิบล้วนๆ ความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดให้เห็นในเมืองไทยตั้งแต่ช่วง 2549 จนถึงทุกวันนี้ แสดงให้เห็นว่าสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ในสังคมไทยของทุกกลไกได้มลายหรือหมดพลังลงแล้ว ยากจะสถาปนาสิทธิธรรมให้กลับคืนมาง่ายๆ โดยหันกลับไปใช้อาญาสิทธิ์อย่างเข้มงวดกวดขัน เช่นบังคับใช้กฎหมาย, ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน, ใช้ พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, ปิดเว็บไซต์, ปิดสื่อ, ใช้ ม.112 ฯลฯ ก็ไม่บังเกิดผลแต่อย่างใด เพราะอาญาสิทธิ์ต้องตั้งอยู่บนสิทธิธรรม เมื่อคนจำนวนมากไม่เห็นว่าผู้ใช้อำนาจมีสิทธิธรรม สิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นอาญาสิทธิ์ก็ไม่เป็นอาญาสิทธิ์อีกต่อไป เป็นได้แค่อำนาจเถื่อนที่มีตัวอักษรรองรับไว้ในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น หนทางเดียวที่จะนำภาวะปรกติ (ปรกติเฉยๆ นะครับ ไม่ใช่ปรกติสุข) กลับคืนมาสู่สังคมไทยได้ คือ สร้างสิทธิธรรมปฐมภูมิขึ้นก่อน และแม้ไม่มีความหวังใดๆ ให้แก่การเลือกตั้งมากนัก แต่ก็มีฉันทามติค่อนข้างชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องจัดให้มีเลือกตั้งใหญ่ การเลือกตั้งจะนำมาซึ่งรัฐบาลซึ่งอาจไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่เป็นรัฐบาลที่มีสิทธิธรรมอย่างชัดเจน เพราะได้รับการสนับสนุนด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้ง อย่างน้อยสถาบันแรกที่มีสิทธิธรรมอันยากจะปฏิเสธคือ รัฐบาล ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากต้องการจะหลุดพ้นจากสภาวะ &#8220;อปรกติ&#8221; ที่เผชิญอยู่ ก็เป็นภาระของสังคมไทยที่จะต่อต้านหรือสนับสนุนรัฐบาลใหม่ ด้วยสิทธิเสรีภาพอันมีกฎหมายรองรับต่างๆ สิทธิเสรีภาพเหล่านี้เป็นอาญาสิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย และต้องทวงกลับคืนมา อย่ายอมให้ถูกทำหมันไปอีก เพราะปราศจากสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ สิทธิธรรมของรัฐบาลเองก็จะคลอนคลายลงด้วย จากจุดเริ่มต้นแห่งสิทธิธรรมเช่นนี้ สังคมมีช่องทางที่จะร่วมกันสถาปนาอาญาสิทธิ์ขึ้นในสังคมไทยใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ต้องเตือนว่าสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์ที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ อาจไม่เหมือนเดิมไปหมดทุกอย่างก็ได้ คงต้องมีการต่อสู้กันโดยครรลองของระบอบประชาธิปไตย อาจจะอย่างเข้มข้นในบางกรณี ระหว่างกลุ่มคน, สถาบัน, องค์กร ที่เคยได้เปรียบในระบอบสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์แบบเดิม กับกลุ่มคนที่ต้องการปรับเปลี่ยนระบอบสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์เสียใหม่ แต่ไม่เป็นไร ในที่สุดก็ต้องลงตัวที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วเราก็จะกลับไปสู่ความปรกติได้ ซึ่งแน่นอนว่ายังมีความขัดแย้งกัน เพียงแต่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการยอมรับสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ร่วมกันเท่านั้น หลังจากเก้าสิบกว่าชีวิต และการบาดเจ็บอีกกว่าสองพัน (หลายรายในนั้นถูกหมายให้ตายแล้ว แต่เพราะยิงไม่แม่น หรือดวงดี หรืออะไรก็แล้วแต่) เราก็ได้มาถึงจุดที่เป็นทางออกของสังคมร่วมกัน นั่นคือการเลือกตั้งใหญ่ ในความมืดมนหลายปีที่ผ่านมา การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกในช่วงนี้ ใครก็ตามที่พยายามขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะคิดสั้น, เพราะหวงอำนาจ, เพราะกลัวพวกกูแพ้, เพราะเกลียดมึง, หรือเพราะเหตุใดก็ตาม กำลังทำลายประเทศให้ย่อยยับหนักลงไปอีก แม้กระนั้น ผมก็ไม่ปฏิเสธว่าพลังที่จะขัดขวางการเลือกตั้ง หรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งยังมีอยู่ และเครื่องมือสำคัญคือกองทัพ ซึ่งอาจลุกขึ้นยึดอำนาจก่อนการเลือกตั้งด้วยหน้ามืดหรือหลังการเลือกตั้งด้วยมืดหน้าก็ได้ บังเอิญได้เห็นบ.ก.ลายจุด ทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารที่หน้าธนาคาร เชิญชวนให้ประชาชนแต่งชุดดำถอนเงินจากธนาคาร หากเกิดรัฐประหารขึ้น ด้วยความเคารพต่อท่าน บ.ก.ลายจุด ผมเกรงว่าทำแค่นี้จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ เพราะผู้ถือบัญชีธนาคารรายย่อยๆ อย่างพวกเรา ถึงมีมากแต่ถอนมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน (แม้มีมูลค่าไม่ถึง 50,000 บาทต่อบัญชีก็ตาม) ผมจึงอยากเรียน เสนอมาตรการเพิ่มเติมในการต่อต้านรัฐประหาร แต่เป็นข้อเสนอที่ปลอดจากการถูกจับหรือติดคุก (ตามรสนิยมส่วนตัวของผม) ด้วยนะครับ จุดมุ่งหมายคือ ทำให้ความไร้ระเบียบปรากฏอย่างชัดเจนจนกระทั่ง สิ่งที่คณะรัฐประหารพยายามสถาปนาให้เป็นอาญาสิทธิ์กลายเป็นอำนาจดิบอย่างชัดเจน ฉะนั้นควรทำเพิ่มเติมดังนี้ 1.รัฐประหารวันไหน ก็ขอลาป่วยทันที ลูกก็ลาป่วยด้วย ไม่ต้องไปโรงเรียน คณะรัฐประหารอาจสั่งหยุดงานในวันรุ่งขึ้นเพราะกลัวสับสน ก็ยิ่งดีเพื่อจะได้สามารถทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารได้โดยไม่เสียวันลา 2.คนมีรถยนต์เอารถออกมาในถนน พาลูกเมียไปขับรถเล่น เตรียมข้าวกล่องและน้ำไปด้วย ขับชมกรุงหรือชมเมืองไปเรื่อยๆ เพื่อให้รถติดชนิดจลาจลไปเลย คนไม่มีรถก็ควรขึ้นรถเมล์ บอกกระเป๋าที่มาเก็บเงินว่าไม่มีตังค์จ่าย ขอลงป้ายหน้า แล้วก็ขึ้นคันใหม่ไปเรื่อยๆ หากเบื่อการขับรถหรือขึ้น-ลงรถเมล์ ก็ไปเที่ยวตามแหล่งที่นักท่องเที่ยวชอบไป นับตั้งแต่วัดแจ้ง, พระพรหมเอราวัณ, พารากอน, อะไรก็ได้ ให้มันแน่นขนัดจนแทบเดินไม่ได้ รถก็ยิ่งติดมากขึ้น และสับสนวุ่นวายจนกระทั่ง ธุรกิจของคนที่เฉยๆ กับการรัฐประหารหรือสนับสนุนการรัฐประหารดำเนินไปแทบไม่ได้ 3.โทรศัพท์ร้องเรียนกองอำนวยการของคณะรัฐประหารทุกเรื่อง นับตั้งแต่แขกที่มาขอพักที่บ้านไม่ยอมกลับสักที ไปจนถึงเพื่อนบ้านตดเหม็น หรือถามคำถามโง่ๆ เช่น แล้วจะยังมีการเลือกตั้งอีกไหมเนี่ย, ทหารจะเปลี่ยนเครื่องแบบให้สวยกว่าเก่าไหม ฯลฯ ได้ทั้งนั้น 4.อันนี้เสี่ยงหน่อยนะครับ แอบติดป้ายประณามการรัฐประหารมากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะปลอดภัย ส่งข้อความผ่านลูกโป่งสวรรค์ก็ได้ ส่งเอสเอ็มเอสก็ได้ แต่ต้องทำให้จับผู้ส่งไม่ได้ด้วย กระดานข่าวออนไลน์นั่นก็เหมาะ วางใบปลิวในห้องน้ำ ส่งจดหมายลูกโซ่ ถ้าใจกล้ากว่านี้ ก็เอาป้ายไปแอบแปะไว้ที่ก้นนายทหารที่ถูกรุมล้อมสัมภาษณ์ 5.บอยคอตสินค้าเจ้าที่เชียร์รัฐประหาร โดยเฉพาะสินค้าที่ขายได้เพราะความเคยชิน ไม่ใช่เพราะมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่ง เช่น บะหมี่สำเร็จรูป หนังสือพิมพ์, โทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ อย่าซื้อ, อย่าดู, ใครให้โฆษณาแก่สื่อเหล่านี้ก็ขู่ว่าจะบอยคอตตามไปด้วย ผมอยากเรียนเสนอ บ.ก.ลายจุดว่า คิดต่อไปเถอะครับ มีอะไรดีๆ ที่ประชาชนธรรมดาก็มีอำนาจดิบที่สามารถต่อต้านการใช้อำนาจดิบของกองทัพได้เยอะแยะกว่านี้อีก เพื่อแสดงให้เขาเห็นตั้งแต่วันแรกว่า มึงได้ทำให้บ้านเมืองเละเทะอย่างไร เพราะความบ้าอำนาจของมึง ที่มา : การเลือกตั้ง คือการปฏิรูปการเมือง : มติชนออนไลน์.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F05%2F%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%258f%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a3%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><p><span>โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ </span></p>
<p><img class="alignleft" style="list-style-type: none; margin-top: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 5px; margin-right: 5px; padding: 0px;" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2011/05/act01160554p1.jpg" border="1" alt="" hspace="0" width="300" height="176" align="bottom" /></p>
<p>การเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย แต่การเลือกตั้งจะไม่นำมาซึ่งความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ฉะนั้นจึงไม่เป็นหลักประกันว่าจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย และไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่จะนำมาซึ่งความสุจริตของผู้บริหาร หรือนำมาซึ่งการปฏิรูปการเมือง (เพราะการปฏิรูปเป็นกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่เรื่องที่นักปราชญ์จะมานั่งประชุมกันแล้วกำหนดให้คนอื่นปฏิรูปการเมือง)</p>
<p>แต่การเลือกตั้งมีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงนี้อย่างยิ่ง</p>
<p>เพราะการเลือกตั้งจะนำมาซึ่ง <strong>&#8220;สิทธิธรรม&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;อาญาสิทธิ์&#8221;</strong> ขอประทานโทษที่ต้องขยายความเป็นภาษาอังกฤษว่า legitimacy และ authority อันเป็นสองอย่างที่ถูกทำให้คลอนคลายไปในเมืองไทย นับตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 และมลายหายสูญไปโดยสิ้นเชิงโดยรัฐประหารครั้งนั้น</p>
<p><strong>สิทธิธรรม</strong> ไม่ใช่ความถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นความเห็นชอบของผู้คนว่าอำนาจที่มีและใช้อยู่นั้น เป็นอำนาจที่ต้องยอมรับ แม้จะเห็นว่าได้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ผิด แต่ก็ยังยอมรับอำนาจนั้น คนที่เห็นว่าใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ย่อมหาหนทางที่ชอบธรรมต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจใช้อำนาจไปในทางที่ผิด หากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ คือมีคนเชื่อถือหรือเห็นด้วยมากๆ สิทธิธรรมของผู้ปกครองซึ่งแม้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เริ่มสั่นคลอน เพราะผู้คนไม่ได้เห็นว่าใช้อำนาจไปในทางที่ผิดอย่างเดียว แต่เริ่มเห็นว่าอำนาจที่มีอยู่ก็ไม่น่ายอมรับด้วย</p>
<p>ผู้ที่ต่อต้านทักษิณ ในปลายสมัยพรรค ทรท. ประสบความสำเร็จ ไม่แต่เพียงทำให้คนจำนวนมากเห็นด้วยว่า ทักษิณใช้อำนาจไปในทางที่ผิด แต่ยังทำให้เห็นว่า แม้แต่สิทธิธรรมของทักษิณในฐานะนายกฯ ก็ไม่น่ายอมรับด้วย จึงพากันสนับสนุนการตีความ ม.7 ของรัฐธรรมนูญปี 40 ไปในทางที่จะขจัดทักษิณออกไป</p>
<p>อำนาจที่วางอยู่บนรากฐานของสิทธิธรรม ทำให้เกิดอาญาสิทธิ์ คืออำนาจซึ่งใครๆ ก็ยอมรับ อาจจะออกมาในรูปของกฎหมาย, ประเพณี, ความเคารพนับถือต่อบุคคลหรือสถาบัน, อำนาจดิบ หากผู้คนยอมรับว่าอำนาจดิบเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาทางการเมือง ฯลฯ อาญาสิทธิ์หรืออำนาจอันเป็นที่ยอมรับนั้นเป็นอำนาจใหญ่มาก ไม่ค่อยมีใครกล้าสู้ เพราะเท่ากับสู้กับสังคมทั้งหมด ไม่ใช่สู้กับเจ้าหน้าที่เป็นคนๆ ไป</p>
<p>ทั้งสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ล้วนดิ้นได้ทั้งคู่ แต่ไม่ได้ดิ้นด้วยความกะล่อนอย่างเดียวกับที่เราคุ้นเคยกับนักการเมืองนะครับ แต่ดิ้นได้ตามความเปลี่ยนแปลงในสังคม สมัยหนึ่ง ตำแหน่งหรือสถาบันใดเคยเห็นว่ามีสิทธิธรรม แต่อีกสมัยหนึ่ง ก็ไม่เห็นว่ามีเสียแล้ว</p>
<p>เมื่อสิทธิธรรมดิ้นได้ อาญาสิทธิ์ก็ดิ้นได้ หลังการรัฐประหาร 2549 มีคนจำนวนมากอย่างเหลือล้นในสังคมไทย ไม่ได้ยอมรับว่ากองทัพมีสิทธิธรรมใดๆ ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง แม้ว่ากองทัพยังมีอำนาจดิบเท่าเดิม ถ้าผู้นำกองทัพไม่เข้าใจ กลับไปคิดว่าตัวมีอาญาสิทธิ์ที่จะมาก้าวก่ายทางการเมืองมากเท่าไร ก็ยิ่งทำลายกองทัพเองมากขึ้นเท่านั้น ทำลาย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าใครเขาจะไปยึดเอารถถังกลับคืนมา แต่หมายความว่า แม้แต่การใช้อำนาจอันมีกฎหมายรองรับของกองทัพในเรื่องอื่นๆ เช่น ไปรบกับปัจจามิตร ก็ยังมีคนสงสัยว่ากำลังหาประโยชน์ใส่ตนหรือเปล่า</p>
<p>ถ้าอาญาสิทธิ์ของอะไรก็ตาม ดิ้นหายไปหมด ในที่สุดก็เหลือแต่อำนาจดิบ ไม่มีสังคมใดๆ แม้แต่สังคมของมนุษย์ถ้ำ ที่อาจบริหารจัดการได้ด้วยอำนาจดิบล้วนๆ</p>
<p>ความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดให้เห็นในเมืองไทยตั้งแต่ช่วง 2549 จนถึงทุกวันนี้ แสดงให้เห็นว่าสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ในสังคมไทยของทุกกลไกได้มลายหรือหมดพลังลงแล้ว ยากจะสถาปนาสิทธิธรรมให้กลับคืนมาง่ายๆ โดยหันกลับไปใช้อาญาสิทธิ์อย่างเข้มงวดกวดขัน เช่นบังคับใช้กฎหมาย, ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน, ใช้ พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, ปิดเว็บไซต์, ปิดสื่อ, ใช้ ม.112 ฯลฯ ก็ไม่บังเกิดผลแต่อย่างใด เพราะอาญาสิทธิ์ต้องตั้งอยู่บนสิทธิธรรม เมื่อคนจำนวนมากไม่เห็นว่าผู้ใช้อำนาจมีสิทธิธรรม สิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นอาญาสิทธิ์ก็ไม่เป็นอาญาสิทธิ์อีกต่อไป เป็นได้แค่อำนาจเถื่อนที่มีตัวอักษรรองรับไว้ในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น</p>
<p>หนทางเดียวที่จะนำภาวะปรกติ (ปรกติเฉยๆ นะครับ ไม่ใช่ปรกติสุข) กลับคืนมาสู่สังคมไทยได้ คือ สร้างสิทธิธรรมปฐมภูมิขึ้นก่อน และแม้ไม่มีความหวังใดๆ ให้แก่การเลือกตั้งมากนัก แต่ก็มีฉันทามติค่อนข้างชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องจัดให้มีเลือกตั้งใหญ่ การเลือกตั้งจะนำมาซึ่งรัฐบาลซึ่งอาจไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่เป็นรัฐบาลที่มีสิทธิธรรมอย่างชัดเจน เพราะได้รับการสนับสนุนด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้ง</p>
<p><strong>อย่างน้อยสถาบันแรกที่มีสิทธิธรรมอันยากจะปฏิเสธคือ รัฐบาล ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากต้องการจะหลุดพ้นจากสภาวะ &#8220;อปรกติ&#8221; ที่เผชิญอยู่ ก็เป็นภาระของสังคมไทยที่จะต่อต้านหรือสนับสนุนรัฐบาลใหม่ ด้วยสิทธิเสรีภาพอันมีกฎหมายรองรับต่างๆ สิทธิเสรีภาพเหล่านี้เป็นอาญาสิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย และต้องทวงกลับคืนมา อย่ายอมให้ถูกทำหมันไปอีก เพราะปราศจากสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ สิทธิธรรมของรัฐบาลเองก็จะคลอนคลายลงด้วย<br />
</strong><br />
จากจุดเริ่มต้นแห่งสิทธิธรรมเช่นนี้ สังคมมีช่องทางที่จะร่วมกันสถาปนาอาญาสิทธิ์ขึ้นในสังคมไทยใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ต้องเตือนว่าสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์ที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ อาจไม่เหมือนเดิมไปหมดทุกอย่างก็ได้ คงต้องมีการต่อสู้กันโดยครรลองของระบอบประชาธิปไตย อาจจะอย่างเข้มข้นในบางกรณี ระหว่างกลุ่มคน, สถาบัน, องค์กร ที่เคยได้เปรียบในระบอบสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์แบบเดิม กับกลุ่มคนที่ต้องการปรับเปลี่ยนระบอบสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์เสียใหม่ แต่ไม่เป็นไร ในที่สุดก็ต้องลงตัวที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วเราก็จะกลับไปสู่ความปรกติได้ ซึ่งแน่นอนว่ายังมีความขัดแย้งกัน เพียงแต่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการยอมรับสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ร่วมกันเท่านั้น</p>
<p>หลังจากเก้าสิบกว่าชีวิต และการบาดเจ็บอีกกว่าสองพัน (หลายรายในนั้นถูกหมายให้ตายแล้ว แต่เพราะยิงไม่แม่น หรือดวงดี หรืออะไรก็แล้วแต่) เราก็ได้มาถึงจุดที่เป็นทางออกของสังคมร่วมกัน นั่นคือการเลือกตั้งใหญ่ ในความมืดมนหลายปีที่ผ่านมา การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกในช่วงนี้ ใครก็ตามที่พยายามขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะคิดสั้น, เพราะหวงอำนาจ, เพราะกลัวพวกกูแพ้, เพราะเกลียดมึง, หรือเพราะเหตุใดก็ตาม กำลังทำลายประเทศให้ย่อยยับหนักลงไปอีก</p>
<p>แม้กระนั้น ผมก็ไม่ปฏิเสธว่าพลังที่จะขัดขวางการเลือกตั้ง หรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งยังมีอยู่ และเครื่องมือสำคัญคือกองทัพ ซึ่งอาจลุกขึ้นยึดอำนาจก่อนการเลือกตั้งด้วยหน้ามืดหรือหลังการเลือกตั้งด้วยมืดหน้าก็ได้ บังเอิญได้เห็น<strong>บ.ก.ลายจุด</strong> ทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารที่หน้าธนาคาร เชิญชวนให้ประชาชนแต่งชุดดำถอนเงินจากธนาคาร หากเกิดรัฐประหารขึ้น</p>
<p>ด้วยความเคารพต่อท่าน บ.ก.ลายจุด ผมเกรงว่าทำแค่นี้จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ เพราะผู้ถือบัญชีธนาคารรายย่อยๆ อย่างพวกเรา ถึงมีมากแต่ถอนมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน (แม้มีมูลค่าไม่ถึง 50,000 บาทต่อบัญชีก็ตาม) ผมจึงอยากเรียน เสนอมาตรการเพิ่มเติมในการต่อต้านรัฐประหาร แต่เป็นข้อเสนอที่ปลอดจากการถูกจับหรือติดคุก (ตามรสนิยมส่วนตัวของผม) ด้วยนะครับ</p>
<p>จุดมุ่งหมายคือ ทำให้ความไร้ระเบียบปรากฏอย่างชัดเจนจนกระทั่ง สิ่งที่คณะรัฐประหารพยายามสถาปนาให้เป็นอาญาสิทธิ์กลายเป็นอำนาจดิบอย่างชัดเจน ฉะนั้นควรทำเพิ่มเติมดังนี้</p>
<p>1.รัฐประหารวันไหน ก็ขอลาป่วยทันที ลูกก็ลาป่วยด้วย ไม่ต้องไปโรงเรียน คณะรัฐประหารอาจสั่งหยุดงานในวันรุ่งขึ้นเพราะกลัวสับสน ก็ยิ่งดีเพื่อจะได้สามารถทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารได้โดยไม่เสียวันลา</p>
<p>2.คนมีรถยนต์เอารถออกมาในถนน พาลูกเมียไปขับรถเล่น เตรียมข้าวกล่องและน้ำไปด้วย ขับชมกรุงหรือชมเมืองไปเรื่อยๆ เพื่อให้รถติดชนิดจลาจลไปเลย คนไม่มีรถก็ควรขึ้นรถเมล์ บอกกระเป๋าที่มาเก็บเงินว่าไม่มีตังค์จ่าย ขอลงป้ายหน้า แล้วก็ขึ้นคันใหม่ไปเรื่อยๆ หากเบื่อการขับรถหรือขึ้น-ลงรถเมล์ ก็ไปเที่ยวตามแหล่งที่นักท่องเที่ยวชอบไป นับตั้งแต่วัดแจ้ง, พระพรหมเอราวัณ, พารากอน, อะไรก็ได้ ให้มันแน่นขนัดจนแทบเดินไม่ได้</p>
<p>รถก็ยิ่งติดมากขึ้น และสับสนวุ่นวายจนกระทั่ง ธุรกิจของคนที่เฉยๆ กับการรัฐประหารหรือสนับสนุนการรัฐประหารดำเนินไปแทบไม่ได้</p>
<p>3.โทรศัพท์ร้องเรียนกองอำนวยการของคณะรัฐประหารทุกเรื่อง นับตั้งแต่แขกที่มาขอพักที่บ้านไม่ยอมกลับสักที ไปจนถึงเพื่อนบ้านตดเหม็น หรือถามคำถามโง่ๆ เช่น แล้วจะยังมีการเลือกตั้งอีกไหมเนี่ย, ทหารจะเปลี่ยนเครื่องแบบให้สวยกว่าเก่าไหม ฯลฯ ได้ทั้งนั้น</p>
<p>4.อันนี้เสี่ยงหน่อยนะครับ แอบติดป้ายประณามการรัฐประหารมากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะปลอดภัย ส่งข้อความผ่านลูกโป่งสวรรค์ก็ได้ ส่งเอสเอ็มเอสก็ได้ แต่ต้องทำให้จับผู้ส่งไม่ได้ด้วย กระดานข่าวออนไลน์นั่นก็เหมาะ วางใบปลิวในห้องน้ำ ส่งจดหมายลูกโซ่ ถ้าใจกล้ากว่านี้ ก็เอาป้ายไปแอบแปะไว้ที่ก้นนายทหารที่ถูกรุมล้อมสัมภาษณ์</p>
<p>5.บอยคอตสินค้าเจ้าที่เชียร์รัฐประหาร โดยเฉพาะสินค้าที่ขายได้เพราะความเคยชิน ไม่ใช่เพราะมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่ง เช่น บะหมี่สำเร็จรูป หนังสือพิมพ์, โทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ อย่าซื้อ, อย่าดู, ใครให้โฆษณาแก่สื่อเหล่านี้ก็ขู่ว่าจะบอยคอตตามไปด้วย</p>
<p><strong>ผมอยากเรียนเสนอ บ.ก.ลายจุดว่า คิดต่อไปเถอะครับ มีอะไรดีๆ ที่ประชาชนธรรมดาก็มีอำนาจดิบที่สามารถต่อต้านการใช้อำนาจดิบของกองทัพได้เยอะแยะกว่านี้อีก เพื่อแสดงให้เขาเห็นตั้งแต่วันแรกว่า มึงได้ทำให้บ้านเมืองเละเทะอย่างไร เพราะความบ้าอำนาจของมึง</strong></p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305542755&amp;grpid&amp;catid=02&amp;subcatid=0207">การเลือกตั้ง คือการปฏิรูปการเมือง : มติชนออนไลน์</a>.</p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>′เมื่อนักฆ่าฆ่านักฆ่า′</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/05/%e2%80%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e2%80%b2/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/05/%e2%80%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e2%80%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 May 2011 15:45:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องมันๆ มีไว้สนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[อัลลัน แนน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=417</guid>
		<description><![CDATA[โดย เกษียร เตชะพีระ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ฮิ้วของชาวอเมริกันและผู้นำโลกตะวันตกต่อการบุกสังหารโอซามา บิน ลาเดนผู้ก่อตั้งและแกนนำเครือข่ายอัลเคด้า &#8220;ขณะไม่มีอาวุธในมือ&#8221; พร้อมพรรคพวกบริวาร ณ ที่หลบซ่อนในปากีสถาน โดยหน่วยทหารปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ข้อพินิจพิจารณาเหตุการณ์ดังกล่าวที่ลุ่มลึกแหลมคมบาดใจในความเห็นของผม มาจาก อัลลัน แนน นักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันแห่งนิตยสาร The Nation ผู้โด่งดังจากการเปิดโปงระบอบเผด็จการในหลายประเทศซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ โดยเฉพาะกรณีเผด็จการทหารซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซียฆ่าหมู่ชาวติมอร์ตะวันออกที่เมืองดิลีในปี ค.ศ.1991 จนตัวเขาเองเคยถูกเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียทุบตีด้วยพานท้ายปืนเอ็ม 16 จนกะโหลกร้าว, จับกุมคุมขังและห้ามเข้าประเทศ ข้อเขียนเชิงสืบสวนของอัลลัน แนน เกี่ยวกับกัวเตมาลา, เอลซัลวาดอร์, เฮติ ฯลฯ ทำให้เขาได้รางวัลดีเด่นในวงการหนังสือพิมพ์ของอเมริกาหลายรางวัล (ดูเว็บไซต์ของเขาที่ www.allannairn.com) เขาได้ให้สัมภาษณ์รายการข่าว Democracy Now! เมื่อ 2 พ.ค.ศกนี้ เกี่ยวกับการสังหาร โอซามา บิน ลาเดน ดังนี้: เอมี กู๊ดแมน ผู้ดำเนินรายการ: ดิฉันจะขอดึงอัลลัน แนน เข้ามาคุยเรื่องนี้ด้วย คุณสนองตอบอย่างไรต่อข่าวนี้คะ และคุณคิดว่ามันจะหมายความว่าอย่างไรได้บ้าง? มันจะหมายถึงการยุติสงครามของสหรัฐกับอัฟกานิสถานได้ไหม? อัลลัน แนน: ผมไม่คิดว่ามันจะยุติสงครามที่ว่าได้ อันที่จริงมันควรจะเป็นเช่นนั้น และที่แน่ๆ ก็คือมันควรจะเป็นโอกาสให้เรารื้อคิดทุกสิ่งทุกอย่างในขอบเขตที่กว้างใหญ่กว่าเรื่องอัฟกานิสถานออกไป อย่างแรกที่กระทบใจผมคือการได้เห็นชาวอเมริกันออกไปเฉลิมฉลองตามท้องถนน หน้าทำเนียบขาว หน้าที่ตั้งเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เดิม ไชโยโห่ฮิ้วกันอย่างเร่าร้อนลิงโลดเป็นล้นพ้น และขณะที่ปฏิกิริยาเช่นนั้นบางส่วนอาจมาจากความกระหายเลือด ผมคิดว่าส่วนใหญ่เลยมาจากจิตใจรักความยุติธรรม ผู้คนชอบความยุติธรรม พวกเขาอยากเห็นมันปรากฏขึ้น และในกรณีนี้ผมคิดว่าคนมากหลายเลยรู้สึกว่ามันก็สาสมแก่ความผิดแล้ว นี่คือคนที่ฆ่าหมู่พลเรือน มันสาสมแก่ความผิดแล้ว และมันก็มีส่วนจริงมากพอควร แต่ถ้าเราตระหนักว่าใครสักคนที่ยินดีฆ่าพลเรือนขนานใหญ่ ใครสักคนที่ยินดีส่งหนุ่มสาวติดอาวุธและระเบิดไปทำสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาเรียกว่าจัดการให้ครอบครัวหนึ่งไม่ได้เห็นหน้าคนที่ตนรัก มากินข้าวเย็นร่วมโต๊ะอีกต่อไป จัดการให้ลูกกับพ่อแม่ไม่ได้พบกันอีกตลอดไป ถ้าเราบอกว่าใครสักคนที่ทำแบบนั้นสมควรตายละก็ เราก็ต้องเดินตามตรรกะของความคิดนั้นไปจนถึงที่สุด และเราก็ต้องตระหนักว่า โอเค ถ้าพฤติกรรมเหล่านี้มันอุบาทว์ขนาดนั้น เราก็ต้องหยุดมันลง ทว่า การฆ่าบิน ลาเดน ไม่ได้หยุดมัน บิน ลาเดน ตายแล้ว แต่โลกเรายังคงปกครองโดยบิน ลาเดน อีกมากหลาย ผู้คนไชโยโห่ฮิ้วเพราะพวกเขาคิดว่าได้เห็นความยุติธรรม แต่นี่ไม่ใช่ความยุติธรรมแบบมาไม้ไหนไปไม้นั้นที่บรรดาเหยื่อทวงคืนมาได้ นี่มันเป็นนักฆ่าคนหนึ่งฆ่านักฆ่าอีกคนต่างหาก กล่าวคือนักฆ่าใหญ่อันได้แก่รัฐบาลสหรัฐฆ่านักฆ่าอีกคนที่เอาเข้าจริงตัวเล็กกว่าได้แก่บิน ลาเดน ส่วนลัทธิบิน ลาเดน ที่ว่าเพื่อทำลายสำนักงานซีไอเอที่ตั้งอยู่ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แล้ว มันก็โอเคที่จะระเบิดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ทิ้งทั้งหลัง, เพื่อสอนบทเรียนให้ชาวอเมริกัน มันโอเคที่จะเข่นฆ่าคนอเมริกันหลายพันคน - ลัทธิที่ว่านั้นมันยังคงอยู่ทุกวี่วันในทำเนียบขาวอเมริกัน ในตึกเพนตากอน (อาคารกระทรวงกลาโหม) สหรัฐ และในที่ตั้งอำนาจราชการต่างๆ ทั่วโลก สหรัฐกำลังฆ่าผู้คนอย่างน้อยหลายสิบคนทุกๆ วัน ไม่ว่าจะโดยตรงด้วยกองกำลังของตนเอง หรือโดยอ้อมด้วยกองกำลังตัวแทนหรือบริวารของตน เอาแค่ตั้งแต่โอบามาเข้ามารับตำแหน่ง กล่าวเฉพาะการโจมตีด้วยเครื่องบินบังคับในปากีสถานอย่างเดียว ก็มีคนถูกฆ่าตายไปราว 1,900 คนแล้วภายใต้ประธานาธิบดีโอบามา และการฆ่าแบบนี้มันเริ่มขึ้นก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายนหลายสิบปี เราต้องหยุดคนเหล่านี้ คนผู้มีอำนาจอย่างโอบามา อย่างบุช อย่างพวกที่บริหารตึกเพนตากอน และพวกที่คิดว่ามันโอเคที่จะเอาชีวิตพลเรือน และดูเหมือนว่าเราไม่อาจหยุดพวกเขาได้ ด้วยการเมืองที่เป็นกิจวัตรตามปกติ เพราะภายใต้ระบบอเมริกัน ซึ่งก็เหมือนกับระบบการเมืองอื่นๆ ส่วนใหญ่ ผู้คนไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น ผู้คนรู้จักหน้าค่าตาบิน ลาเดน รู้พฤติกรรมชั่วร้ายที่เขาทำไว้ พวกเขาเห็นบิน ลาเดนตายก็เลยพูดว่า &#8220;โอ้โฮ ยอดมาก เราฆ่าบิน ลาเดน ได้แล้ว&#8221; แต่พวกเขาไม่เห็นคนอีกเป็นสิบเป็นร้อยรวมทั้งเด็กเล็กและพลเรือนมากมายที่สหรัฐฆ่าในวันเดียวกันนั้น ถ้าพวกเขาเห็น บางทีพวกเขาคงไม่ออกไปไชโยโห่ฮิ้วบนท้องถนนที่คนเหล่านั้นล้มตาย เราต้องหยุดยั้งการประพฤติปฏิบัติที่ว่านี้ และชาวอเมริกันไม่ได้กำลังช่วยหยุดมัน ขณะที่ชาวอียิปต์เอย ชาวตูนิเซียเอยต่างกำลังช่วยกันอยู่ พวกเขาได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปราบปรามที่ตนเผชิญ ผมคิดว่าเราต้องการการลุกฮือของชาวอเมริกันแบบนั้นบ้างหากเราคิดจะหยุดยั้งการฆ่าคนบริสุทธิ์อย่างที่ผมว่ามานี้ และเราต้องการคนอเมริกันแบบอัครสังฆราชโรเมโรแห่งซันซัลวาดอร์ คนที่เมื่อเผชิญหน้ากับการฆ่าหมู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ฆ่าหมู่กันทุกวี่วันจนชาวเอลซัลวาดอร์ล้มตายไปกว่า 70,000 คน ท่านก็ลุกยืนขึ้นมาและกล่าวกับกองทัพแห่งประเทศของท่านว่า &#8220;จงหยุดการปราบปรามเสีย จงขัดขืนคำสั่งให้ฆ่า เพราะมีหลักการที่สูงส่งเหนือคำสั่งนั้น&#8221; กว่าสัปดาห์ก่อน ผมไปเยี่ยมบ้านเก่าของโรเมโรที่เอลซัลวาดอร์ซึ่งผมไม่เคยไปมาก่อน และสังเกตเห็นหนังสือ Why Not the Best? ซึ่งเป็นหนังสือรณรงค์หาเสียงของประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ (แห่งสหรัฐอเมริกา ครองตำแหน่ง ค.ศ.1977-1981) อยู่บนชั้นหนังสือของเขา ดูเหมือนโรเมโรได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ท่านได้เขียนจดหมายไปถึงประธานาธิบดีคาร์เตอร์ในฐานะอัครสังฆราชในปี ค.ศ.1980 ขอร้องให้คาร์เตอร์หยุดสนับสนุนทหารเอลซัลวาดอร์ที่กำลังเข่นฆ่าประชาชนเสีย และเท่าที่ผมรู้จักโรเมโรนั้น ท่าทางท่านจะเชื่อจริงๆ ว่าคาร์เตอร์จะสนองตอบมา แต่ เปล่า คาร์เตอร์ยังคงส่งความช่วยเหลือให้ทหารเอลซัลวาดอร์ต่อไป และไม่กี่สัปดาห์ให้หลัง ตัวท่านโรเมโรเองก็ถูกฆ่า โดยหน่วยลอบสังหารที่ถือกำเนิดมาจากการหนุนหลังของสหรัฐ ลำพังการเขียนจดหมายไม่ได้ผลในกรณีนั้น และที่ (อเมริกา) นี่ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน เราต้องหยุดยั้งการกระทำแบบนี้ให้ได้ บิน ลาเดน ตายแล้ว และลัทธิบิน ลาเดน &#8211; ถ้าคุณจะลองเรียกมันแบบนั้นนะครับ &#8211; ก็ควรจะตายจากไปด้วย ที่มา : มติชนออนไลน์ วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:30:30 น.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F05%2F%25e2%2580%25b2%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2586%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2586%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2586%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e2%2580%25b2%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><p style="text-align: right;"><span style="font-size: small;"> </span></p>
<div id="attachment_418" class="wp-caption alignleft" style="width: 187px"><img class="size-full wp-image-418" title="ชาวอเมริกันฉลองการสังหารบิน ลาเดน หน้าทำเนียบขาว" src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2011/05/Screen-shot-2011-05-15-at-10.23.46-PM.jpg" alt="ชาวอเมริกันฉลองการสังหารบิน ลาเดน หน้าทำเนียบขาว" width="177" height="129" /><p class="wp-caption-text">ชาวอเมริกันฉลองการสังหารบิน ลาเดน หน้าทำเนียบขาว</p></div>
<p>โดย เกษียร เตชะพีระ</p>
<p>ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ฮิ้วของชาวอเมริกันและผู้นำโลกตะวันตกต่อการบุกสังหาร<strong>โอซามา บิน ลาเดน</strong>ผู้ก่อตั้งและแกนนำเครือข่ายอัลเคด้า &#8220;ขณะไม่มีอาวุธในมือ&#8221; พร้อมพรรคพวกบริวาร ณ ที่หลบซ่อนในปากีสถาน โดยหน่วยทหารปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา</p>
<p>ข้อพินิจพิจารณาเหตุการณ์ดังกล่าวที่ลุ่มลึกแหลมคมบาดใจในความเห็นของผม มาจาก <strong>อัลลัน แนน</strong> นักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันแห่งนิตยสาร The Nation ผู้โด่งดังจากการเปิดโปงระบอบเผด็จการในหลายประเทศซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ โดยเฉพาะกรณีเผด็จการทหารซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซียฆ่าหมู่ชาวติมอร์ตะวันออกที่เมืองดิลีในปี ค.ศ.1991 จนตัวเขาเองเคยถูกเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียทุบตีด้วยพานท้ายปืนเอ็ม 16 จนกะโหลกร้าว, จับกุมคุมขังและห้ามเข้าประเทศ ข้อเขียนเชิงสืบสวนของอัลลัน แนน เกี่ยวกับกัวเตมาลา, เอลซัลวาดอร์, เฮติ ฯลฯ ทำให้เขาได้รางวัลดีเด่นในวงการหนังสือพิมพ์ของอเมริกาหลายรางวัล (ดูเว็บไซต์ของเขาที่ www.allannairn.com)<span id="more-417"></span></p>
<p><strong>เขาได้ให้สัมภาษณ์รายการข่าว Democracy Now! เมื่อ 2 พ.ค.ศกนี้ เกี่ยวกับการสังหาร โอซามา บิน ลาเดน ดังนี้:</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong></p>
<div id="attachment_419" class="wp-caption alignright" style="width: 183px"><img class="size-full wp-image-419 " title="อัลลัน แนน นักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน" src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2011/05/Screen-shot-2011-05-15-at-10.23.35-PM.jpg" alt="อัลลัน แนน นักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน" width="173" height="129" /><p class="wp-caption-text">อัลลัน แนน นักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน</p></div>
<p></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong></strong><strong>เอมี กู๊ดแมน ผู้ดำเนินรายการ</strong>: ดิฉันจะขอดึงอัลลัน แนน เข้ามาคุยเรื่องนี้ด้วย คุณสนองตอบอย่างไรต่อข่าวนี้คะ และคุณคิดว่ามันจะหมายความว่าอย่างไรได้บ้าง? มันจะหมายถึงการยุติสงครามของสหรัฐกับอัฟกานิสถานได้ไหม?<strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong></strong><strong>อัลลัน แนน</strong>: ผมไม่คิดว่ามันจะยุติสงครามที่ว่าได้ อันที่จริงมันควรจะเป็นเช่นนั้น และที่แน่ๆ ก็คือมันควรจะเป็นโอกาสให้เรารื้อคิดทุกสิ่งทุกอย่างในขอบเขตที่กว้างใหญ่กว่าเรื่องอัฟกานิสถานออกไป</p>
<p>อย่างแรกที่กระทบใจผมคือการได้เห็นชาวอเมริกันออกไปเฉลิมฉลองตามท้องถนน หน้าทำเนียบขาว หน้าที่ตั้งเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เดิม ไชโยโห่ฮิ้วกันอย่างเร่าร้อนลิงโลดเป็นล้นพ้น และขณะที่ปฏิกิริยาเช่นนั้นบางส่วนอาจมาจากความกระหายเลือด ผมคิดว่าส่วนใหญ่เลยมาจากจิตใจรักความยุติธรรม ผู้คนชอบความยุติธรรม พวกเขาอยากเห็นมันปรากฏขึ้น</p>
<p><a href="http://www.matichon.co.th/gallery/fullimages/2011/05/1304323842.jpg"><img class="alignnone" title="การเฉลิมฉลอง" src="http://www.matichon.co.th/gallery/thumbnails/2011/05/1304323842.jpg" alt="" width="150" height="100" /></a> <a href="http://www.matichon.co.th/gallery/fullimages/2011/05/1304324025.jpg"><img class="alignnone" title="ภาพการเฉลิมฉลอง" src="http://www.matichon.co.th/gallery/thumbnails/2011/05/1304324025.jpg" alt="" width="150" height="101" /></a> <a href="http://www.matichon.co.th/gallery/fullimages/2011/05/1304324034.jpg"><img class="alignnone" title="ภาพการเฉลิมฉลอง" src="http://www.matichon.co.th/gallery/thumbnails/2011/05/1304324034.jpg" alt="" width="150" height="100" /> </a><a href="http://www.matichon.co.th/gallery/fullimages/2011/05/1304324050.jpg"><img class="alignnone" title="ภาพการเฉลิมฉลอง" src="http://www.matichon.co.th/gallery/thumbnails/2011/05/1304324050.jpg" alt="" width="150" height="100" /></a></p>
<p><span style="font-size: 15px; font-weight: bold;">และในกรณีนี้ผมคิดว่าคนมากหลายเลยรู้สึกว่ามันก็สาสมแก่ความผิดแล้ว</span></p>
<p>นี่คือคนที่ฆ่าหมู่พลเรือน มันสาสมแก่ความผิดแล้ว และมันก็มีส่วนจริงมากพอควร แต่ถ้าเราตระหนักว่าใครสักคนที่ยินดีฆ่าพลเรือนขนานใหญ่ ใครสักคนที่ยินดีส่งหนุ่มสาวติดอาวุธและระเบิดไปทำสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาเรียกว่าจัดการให้ครอบครัวหนึ่งไม่ได้เห็นหน้าคนที่ตนรัก มากินข้าวเย็นร่วมโต๊ะอีกต่อไป จัดการให้ลูกกับพ่อแม่ไม่ได้พบกันอีกตลอดไป</p>
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 324px"><img class="  " title="ภาพชาวอเมริกันเฉลิมฉลองข่าวการตายของบิน ลาเดน" src="http://www.chinasmack.com/wp-content/uploads/2011/05/osama-bin-laden-dead-news-netease-02-americans-celebrating-560x336.jpg" alt="" width="314" height="188" /><p class="wp-caption-text">ภาพชาวอเมริกันเฉลิมฉลองข่าวการตายของบิน ลาเดน</p></div>
<p>ถ้าเราบอกว่าใครสักคนที่ทำแบบนั้นสมควรตายละก็ เราก็ต้องเดินตามตรรกะของความคิดนั้นไปจนถึงที่สุด และเราก็ต้องตระหนักว่า โอเค ถ้าพฤติกรรมเหล่านี้มันอุบาทว์ขนาดนั้น เราก็ต้องหยุดมันลง</p>
<h3>ทว่า การฆ่าบิน ลาเดน ไม่ได้หยุดมัน บิน ลาเดน ตายแล้ว แต่โลกเรายังคงปกครองโดยบิน ลาเดน อีกมากหลาย</h3>
<p>ผู้คนไชโยโห่ฮิ้วเพราะพวกเขาคิดว่าได้เห็นความยุติธรรม แต่นี่ไม่ใช่ความยุติธรรมแบบมาไม้ไหนไปไม้นั้นที่บรรดาเหยื่อทวงคืนมาได้</p>
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 402px"><img class=" " title="ประธานาธิบดีโอบามา กล่าวว่าการตายของบินลาดิน ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของสหรัฐ" src="http://www.chinasmack.com/wp-content/uploads/2011/05/osama-bin-laden-dead-news-netease-04-white-house-obama-560x373.jpg" alt="โอบาม่า" width="392" height="261" /><p class="wp-caption-text">ประธานาธิบดีโอบามา กล่าวว่าการตายของบินลาดิน ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของสหรัฐ</p></div>
<h3>นี่มันเป็นนักฆ่าคนหนึ่งฆ่านักฆ่าอีกคนต่างหาก</h3>
<p>กล่าวคือนักฆ่าใหญ่อันได้แก่รัฐบาลสหรัฐฆ่านักฆ่าอีกคนที่เอาเข้าจริงตัวเล็กกว่าได้แก่บิน ลาเดน</p>
<p>ส่วนลัทธิบิน ลาเดน ที่ว่าเพื่อทำลายสำนักงานซีไอเอที่ตั้งอยู่ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แล้ว มันก็โอเคที่จะระเบิดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ทิ้งทั้งหลัง, เพื่อสอนบทเรียนให้ชาวอเมริกัน มันโอเคที่จะเข่นฆ่าคนอเมริกันหลายพันคน - <strong>ลัทธิที่ว่านั้นมันยังคงอยู่ทุกวี่วันในทำเนียบขาวอเมริกัน</strong> ในตึกเพนตากอน (อาคารกระทรวงกลาโหม) สหรัฐ และในที่ตั้งอำนาจราชการต่างๆ ทั่วโลก</p>
<p>สหรัฐกำลังฆ่าผู้คนอย่างน้อยหลายสิบคนทุกๆ วัน ไม่ว่าจะโดยตรงด้วยกองกำลังของตนเอง หรือโดยอ้อมด้วยกองกำลังตัวแทนหรือบริวารของตน เอาแค่ตั้งแต่โอบามาเข้ามารับตำแหน่ง กล่าวเฉพาะการโจมตีด้วยเครื่องบินบังคับในปากีสถานอย่างเดียว ก็มีคนถูกฆ่าตายไปราว 1,900 คนแล้วภายใต้ประธานาธิบดีโอบามา และการฆ่าแบบนี้มันเริ่มขึ้นก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายนหลายสิบปี</p>
<p>เราต้องหยุดคนเหล่านี้ คนผู้มีอำนาจอย่างโอบามา อย่างบุช อย่างพวกที่บริหารตึกเพนตากอน และพวกที่คิดว่ามันโอเคที่จะเอาชีวิตพลเรือน และดูเหมือนว่าเราไม่อาจหยุดพวกเขาได้ ด้วยการเมืองที่เป็นกิจวัตรตามปกติ เพราะภายใต้ระบบอเมริกัน ซึ่งก็เหมือนกับระบบการเมืองอื่นๆ ส่วนใหญ่ ผู้คนไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น ผู้คนรู้จักหน้าค่าตาบิน ลาเดน รู้พฤติกรรมชั่วร้ายที่เขาทำไว้</p>
<p>พวกเขาเห็นบิน ลาเดนตายก็เลยพูดว่า &#8220;โอ้โฮ ยอดมาก เราฆ่าบิน ลาเดน ได้แล้ว&#8221; แต่พวกเขาไม่เห็นคนอีกเป็นสิบเป็นร้อยรวมทั้งเด็กเล็กและพลเรือนมากมายที่สหรัฐฆ่าในวันเดียวกันนั้น</p>
<p><strong>ถ้าพวกเขาเห็น บางทีพวกเขาคงไม่ออกไปไชโยโห่ฮิ้วบนท้องถนนที่คนเหล่านั้นล้มตาย</strong></p>
<p>เราต้องหยุดยั้งการประพฤติปฏิบัติที่ว่านี้ และชาวอเมริกันไม่ได้กำลังช่วยหยุดมัน ขณะที่ชาวอียิปต์เอย ชาวตูนิเซียเอยต่างกำลังช่วยกันอยู่ พวกเขาได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปราบปรามที่ตนเผชิญ</p>
<div id="attachment_420" class="wp-caption alignleft" style="width: 200px"><a href="http://www.labove.com/cst/romero/romero.htm"><img class="size-full wp-image-420 " title="อัครสังฆราชออสการ์ โรเมโร นิกายโรมันคาทอลิก แห่งซันซัลวาดอร์15 ส.ค. 1917-24 มี.ค. 1980 " src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2011/05/romaro.jpg" alt="อัครสังฆราชออสการ์ โรเมโร นิกายโรมันคาทอลิก แห่งซันซัลวาดอร์15 ส.ค. 1917-24 มี.ค. 1980 " width="190" height="237" /></a><p class="wp-caption-text">อัครสังฆราชออสการ์ โรเมโร นิกายโรมันคาทอลิก แห่งซันซัลวาดอร์15 ส.ค. 1917-24 มี.ค. 1980 </p></div>
<p>ผมคิดว่าเราต้องการการลุกฮือของชาวอเมริกันแบบนั้นบ้างหากเราคิดจะหยุดยั้งการฆ่าคนบริสุทธิ์อย่างที่ผมว่ามานี้ และเราต้องการคนอเมริกันแบบ<strong>อัครสังฆราชโรเมโรแห่งซันซัลวาดอร์ </strong>คนที่เมื่อเผชิญหน้ากับการฆ่าหมู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ฆ่าหมู่กันทุกวี่วันจนชาวเอลซัลวาดอร์ล้มตายไปกว่า 70,000 คน</p>
<p>ท่านก็ลุกยืนขึ้นมาและกล่าวกับกองทัพแห่งประเทศของท่านว่า <strong>&#8220;จงหยุดการปราบปรามเสีย จงขัดขืนคำสั่งให้ฆ่า เพราะมีหลักการที่สูงส่งเหนือคำสั่งนั้น&#8221; </strong></p>
<p>กว่าสัปดาห์ก่อน ผมไปเยี่ยมบ้านเก่าของโรเมโรที่เอลซัลวาดอร์ซึ่งผมไม่เคยไปมาก่อน และสังเกตเห็นหนังสือ Why Not the Best? ซึ่งเป็นหนังสือรณรงค์หาเสียงของประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ (แห่งสหรัฐอเมริกา ครองตำแหน่ง ค.ศ.1977-1981) อยู่บนชั้นหนังสือของเขา</p>
<p>ดูเหมือนโรเมโรได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ท่านได้เขียนจดหมายไปถึงประธานาธิบดีคาร์เตอร์ในฐานะอัครสังฆราชในปี ค.ศ.1980 ขอร้องให้คาร์เตอร์หยุดสนับสนุนทหารเอลซัลวาดอร์ที่กำลังเข่นฆ่าประชาชนเสีย</p>
<p>และเท่าที่ผมรู้จักโรเมโรนั้น ท่าทางท่านจะเชื่อจริงๆ ว่าคาร์เตอร์จะสนองตอบมา แต่ เปล่า คาร์เตอร์ยังคงส่งความช่วยเหลือให้ทหารเอลซัลวาดอร์ต่อไป</p>
<p>และไม่กี่สัปดาห์ให้หลัง ตัวท่านโรเมโรเองก็ถูกฆ่า โดยหน่วยลอบสังหารที่ถือกำเนิดมาจากการหนุนหลังของสหรัฐ</p>
<p><strong></strong><strong>ลำพังการเขียนจดหมายไม่ได้ผลในกรณีนั้น และที่ (อเมริกา) นี่ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน เราต้องหยุดยั้งการกระทำแบบนี้ให้ได้ บิน ลาเดน ตายแล้ว และลัทธิบิน ลาเดน &#8211; ถ้าคุณจะลองเรียกมันแบบนั้นนะครับ &#8211; ก็ควรจะตายจากไปด้วย</strong></p>
<p><strong></strong><strong><br />
</strong></p>
<p><strong></strong><strong>ที่มา : </strong><a title="เมื่อนักฆ่าฆ่านักฆ่า" href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305289871&amp;grpid&amp;catid=02&amp;subcatid=0207" target="_blank">มติชนออนไลน์ วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:30:30 น.</a></p>
<p><strong></strong><strong> </strong></p>
<p><strong></strong><strong> </strong></p>
<p><strong></strong><strong> </strong></p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/05/%e2%80%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e2%80%b2/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/05/%e2%80%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e2%80%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน</title>
		<link>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 May 2011 07:26:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องมันๆ มีไว้สนทนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tonkla.org/?p=374</guid>
		<description><![CDATA[“ การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ ‘เปิดประตู’ เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม หยุดใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ปล่อยคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ปล่อยคุณดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และคนอื่นๆ ขจัดบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหนก็ตาม หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย พระมหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว” ธงชัย วินิจจะกูล &#160; เกริ่นนำ เมื่อ 10 ปีก่อนในรายการเพื่ออาจารย์ชาญวิทย์เช่นกัน ผมถือว่าเป็นโอกาสที่จะเสนอความคิดทางวิชาการครั้งสำคัญเพื่อให้งานสำหรับอาจารย์ชาญวิทย์มีความหมายต่อไปอีกนานๆ คราวนั้นจึงประมวลความคิดความรู้เสนอเรื่อง “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” เป็นหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์นิพนธ์และปรัชญาประวัติศาสตร์ของไทยซึ่งเป็นแขนงความรู้หนึ่งที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญ วันนี้เป็นโอกาสสำคัญทำนองเดียวกันอีกครั้ง คราวนี้ขอเลือกหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญจนเป็นที่รู้จักกันดี การศึกษาประวัติศาสตร์มีหลายแบบ โดยมากจะสนใจลงรายละเอียดข้อเท็จจริงมากมายเพื่อต่อชิ้นส่วนของอดีตอีกชิ้นหนึ่ง แต่มีงานทางประวัติศาสตร์ การคิดทางประวัติศาสตร์อีกแบบคือ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในมุมกว้างครอบคลุมเวลานับร้อยปี เพราะการศึกษาในแบบแรกซึ่งทำกันอยู่ทั่วไป มักมองไม่เห็นแนวโน้มใหญ่ๆทางประวัติศาสตร์ของสังคม มองไม่เห็นทั้ง “ป่า” มองเห็นแต่ “ต้นไม้” เป็นต้นๆหย่อมๆ ในวันนี้ผมอยากจะเพ่งมองลงไปที่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยใน 100 กว่าปีที่ผ่านมานับแต่เริ่มเกิด “สยามใหม่” ก็ว่าได้ พยายามมองในกรอบเวลากว้างไกล เราจะเห็นอะไร แน่นอนว่ามีหลายแง่มุมให้เราเพ่งมอง เช่นฐานของระบบเศรษฐกิจ หรือประวัติศาสตร์ชนบทไทย แน่นอนว่าเราอาศัยความได้เปรียบที่เรามีชีวิต 100 ปีหลังจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้เห็นความคลี่คลายของสังคมไทย 100 ปีให้หลัง ถ้าเรามองจากปัจจุบัน มองภาพรวมของกระแสความเปลี่ยนแปลงในร้อยปี เราจะเห็นอะไรบ้าง สิ่งที่เด่นชัดขึ้นมา คือ มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในความเข้าใจของเราและของบทความนี้ ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์มี 2 นัย คือ หนึ่ง สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีคุณูปการมหาศาลต่อปัจจุบัน ช่วยให้สยามอยู่รอดเป็นเอกราชและเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่รุ่งเรืองเจริญสถาพรทุกด้าน สอง แต่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รวบอำนาจในมือกลุ่มเจ้า ไม่เปิดโอกาสแก่สามัญชนที่มีความรู้ความสามารถในระบบราชการ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อความเจริญ ดังนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 ซึ่งถือว่าเป็น “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” เรามักเข้าใจกันว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว หากนับจากปีที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชอำนาจอย่างเต็มที่ประมาณปี 2425 และเริ่มการปฎิรูปครั้งใหญ่ จนถึง 2475สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอายุประมาณ 50 ปีเท่านั้น ทุกวันนี้คนจำนวนมากเอาทั้งสองนัยมารวมกันคือ สรรเสริญทั้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์และคณะราษฎร (โดยเฉพาะ 30 ปีหลังมานี้ที่คณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ได้รับการกอบกู้เกียรติภูมิขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง) แต่ประวัติศาสตร์มาตรฐานเน้นนัยแรก และโทษว่าปัญหาหนักหน่วงใดๆของสังคมการเมืองไทยหลังจากนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปเพราะ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว บาปเป็นของคณะทหารเริ่มจากจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นต้นมา สิ่งที่ผมเห็นจากการมองประวัติศาสตร์แบบมุมกว้างกลับพบว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่จบอย่างที่คิด เพราะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สร้างฐานรากหลายๆด้านแก่สังคมการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นฐานรากของปัญหาเรื้อรังหลายอย่างของปัจจุบันด้วย ปัญหาสำคัญหลายอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แก้ยากเย็นเหลือหลายเพราะเรื้อรังมานาน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพราะเรานึกว่าจบไปแล้ว คณะราษฎรยุติระบอบการเมืองอย่างเป็นทางการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ไม่ตระหนักรู้เพียงพอถึงรากฐานที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สร้างไว้ คณะราษฎรจัดการกับปัญหาสำคัญบางด้าน แต่กลับสืบทอดมรดกหลายอย่างของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อมาด้วยซ้ำ ขอได้โปรดเข้าใจว่าการประเมินย้อนหลังเช่นนี้มิใช่กล่าวโทษหรือลดคุณูปการของบรรพบุรุษในอดีต ทุกคนมีข้อจำกัดตามยุคสมัยด้วยกันทั้งนั้น และคุณูปการทุกอย่างย่อมมีด้านที่เป็นปัญหาซึ่งมักโผล่ตัวหลายสิบปีหลังจากนั้น เราต้องทั้งเคารพอดีตยามที่เราศึกษาเหตุการณ์และมนุษย์ในอดีต แต่ต้องกล้ามองอดีตจากปัจจุบันยามที่เราแสวงหาบทเรียนหรือประเมินผลของอดีตต่อปัจจุบัน &#160; ทำไม สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีมรดกลึกซึ้งกว้างไกลขนาดนั้น เพราะว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบอำนาจและยุคสมัยที่ให้กำเนิดและหล่อหลอมรัฐไทยสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก คือระบอบอำนาจที่ทั้งก่อให้เกิดและเป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงขณะที่สยามเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงเป็น Defining Period ของสยามยุคสมัยใหม่ หมายถึง เป็นช่วงเวลาที่รัฐไทยและสังคมไทยตัดสินเลือกทางเดินสำคัญๆที่มีผลกำหนดอนาคตของสยามประเทศต่อมาอีกนาน เป็นยุควางรากฐาน เสาเข็ม โครงสร้างของรัฐและภาวะสมัยใหม่ของไทย บ้านหลังนี้เปลี่ยนผนังกั้นห้อง ทาสีใหม่ไปแล้วหลายรอบ แต่ฐานราก เสา โครงสำคัญกลับยังไม่เคยเปลี่ยน กล่าวอีกอย่างคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่ที่ก่อรูปเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50 ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7 ผลผลิตสำคัญที่สุดของสมบูรณาญาสิทธิราชย์คือประเทศไทยสมัยใหม่นั่นเอง &#160; มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สืบทอดมาอย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในกรอบที่วางไว้ตั้งแต่ 100 ปีก่อน เอาเข้าจริงแทบทุกอย่างที่จะเสนออาจกล่าวได้ว่านักประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ก็พอมองเห็นมาก่อน แต่พวกเขามองเห็นว่าเป็นคุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองขอให้อยู่ต่อไปอีกนานๆ นั่นเป็นจุดยืนและมุมมองแบบเจ้ากรุงเทพฯที่นักประวัติศาสตร์มักรับเอามาเป็นของตน จนทำให้มองไม่เห็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน นั่นคือ คุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองน่าภาคภูมิใจนั้น กลับเป็นกรอบกำแพงที่กักขังสังคมไทยไว้ จนไม่สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับเวลาที่เปลี่ยนไป หลายประเด็นเป็นข้อจำกัดทำให้เราไม่สามารถแม้แต่จะคิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว หรือถึงกับรังเกียจ ลงโทษ ทำร้ายคนที่คิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว อะไรบ้างคือมรดกเหล่านั้น ในที่นี้จะขออธิบายเริ่มจากบริบท แล้วจะกล่าวถึงมรดกเป็นเรื่องๆไป เริ่มจากรัฐ ระบบการปกครอง อำนาจอธิปไตย ต่อด้วยเรื่องวัฒนธรรมภูมิปัญญา ได้แก่พุทธศาสนา อุดมคติทางสังคม ความรู้ประวัติศาสตร์ และลงท้ายที่ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ ในตอนท้ายสุด จะกล่าวถึงทัศนะท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ๆ ซึ่งก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกันว่าเกี่ยวข้องกับปัจจุบันอย่างไร บริบทของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในที่นี้ขอย้ำบริบทสำคัญเพียงประการเดียว นั่นคือ สภาวะกึ่งอาณานิคมของสยาม ความเข้าใจที่ว่าสยามไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นนั้นไม่ผิดเสียทีเดียวแต่ก็ไม่ถูกความเข้าใจนี้จำกัดปิดกั้นความคิดวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์อย่างมากจนหลงทิศทางมาตลอด สภาวะกึ่งอาณานิคมกล่าวโดยสรุปหมายถึง สยามตระหนกต่อกำลังของมหาอำนาจยุโรป แม้แต่จีนซึ่งเป็นจักรวรรดิใหญ่ของอารยธรรมสมัยก่อนยังพ่ายแพ้ต่อจักรวรรดินิยมยุโรป แม้แต่พม่าซึ่งเป็นอริที่เข้มแข็งในโลกทัศน์ของสยามก็พ่ายแพ้ราบคาบ สยามตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว แต่ชนชั้นนำสยามให้ความร่วมมือกับมหาอำนาจยุโรปอย่างดี ทั้งเพราะเกรง เพราะเห็นการณ์ไกล และเพราะได้ประโยชน์มาก ความรู้และเทคโนโลยี่การปกครองแบบใหม่ เพิ่มกำลังอำนาจของชนชั้นนำสยาม การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอาณานิคมระดับโลกให้ผลประโยชน์แก่ชนชั้นนำสยาม เป้าหมายสำคัญของการปรับตัวเพิ่มอำนาจ มิใช่แค่การทัดทานฝรั่ง แต่เพื่อรักษาสถานะเดิมที่เป็นอธิราชเหนืออาณาจักรหลายแห่งในภูมิภาค ในยามที่อธิราชคู่แข่งร่วงลงทีละแห่ง ความเป็น “เอกราช” ที่สยามต้องการมิได้แค่หมายถึงเป็นอิสระจากฝรั่ง แต่หมายถึงต้องการรักษาสถานะองค์ราชาที่เป็น “เอก” เหนือราชาทั้งหลาย สยามใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงเป็นทั้งผู้ด้อยกว่าจักรวรรดิยุโรป และเป็นเจ้าจักรวรรดิ “พี่เบิ้ม” ของภูมิภาคในเวลาเดียวกัน ชนชั้นนำสยามไม่ถูกโค่น พวกเขาเป็นอำนาจนำในการเลือกสร้าง เลือกรับปรับเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีของรัฐสยามใหม่ ที่กล่าวว่า สยามเลือกรับของดีทิ้งของเสียจากตะวันตก จึงหมายถึงเลือกสิ่งที่ชนชั้นนำเห็นว่าดีสอดคล้องผลประโยชน์ จริต รสนิยม อุดมคติของตน การเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างจึงเป็นไปได้เพราะพวกเขาเลือกทำตามผลประโยชน์ของตน ยังไม่มีพลังทางสังคมกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์เป็นของตนเองต่างจากพวกเจ้าในยุคนั้น การกระทำทั้งหลายทั้งปวงเพื่อ “รักษาเอกราช” จึงแยกไม่ออกจากการรักษาอำนาจ รักษาสถานะเดิมและผลประโยชน์ของชนชั้นนำสยามในขณะนั้น ทั้งสองอย่างเป็นอย่างเดียวกัน ประวัติศาสตร์ฉบับทางการสอนเราด้านเดียวว่าเป็นการรักษาเอกราช แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นอีกด้านที่แยกกันไม่ออก ซึ่งก่อมรดกมากมายมาสู่ปัจจุบัน รัฐสยามแบบไทยๆ อธิปไตยแบบไทยๆ และลัทธิเสียดินแดน เรารู้กันดีว่าการสถาปนาระบบการปกครองหัวเมืองและระบบราชการสมัยใหม่ที่กรุงเทพฯเป็นผลงานเอกและเป็นหลักหมายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่ยังมีศึกษากันไม่พอก็คือ รัฐที่ดูเหมือนสมัยใหม่นั้นอยู่บนฐานจารีตเดิมขนาดไหนอย่างไร ผลผลิตหรือรัฐแบบฝรั่งใส่ชฎาหรือนุ่งผ้าม่วงเขมรใส่เชิ้ตฝรั่งที่ตกทอดมาถึงเรานั้น แท้ที่จริงเป็นรัฐแบบไทยๆอย่างไร ก่อปัญหาแบบไทยๆในยุคต่อมาขนาดไหน ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องรัฐรวมศูนย์และเรื่องอฺธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นฐานของระบบบริหารที่ล้าหลังไม่ยอมปรับตัว ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ และลัทธิเสียดินแดน ก่อนมีอธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันนั้น สยามเป็นรัฐราชาธิราช องค์อธิราชอ้างความชอบธรรมจากบุญญาบารมีที่สูงส่งกว่ากษัตริย์อื่น ทำตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่ที่แผ่ร่มบรมโพธิสมภารเหนือกษัตริย์รายอื่นซึ่งเป็นเจ้าพ่อรายย่อยกว่า ดินแดนไม่ใช่ฐานของอำนาจแบบรัฐราชาธิราช อธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันของสยามเป็นการแปร “ร่มบรมโพธิสมภาร” หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นปริมาณที่มีขอบเขตชัดเจนบนผิวโลก การแปรเปลี่ยนนี้จึงต่างลิบลับตรงข้ามกับกำเนิดของอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐสมัยใหม่ในยุโรปเมื่อกลางศตวรรษที่ 17พัฒนาการของ nation-state ในยุโรปในศตวรรษที่ 18-19 ก็เป็นคนละเรื่องกับกำเนิดชาติและสยามประเทศในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ &#160; รัฐชาติสยามคือการแปลงร่างรัฐราชาธิราชออกมาเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีฐานอยู่กับดินแดน กระบวนการแปลงร่างนี้อาศัยกระบวนการ 2 ด้านควบคู่กัน กระบวนการแรกคือ ผนวกประเทศราชเดิมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบ “เทศาภิบาล”ที่ใช้ดินแดนเป็นฐาน เรารู้จักกระบวนการนี้ในนามของการปฎิรูปการปกครองหัวเมืองซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณปลายทศวรรษ 2420 แต่ประกาศเป็นทางการเมื่อ ร.ศ.111 (2435) กระบวนการที่สองคือ ใช้กำลังทหารเข้าครอบครองแย่งชิงดินแดนที่อธิปไตยเดิมกำกวมซ้อนทับกันระหว่างอธิราชหลายองค์ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 คือผลของการแย่งชิงประเภทนี้กับฝรั่งเศสแล้วสยามแพ้ สยามจึงไม่เคยพ่ายแพ้จนจะตกเป็นอาณานิคม แต่สยามแย่งดินแดนกับเขาแล้วแพ้ เอามาเป็นของสยามไม่ได้ เสียพระเกียรติยศของเจ้าพ่อรายใหญ่ การแปลงร่างเกิดเป็นสยามขวานทอง จึงเป็นผลลัพธ์ของความพ่ายแพ้ชนิดนี้ ดินแดนถูกกำหนดขอบเขตโดยมหาอำนาจยุโรป ไม่ใช่เสียดินแดนแต่เพราะได้เพียงแค่นี้ และเป็นผลลัพธ์ของผนวกประเทศราชเดิมเข้าในบูรณภาพเหนือดินแดนซึ่งสยามเก่าไม่เคยมีมาก่อน &#160; มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่งทอดต่อมาในเรื่องนี้ได้แก่ ประการแรก ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์เกิดขึ้นเพื่อบริหารบงการบูรณภาพเหนือดินแดนแบบใหม่ เป็นความจำเป็นเพื่อยึดผนวกหัวเมืองและประเทศราชเดิมไว้ในมือกรุงเทพฯอย่างแข็งแกร่งในยามต้องการรักษาอำนาจแต่ตระหนกต่อจักรวรรดินิยมยุโรป การปกครองดินแดนแบบใหม่เริ่มต้นโดยอธิราชเดิมแปลงร่างเป็นรัฐบาลกลางของรัฐแบบใหม่ เจ้าเมืองเดิม เจ้าครองนครประเทศราชเดิม ล้วนแต่อ่อนแอ ไม่มีอำนาจต่อรองสร้างระบบปกครองที่มีอิสระสักหน่อยจากศูนย์กลาง ครั้นเจ้าเมืองเดิมพยายามเช่นนั้นก็ถูกปราบรุนแรงราบคาบทุกแห่งทั้งในหัวเมืองล้านนา หัวเมืองลาว และหัวเมืองปัตตานีในปี 2445 (ร.ศ.121) ระบบรวมศูนย์ที่แข็งทื่อไม่ยืดหยุ่นให้อำนาจล้นหลามเกินจำเป็นแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมา ให้ผลประโยชน์มหาศาลแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯเพราะดูดซับทรัพยการจากทั้งประเทศมาเจือจุนกรุงเทพฯแม้ว่าจะเป็นระบอบหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้วก็ตาม ระบบนี้ขัดขวางการกระจายอำนาจ ไม่ยอมให้อำนาจแก่ประชาชนท้องถิ่นตัดสินอนาคตของตัวเอง ระบบนี้ไม่เคยถูกทบทวนในยุคต่อมารวมทั้งหลัง 2475 แถมแข็งแกร่งขึ้นภายใต้รัฐทหารที่อ้างภัยต่อความมั่นคงของชาติในยุคสงครามเย็น ประการที่สอง ระบบรวมศูนย์ถูกค้ำจุนด้วยลัทธิรัฐเดี่ยว (เอกรัฐ) แบบแข็งทื่อ นั่นคือ ความเชื่อ ว่า รัฐไทยต้องอยู่ใต้ระบบปกครองที่เหมือนๆกันทั้งประเทศ การกระจายอำนาจถูกหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะถือว่าเป็นก้าวแรกของความแตกแยกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศไทย เอกราชต้องหมายถึงดินแดนทุกส่วนต้องอยู่ใต้การปกครองจากกรุงเทพฯเหมือนๆกัน การต่อสู้เรื่องกระจายอำนาจจึงยากลำบากแสนเข็ญ เพราะถูกสงสัยเป็นประจำว่าจะทำให้ประเทศแตกแยกเป็นส่วนๆ แม้ว่าการกระจายอำนาจจะเป็นจริงมากขึ้นหลังสงครามเย็นในประเทศสิ้นสุดลง รัฐไทยยอมรับความหลากหลายของภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้นนับจากกลางทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังแข็งแกร่งอยู่ ดูได้จากการจัดการวิกฤตชายแดนใต้ไม่ว่าโดยรัฐบาลไหนก็ตามนี่เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกอย่างที่เป็นปัญหาหนักหน่วงในปัจจุบัน ความเชื่อว่าประเทศไทยต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน เป็นแบบเดียวกัน ภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งผืน เพื่อความมั่นคงรักษาเอกราชไว้ ยังเป็นฐานของลัทธิ “ความเป็นไทย” ที่คับแคบตายตัว ซึ่งก่อตัวเติบโตมากับสยามใหม่ที่มีจินตนาการผูกติดกับอธิปไตยเหนือดินแดนแบบไทยๆ มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้เป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมไทยจนปัจจุบัน ประการที่สามลัทธิเสียดินแดน แม้สยามไม่เคยตกเป็นอาณานิคม แต่กลับมีลัทธิความเชื่อทางประวัติศาสตร์ไม่ต่างกับประเทศอาณานิคม คือ เชื่อว่า เสียดินแดนให้นักล่าอาณานิคม ลัทธิเสียดินแดนเป็นมรดกความเชื่อทางประวัติศาสตร์ ที่รับเอามุมมองและความคิดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของเรา ถ้าเราคิดอย่างอิสระแบบคนไม่ใช่เจ้า หรือคิดจากมุมมองของเจ้าเวียงจันทน์ ยโสธร มุกดาหาร สุวรรณเขต พวน กัมพูชา ฯลฯ ก็จะไม่มีทางเข้าใจลัทธิเสียดินแดนของไทย &#160; อานุภาพของลัทธิเสียดินแดนมีมากขนาดไหนคงไม่ต้องอธิบายกันอีก แต่อยากขอสรุปแต่เพียงว่า ลัทธิเสียดินแดนเป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมของไทยมาจนถึงปัจจุบัน &#160; พุทธศาสนากับความเป็นไทย พุทธศาสนาในสยามผ่านการปฎิรูปทางภูมิปัญญาครั้งใหญ่ในต้นศตวรรษที่ 19 โดยขบวนการธรรมยุตินิกายของวชิรญาณภิกษุ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือความเข้าใจต่อ “ศาสนา” อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน พุทธศาสนาต้องมิใช่ความเชื่อที่อธิบายโลกธรรมชาติทั้งปวงอีกต่อไป แต่ทำให้ศาสนาเป็นระบบความเชื่อทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล และเป็นความเชื่อที่เป็นเหตุเป็นผล การตีความปรัชญาความคิดพุทธศาสนามีต่อมาอีกมากมายในสังคมไทยแต่โดยมากอยู่ภายในกรอบของพุทธศาสนาอย่างที่วางไว้แล้วแต่ครั้งนั้น ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของพุทธศาสนาในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีสองประการ คือ ประการแรก สถาปนาคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์ตามแบบการปกครองของรัฐ และแผ่ขยายความคิด การตีความและคัมภีร์ที่กรุงเทพฯถือเป็นมาตรฐานออกไปเพื่อตะล่อมให้พุทธศาสนาบนแผ่นดินสยามคล้ายคลึงตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นในครึ่งหลังของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ประการที่สอง ทำให้พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงริเริ่มลัทธิชาตินิยมตามแบบของพระองค์ แม้คนที่อาศัยบนแผ่นดินสยามจะนับถือศาสนาพุทธเถรวาทเป็นส่วนใหญ่มานานหลายร้อยปีก่อนหน้าศตวรรษที่ 20 แต่ความคิดเรื่องความเป็นไทยเพิ่งถูกประมวลก่อรูปร่างขึ้นมาเป็นวาทกรรมทรงพลังในต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง วาทกรรม “ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์” เพิ่งเกิดขึ้น พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นการเมืองวัฒนธรรมประการสำคัญของไทย และกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชาตินิยมไทยสมัยใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์นี่เอง มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังคงอยู่กับเราในปัจจุบันอย่างแข็งแกร่ง การวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาแทนที่จะเป็นเรื่องความเชื่อของปัจเจกบุคคลและเสรีภาพที่จะเชื่อหรือไม่ของแต่ละคน กลับถูกถือเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ความหลากหลายของความคิด ความเชื่อและวิถีปฎิบัติของแต่ละท้องถิ่นถูกจำกัดทำลายลงไปมากตั้งแต่ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 แม้ว่าอำนาจรัฐไม่มีทางขจัดความหลากหลายระดับท้องถิ่นให้หมดสิ้นก็ตาม &#160; สังคมไทยปกติที่พึงปรารถนา: A Buddhist Organic Society ความสัมพันธ์ทางสังคมตามจารีตของไทยเป็นแบบสูงต่ำตามลำดับชั้นของบุญบารมี โดยผูกติดกับเครือข่ายระบบมูลนายอันแผ่กระจายอยู่ทั่วทั้งสังคม แต่แยกเป็นส่วนๆตามหัวเมืองตามกรมกองสังกัด สังคมไทยไม่เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงที่โยกคลอนความสัมพันธ์ชนิดนี้อย่างถึงราก  ความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และรัฐสมัยใหม่ของสยามคือการปรับความสัมพันธ์แบบคนสูงต่ำไม่เท่ากันนี้ให้เข้ากับสังคมกระฎุมพีและเข้ากับรัฐรวมศูนย์และระบบราชการใหม่ สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์แห่งชาติกับราษฎรไทยทั้งมวลทั่วไป ประชากรไทยไม่เคยเป็น citizen ที่เท่าเทียมกันและมีความสัมพันธ์กันตามแนวนอน สังคมไทยสมัยใหม่ไม่เคยเป็นที่รวมของปัจเจกชน (individuals) ที่นับเป็นหน่วยทางสังคมในตัวเอง การปรับตัวนี้เริ่มมาก่อนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือมากับการเติบโตของการค้าและเศรษฐกิจเมืองตลอดศตวรรษที่ 19หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ แต่ความคิดหรือเราอาจเรียกว่าเป็นทฤษฎีหรือปรัชญาการเมืองของไทยเพิ่งจะประมวลขึ้นมาในปลายศตวรรษที่ 19 นี่เอง ผมขอเรียกว่าเป็นสังคมอินทรียภาพแบบพุทธ (Buddhist Organic Society) สังคมอินทรียภาพแบบพุทธ คือแนวคิดที่เน้นว่าสังคมจะปกติสุขและจะเคลื่อนตัวพัฒนาไปได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยต่างๆของสังคมจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนและทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน (harmony) เปรียบเสมือนอวัยวะต่างๆของร่างกายซึ่งมีหน้าที่ต่างๆกันความสำคัญไม่เท่ากัน แต่ต้องประสานสอดคล้องกันจึงจะไม่เจ็บป่วย องค์รวมที่เรียกว่าประเทศไทย จึงเต็มไปด้วยหน่วยย่อยๆที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะพิจารณาหน่วยสังคมใดๆ เช่นครอบครัว ที่ทำงาน หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด กระทรวงกรม โรงเรียน บริษัท โรงงาน ฯลฯ ก็จะพบผู้คนที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน และต้องยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ทุกๆคนล้วนมีความสำคัญเพราะทุกอวัยวะทุกหน้าที่ล้วนมีความสำคัญ ความสามัคคีที่เป็นคาถาในอาร์มแผ่นดินมีรากมาจากพุทธศาสนา ได้รับการตีความให้เข้ากับปรัชญาสังคมอินทรียภาพแบบพุทธของไทยสมัยใหม่ สังคมไทยจึงเรียกร้องและเน้นความสามัคคีและหน้าที่กันเหลือเกินตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน สังคมไทยกลัวความขัดแย้งและจัดการความขัดแย้งไม่ค่อยเป็น สังคมไทยจึงเน้นหน้าที่และความรับผิดชอบเพราะเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นของบุคคลที่สังกัดขึ้นต่อผู้อื่น มากกว่าสิทธิและเสรีภาพซึ่งเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นของปัจเจกภาพ (เราท่านคุ้นเคยกับความคิดสังคมอินทรียภาพแบบพุทธจนอาจคิดว่า เรื่องความสามัคคีเป็นสามัญสำนึกของคนทั้งโลกเหมือนๆกัน อาจนึกไม่ออกว่ามีทฤษฎีหรือปรัชญาสังคมแบบอื่นที่สร้างให้เกิดค่านิยม วัฒนธรรม ตลอดจนถึงบุคลิกภาพทั่วๆไปของคนในสังคมนั้นๆที่ต่างออกไป อันที่จริงปรัชญาสังคมอินทรียภาพมีหลายแบบทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก สังคมตะวันตกสมัยใหม่หลายแห่งถือว่าคนเท่ากัน สัมพันธ์ในแนวนอน ปัจเจกชนและสังคมขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งที่อยู่ในกรอบและแปรเป็นพลังสร้างสรรค์) &#160; ลัทธิประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม แม่บทประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยมที่ยังทรงอิทธิพลแข็งแกร่งถึงทุกวันนี้ก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์นิพนธ์ เป็นแบบสมัยใหม่เริ่มต้นราวกลางศตวรรษที่ 19 แต่ไม่มีข้อเสนอเรื่องเล่าประวัติของชาติที่กลายเป็นแม่บทของประวัติศาสตร์ไทย แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างก็ตาม แม่บทประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยมก่อตัวขึ้นในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 ลงตัวประมาณประมาณปี 2460เศษโดยเป็นผลของเรื่องเล่า 2 กระแสมาบรรจบผสมกัน กระแสแรก คือกำเนิดสยามเป็นอารยธรรมเก่าแก่ศิวิไลซ์มาแต่โบราณ ไม่ใช่สืบมาจากพุทธทำนาย หรือวงศ์อวตารอีกต่อไป ประวัติศาสตร์สุโขทัยทำหน้าที่นี้อย่างสำคัญที่สุด แต่อิงอยู่กับจารึกพ่อขุนรามฯ แทบทั้งสิ้น และใช้การตีความแบบเป็นเหตุเป็นผลเข้าอธิบายตำนานปรัมปราเกี่ยวกับพระร่วง สร้างเป็นเรื่องเล่าแบบใหม่ขึ้นมา (ดังนั้นข้อสงสัยเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามฯจึงกระทบกระเทือนความมั่นคงของชาติอย่างมาก) กระแสสอง ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อเอกราชของสยาม โครงเรื่องหลักคือการเสียกรุง 2 ครั้งและกู้อิสรภาพกลับมา 2 ครั้ง เรื่องเล่าชุดนี้ใช้ทัศนะชาตินิยมต่อต้านการรุกรานของต่างชาติอันเป็นผลของ ร.ศ.112 เข้าตีความข้อมูลเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดาร ผลคือประวัติศาสตร์ต่อต้านผู้รุกรานล่าอาณานิคมในระยะเดียวกับที่ประวัติศาสตร์ทำนองเดียวกันเริ่มเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน แต่ผู้รุกรานสยามกลับไม่ใช่ฝรั่งนักล่าอาณานิคม กลับเป็นพม่า &#8211; อริเก่าของยุคโบราณ เราอาจจะกล่าวกลับกันได้ว่า เอาเข้าจริงประวัติศาสตร์ไทยรบพม่าเป็น allegory ของประวัติศาสตร์ต่อต้านฝรั่งนักล่าอาณานิคม เรื่องเล่ากระแสนี้จึงเป็นผลผลิตของ ร.ศ.112 อย่างชัดเจน แกนกลางของประวัติศาสตร์ทั้ง 2 กระแสคือ พระมหากษัตริย์ที่เป็นผู้นำของรัฐชาติ ดังนั้นจึงเรียกว่าประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม ซึ่งเคยเสนอไปเมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว &#160; (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ เหล่านี้คือ มรดกสำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน แม้มีความเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่องเหล่านี้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในกรอบเดิมทั้งสิ้น คงเห็นแล้วว่าครอบคลุมมิติหลักๆของรัฐและสังคมไทยปัจจุบันขนาดไหน มรดกสำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ขอกล่าวถึงเป็นอย่างสุดท้าย เป็นปัจจัยที่ยึดโยงรากฐานของรัฐสมัยใหม่ทุกประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นคือ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์  [ทำไมต้องวงเล็บรอบคำว่า “สถาบัน” จะเข้าใจได้ต่อไป] ระบบการปกครองใหม่ของจักรวรรดิกรุงเทพฯ อธิปไตยเหนือดินแดนที่แปลงร่างมาจากพระบรมโพธิสมภารขององค์อธิราช ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม พุทธศาสนาของไทย และ สังคมอินทรียภาพที่มีอำนาจทรงธรรมเป็นหัวใจขององคาพยพทั้งหมด รากฐานสำคัญๆในระบบการเมืองและวัฒนธรรมการเมืองของไทยสมัยใหม่ มีพระมหากษัตริย์เป็นปัจจัยร่วม ภาวะเช่นนี้ไม่น่าประหลาดใจเลย เพราะรากฐานดังกล่าวทั้งหมดถูกก่อร่างสร้างขึ้นโดยชนชั้นนำที่ถือเอาพระมหากษัตริย์เป็นใจกลางของรัฐสังคมสมัยใหม่ของสยามเพื่อประโยชน์ของชนชั้นตน แต่พระมหากษัตริย์สมัยใหม่ (modern monarchy)  ของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีบทบาทสถานะเปลี่ยนจากยุคสยามเก่าอย่างสำคัญ กล่าวคือนอกจากทรงเป็นสมมติเทพและผู้ทรงบุญบารมีสูงสุดในแผ่นดินตามคติฮินดู-พุทธที่ปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์แล้ว ภารกิจของพระองค์กลับมิใช่เพียงแค่ทรงทศพิธราชธรรมเพื่อให้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์แผ่ปกป้องคุ้มครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้พ้นทุพภิกขภยันตรายนานาชนิดตามคติความเชื่อแต่โบราณ แต่ทรงเป็นผู้นำรัฐบาลผู้บริหารระบบราชการกระทรวงทบวงกรมแบบใหม่ที่มีหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของราษฎร เช่น สร้างถนน คูคลอง น้ำประปาสาธารณูปโภคและการศึกษาแก่ประชาชน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นภารกิจที่รัฐโบราณไม่เคยต้องรับผิดชอบ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเหนือกลไกรัฐทั่วทั้งแผ่นดินนี่เองกลับมีความสัมพันธ์กับประชาชนอย่างที่พระมหากษัตริย์สมัยเก่าไม่เคยต้องเผชิญคือ เป็นพระมหากษัตริย์แบบสาธารณะ (public) ถึงแม้จะยังไม่ถูกตรวจสอบจากสาธารณะและอำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของประชาชน แต่พระมหากษัตริย์มาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ (public sphere)  สาธารณชนรับรู้และสื่อสารกันเกี่ยวกับพระองค์ จึงย่อมหนีไม่พ้นวาทกรรมในสังคมเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีทั้งพระปิยมหาราชของสาธารณชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.tonkla.org%2F2011%2F05%2F%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25a2%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=true&amp;width=450&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;height=65&amp;font=lucida+grande' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:450px; height:65px'></iframe></p><div id="attachment_375" class="wp-caption alignnone" style="width: 510px"><img class="size-full wp-image-375" title="ธงชัย วินิจจะกูล" src="http://www.tonkla.org/wp-content/uploads/2011/05/tongchai.jpg" alt="ธงชัย วินิจจะกูล" width="500" height="332" /><p class="wp-caption-text">ธงชัย วินิจจะกูล</p></div>
<p>“ การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ ‘เปิดประตู’ เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม</p>
<p>หยุดใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ปล่อยคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ปล่อยคุณดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และคนอื่นๆ</p>
<p>ขจัดบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหนก็ตาม</p>
<p>หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย</p>
<p>พระมหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป</p>
<p>ฝ่ายเจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว”</p>
<p>ธงชัย วินิจจะกูล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span id="more-374"></span></p>
<h2><strong>เกริ่นนำ</strong></h2>
<p>เมื่อ 10 ปีก่อนในรายการเพื่ออาจารย์ชาญวิทย์เช่นกัน ผมถือว่าเป็นโอกาสที่จะเสนอความคิดทางวิชาการครั้งสำคัญเพื่อให้งานสำหรับอาจารย์ชาญวิทย์มีความหมายต่อไปอีกนานๆ คราวนั้นจึงประมวลความคิดความรู้เสนอเรื่อง “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” เป็นหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์นิพนธ์และปรัชญาประวัติศาสตร์ของไทยซึ่งเป็นแขนงความรู้หนึ่งที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญ</p>
<p>วันนี้เป็นโอกาสสำคัญทำนองเดียวกันอีกครั้ง คราวนี้ขอเลือกหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญจนเป็นที่รู้จักกันดี</p>
<p>การศึกษาประวัติศาสตร์มีหลายแบบ โดยมากจะสนใจลงรายละเอียดข้อเท็จจริงมากมายเพื่อต่อชิ้นส่วนของอดีตอีกชิ้นหนึ่ง แต่มีงานทางประวัติศาสตร์ การคิดทางประวัติศาสตร์อีกแบบคือ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในมุมกว้างครอบคลุมเวลานับร้อยปี เพราะการศึกษาในแบบแรกซึ่งทำกันอยู่ทั่วไป มักมองไม่เห็นแนวโน้มใหญ่ๆทางประวัติศาสตร์ของสังคม มองไม่เห็นทั้ง “ป่า” มองเห็นแต่ “ต้นไม้” เป็นต้นๆหย่อมๆ</p>
<p>ในวันนี้ผมอยากจะเพ่งมองลงไปที่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยใน 100 กว่าปีที่ผ่านมานับแต่เริ่มเกิด “สยามใหม่” ก็ว่าได้ พยายามมองในกรอบเวลากว้างไกล เราจะเห็นอะไร</p>
<p>แน่นอนว่ามีหลายแง่มุมให้เราเพ่งมอง เช่นฐานของระบบเศรษฐกิจ หรือประวัติศาสตร์ชนบทไทย แน่นอนว่าเราอาศัยความได้เปรียบที่เรามีชีวิต 100 ปีหลังจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้เห็นความคลี่คลายของสังคมไทย 100 ปีให้หลัง ถ้าเรามองจากปัจจุบัน มองภาพรวมของกระแสความเปลี่ยนแปลงในร้อยปี เราจะเห็นอะไรบ้าง</p>
<p>สิ่งที่เด่นชัดขึ้นมา คือ มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน</p>
<div id="wp_zdytfp_container_374" style="width:100%; height:349px; text-align:center; margin:auto;">
<div id="v_wp_zdytfp_container_374" style="width:100%; height:100%;">ZD YouTube FLV Player</div>
</div>
<script type="text/javascript">
var flashvars = {
vurl: "http://www.chupitchtv.com/sites/default/files/media/20110507-ck70-5.flv",
yturl: "http://www.tonkla.org/wp-content/plugins/zd-youtube-flv-player/fl_youTubeProxy.php"
};
var params = {
wmode: "transparent",
allowFullScreen: "true"
};
var attributes = {
id: "my_wp_zdytfp_container_374",
name: "my_wp_zdytfp_container_374"
};
swfobject.embedSWF("http://www.tonkla.org/wp-content/plugins/zd-youtube-flv-player/flash/zdytflv-player-dark.swf", "v_wp_zdytfp_container_374", "425", "349", "9.0.0", false, flashvars, params, attributes);
</script>

<h2>สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในความเข้าใจของเราและของบทความนี้</h2>
<p>ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์มี 2 นัย คือ</p>
<p>หนึ่ง สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีคุณูปการมหาศาลต่อปัจจุบัน ช่วยให้สยามอยู่รอดเป็นเอกราชและเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่รุ่งเรืองเจริญสถาพรทุกด้าน</p>
<p>สอง แต่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รวบอำนาจในมือกลุ่มเจ้า ไม่เปิดโอกาสแก่สามัญชนที่มีความรู้ความสามารถในระบบราชการ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อความเจริญ ดังนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 ซึ่งถือว่าเป็น “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” เรามักเข้าใจกันว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว หากนับจากปีที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชอำนาจอย่างเต็มที่ประมาณปี 2425 และเริ่มการปฎิรูปครั้งใหญ่ จนถึง 2475สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอายุประมาณ 50 ปีเท่านั้น</p>
<p>ทุกวันนี้คนจำนวนมากเอาทั้งสองนัยมารวมกันคือ สรรเสริญทั้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์และคณะราษฎร (โดยเฉพาะ 30 ปีหลังมานี้ที่คณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ได้รับการกอบกู้เกียรติภูมิขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง) แต่ประวัติศาสตร์มาตรฐานเน้นนัยแรก และโทษว่าปัญหาหนักหน่วงใดๆของสังคมการเมืองไทยหลังจากนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปเพราะ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว บาปเป็นของคณะทหารเริ่มจากจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นต้นมา</p>
<p>สิ่งที่ผมเห็นจากการมองประวัติศาสตร์แบบมุมกว้างกลับพบว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่จบอย่างที่คิด เพราะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สร้างฐานรากหลายๆด้านแก่สังคมการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นฐานรากของปัญหาเรื้อรังหลายอย่างของปัจจุบันด้วย ปัญหาสำคัญหลายอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แก้ยากเย็นเหลือหลายเพราะเรื้อรังมานาน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพราะเรานึกว่าจบไปแล้ว</p>
<p>คณะราษฎรยุติระบอบการเมืองอย่างเป็นทางการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ไม่ตระหนักรู้เพียงพอถึงรากฐานที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สร้างไว้ คณะราษฎรจัดการกับปัญหาสำคัญบางด้าน แต่กลับสืบทอดมรดกหลายอย่างของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อมาด้วยซ้ำ</p>
<p>ขอได้โปรดเข้าใจว่าการประเมินย้อนหลังเช่นนี้มิใช่กล่าวโทษหรือลดคุณูปการของบรรพบุรุษในอดีต ทุกคนมีข้อจำกัดตามยุคสมัยด้วยกันทั้งนั้น และคุณูปการทุกอย่างย่อมมีด้านที่เป็นปัญหาซึ่งมักโผล่ตัวหลายสิบปีหลังจากนั้น เราต้องทั้งเคารพอดีตยามที่เราศึกษาเหตุการณ์และมนุษย์ในอดีต แต่ต้องกล้ามองอดีตจากปัจจุบันยามที่เราแสวงหาบทเรียนหรือประเมินผลของอดีตต่อปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ทำไม สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีมรดกลึกซึ้งกว้างไกลขนาดนั้น</h3>
<p>เพราะว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบอำนาจและยุคสมัยที่ให้กำเนิดและหล่อหลอมรัฐไทยสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก คือระบอบอำนาจที่ทั้งก่อให้เกิดและเป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงขณะที่สยามเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงเป็น Defining Period ของสยามยุคสมัยใหม่ หมายถึง เป็นช่วงเวลาที่รัฐไทยและสังคมไทยตัดสินเลือกทางเดินสำคัญๆที่มีผลกำหนดอนาคตของสยามประเทศต่อมาอีกนาน เป็นยุควางรากฐาน เสาเข็ม โครงสร้างของรัฐและภาวะสมัยใหม่ของไทย บ้านหลังนี้เปลี่ยนผนังกั้นห้อง ทาสีใหม่ไปแล้วหลายรอบ แต่ฐานราก เสา โครงสำคัญกลับยังไม่เคยเปลี่ยน</p>
<p>กล่าวอีกอย่างคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่ที่ก่อรูปเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50 ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7</p>
<p>ผลผลิตสำคัญที่สุดของสมบูรณาญาสิทธิราชย์คือประเทศไทยสมัยใหม่นั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์</h3>
<p>มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สืบทอดมาอย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในกรอบที่วางไว้ตั้งแต่ 100 ปีก่อน เอาเข้าจริงแทบทุกอย่างที่จะเสนออาจกล่าวได้ว่านักประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ก็พอมองเห็นมาก่อน แต่พวกเขามองเห็นว่าเป็นคุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองขอให้อยู่ต่อไปอีกนานๆ นั่นเป็นจุดยืนและมุมมองแบบเจ้ากรุงเทพฯที่นักประวัติศาสตร์มักรับเอามาเป็นของตน จนทำให้มองไม่เห็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน นั่นคือ คุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองน่าภาคภูมิใจนั้น กลับเป็นกรอบกำแพงที่กักขังสังคมไทยไว้ จนไม่สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับเวลาที่เปลี่ยนไป หลายประเด็นเป็นข้อจำกัดทำให้เราไม่สามารถแม้แต่จะคิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว หรือถึงกับรังเกียจ ลงโทษ ทำร้ายคนที่คิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว</p>
<p>อะไรบ้างคือมรดกเหล่านั้น ในที่นี้จะขออธิบายเริ่มจากบริบท แล้วจะกล่าวถึงมรดกเป็นเรื่องๆไป เริ่มจากรัฐ ระบบการปกครอง อำนาจอธิปไตย ต่อด้วยเรื่องวัฒนธรรมภูมิปัญญา ได้แก่พุทธศาสนา อุดมคติทางสังคม ความรู้ประวัติศาสตร์ และลงท้ายที่ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์</p>
<p>ในตอนท้ายสุด จะกล่าวถึงทัศนะท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ๆ ซึ่งก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกันว่าเกี่ยวข้องกับปัจจุบันอย่างไร</p>
<h3>บริบทของสมบูรณาญาสิทธิราชย์</h3>
<p>ในที่นี้ขอย้ำบริบทสำคัญเพียงประการเดียว นั่นคือ สภาวะกึ่งอาณานิคมของสยาม</p>
<p>ความเข้าใจที่ว่าสยามไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นนั้นไม่ผิดเสียทีเดียวแต่ก็ไม่ถูกความเข้าใจนี้จำกัดปิดกั้นความคิดวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์อย่างมากจนหลงทิศทางมาตลอด สภาวะกึ่งอาณานิคมกล่าวโดยสรุปหมายถึง</p>
<ul>
<li>สยามตระหนกต่อกำลังของมหาอำนาจยุโรป แม้แต่จีนซึ่งเป็นจักรวรรดิใหญ่ของอารยธรรมสมัยก่อนยังพ่ายแพ้ต่อจักรวรรดินิยมยุโรป แม้แต่พม่าซึ่งเป็นอริที่เข้มแข็งในโลกทัศน์ของสยามก็พ่ายแพ้ราบคาบ สยามตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว</li>
<li>แต่ชนชั้นนำสยามให้ความร่วมมือกับมหาอำนาจยุโรปอย่างดี ทั้งเพราะเกรง เพราะเห็นการณ์ไกล และเพราะได้ประโยชน์มาก ความรู้และเทคโนโลยี่การปกครองแบบใหม่ เพิ่มกำลังอำนาจของชนชั้นนำสยาม การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอาณานิคมระดับโลกให้ผลประโยชน์แก่ชนชั้นนำสยาม</li>
<li>เป้าหมายสำคัญของการปรับตัวเพิ่มอำนาจ มิใช่แค่การทัดทานฝรั่ง แต่เพื่อรักษาสถานะเดิมที่เป็นอธิราชเหนืออาณาจักรหลายแห่งในภูมิภาค ในยามที่อธิราชคู่แข่งร่วงลงทีละแห่ง ความเป็น “เอกราช” ที่สยามต้องการมิได้แค่หมายถึงเป็นอิสระจากฝรั่ง แต่หมายถึงต้องการรักษาสถานะองค์ราชาที่เป็น “เอก” เหนือราชาทั้งหลาย</li>
<li>สยามใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงเป็นทั้งผู้ด้อยกว่าจักรวรรดิยุโรป และเป็นเจ้าจักรวรรดิ “พี่เบิ้ม” ของภูมิภาคในเวลาเดียวกัน</li>
<li>ชนชั้นนำสยามไม่ถูกโค่น พวกเขาเป็นอำนาจนำในการเลือกสร้าง เลือกรับปรับเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีของรัฐสยามใหม่ ที่กล่าวว่า สยามเลือกรับของดีทิ้งของเสียจากตะวันตก จึงหมายถึงเลือกสิ่งที่ชนชั้นนำเห็นว่าดีสอดคล้องผลประโยชน์ จริต รสนิยม อุดมคติของตน การเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างจึงเป็นไปได้เพราะพวกเขาเลือกทำตามผลประโยชน์ของตน ยังไม่มีพลังทางสังคมกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์เป็นของตนเองต่างจากพวกเจ้าในยุคนั้น</li>
<li>การกระทำทั้งหลายทั้งปวงเพื่อ “รักษาเอกราช” จึงแยกไม่ออกจากการรักษาอำนาจ รักษาสถานะเดิมและผลประโยชน์ของชนชั้นนำสยามในขณะนั้น ทั้งสองอย่างเป็นอย่างเดียวกัน ประวัติศาสตร์ฉบับทางการสอนเราด้านเดียวว่าเป็นการรักษาเอกราช แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นอีกด้านที่แยกกันไม่ออก ซึ่งก่อมรดกมากมายมาสู่ปัจจุบัน</li>
</ul>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<h3>รัฐสยามแบบไทยๆ อธิปไตยแบบไทยๆ และลัทธิเสียดินแดน</h3>
<p>เรารู้กันดีว่าการสถาปนาระบบการปกครองหัวเมืองและระบบราชการสมัยใหม่ที่กรุงเทพฯเป็นผลงานเอกและเป็นหลักหมายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่ยังมีศึกษากันไม่พอก็คือ รัฐที่ดูเหมือนสมัยใหม่นั้นอยู่บนฐานจารีตเดิมขนาดไหนอย่างไร ผลผลิตหรือรัฐแบบฝรั่งใส่ชฎาหรือนุ่งผ้าม่วงเขมรใส่เชิ้ตฝรั่งที่ตกทอดมาถึงเรานั้น แท้ที่จริงเป็นรัฐแบบไทยๆอย่างไร ก่อปัญหาแบบไทยๆในยุคต่อมาขนาดไหน</p>
<p>ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องรัฐรวมศูนย์และเรื่องอฺธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นฐานของระบบบริหารที่ล้าหลังไม่ยอมปรับตัว ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ และลัทธิเสียดินแดน</p>
<p>ก่อนมีอธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันนั้น สยามเป็นรัฐราชาธิราช องค์อธิราชอ้างความชอบธรรมจากบุญญาบารมีที่สูงส่งกว่ากษัตริย์อื่น ทำตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่ที่แผ่ร่มบรมโพธิสมภารเหนือกษัตริย์รายอื่นซึ่งเป็นเจ้าพ่อรายย่อยกว่า ดินแดนไม่ใช่ฐานของอำนาจแบบรัฐราชาธิราช</p>
<p>อธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันของสยามเป็นการแปร “ร่มบรมโพธิสมภาร” หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นปริมาณที่มีขอบเขตชัดเจนบนผิวโลก</p>
<p>การแปรเปลี่ยนนี้จึงต่างลิบลับตรงข้ามกับกำเนิดของอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐสมัยใหม่ในยุโรปเมื่อกลางศตวรรษที่ 17พัฒนาการของ nation-state ในยุโรปในศตวรรษที่ 18-19 ก็เป็นคนละเรื่องกับกำเนิดชาติและสยามประเทศในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>รัฐชาติสยามคือการแปลงร่างรัฐราชาธิราชออกมาเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีฐานอยู่กับดินแดน</h3>
<p>กระบวนการแปลงร่างนี้อาศัยกระบวนการ 2 ด้านควบคู่กัน กระบวนการแรกคือ ผนวกประเทศราชเดิมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบ “เทศาภิบาล”ที่ใช้ดินแดนเป็นฐาน เรารู้จักกระบวนการนี้ในนามของการปฎิรูปการปกครองหัวเมืองซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณปลายทศวรรษ 2420 แต่ประกาศเป็นทางการเมื่อ ร.ศ.111 (2435)</p>
<p>กระบวนการที่สองคือ ใช้กำลังทหารเข้าครอบครองแย่งชิงดินแดนที่อธิปไตยเดิมกำกวมซ้อนทับกันระหว่างอธิราชหลายองค์ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 คือผลของการแย่งชิงประเภทนี้กับฝรั่งเศสแล้วสยามแพ้ สยามจึงไม่เคยพ่ายแพ้จนจะตกเป็นอาณานิคม แต่สยามแย่งดินแดนกับเขาแล้วแพ้ เอามาเป็นของสยามไม่ได้ เสียพระเกียรติยศของเจ้าพ่อรายใหญ่</p>
<p>การแปลงร่างเกิดเป็นสยามขวานทอง จึงเป็นผลลัพธ์ของความพ่ายแพ้ชนิดนี้ ดินแดนถูกกำหนดขอบเขตโดยมหาอำนาจยุโรป ไม่ใช่เสียดินแดนแต่เพราะได้เพียงแค่นี้ และเป็นผลลัพธ์ของผนวกประเทศราชเดิมเข้าในบูรณภาพเหนือดินแดนซึ่งสยามเก่าไม่เคยมีมาก่อน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่งทอดต่อมาในเรื่องนี้ได้แก่</h3>
<p>ประการแรก ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์เกิดขึ้นเพื่อบริหารบงการบูรณภาพเหนือดินแดนแบบใหม่ เป็นความจำเป็นเพื่อยึดผนวกหัวเมืองและประเทศราชเดิมไว้ในมือกรุงเทพฯอย่างแข็งแกร่งในยามต้องการรักษาอำนาจแต่ตระหนกต่อจักรวรรดินิยมยุโรป</p>
<p>การปกครองดินแดนแบบใหม่เริ่มต้นโดยอธิราชเดิมแปลงร่างเป็นรัฐบาลกลางของรัฐแบบใหม่ เจ้าเมืองเดิม เจ้าครองนครประเทศราชเดิม ล้วนแต่อ่อนแอ ไม่มีอำนาจต่อรองสร้างระบบปกครองที่มีอิสระสักหน่อยจากศูนย์กลาง ครั้นเจ้าเมืองเดิมพยายามเช่นนั้นก็ถูกปราบรุนแรงราบคาบทุกแห่งทั้งในหัวเมืองล้านนา หัวเมืองลาว และหัวเมืองปัตตานีในปี 2445 (ร.ศ.121)</p>
<p>ระบบรวมศูนย์ที่แข็งทื่อไม่ยืดหยุ่นให้อำนาจล้นหลามเกินจำเป็นแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมา ให้ผลประโยชน์มหาศาลแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯเพราะดูดซับทรัพยการจากทั้งประเทศมาเจือจุนกรุงเทพฯแม้ว่าจะเป็นระบอบหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้วก็ตาม ระบบนี้ขัดขวางการกระจายอำนาจ ไม่ยอมให้อำนาจแก่ประชาชนท้องถิ่นตัดสินอนาคตของตัวเอง ระบบนี้ไม่เคยถูกทบทวนในยุคต่อมารวมทั้งหลัง 2475 แถมแข็งแกร่งขึ้นภายใต้รัฐทหารที่อ้างภัยต่อความมั่นคงของชาติในยุคสงครามเย็น</p>
<p>ประการที่สอง ระบบรวมศูนย์ถูกค้ำจุนด้วยลัทธิรัฐเดี่ยว (เอกรัฐ) แบบแข็งทื่อ นั่นคือ <em><span style="text-decoration: underline;">ความเชื่อ</span></em><span style="text-decoration: underline;"> </span>ว่า รัฐไทยต้องอยู่ใต้ระบบปกครองที่เหมือนๆกันทั้งประเทศ การกระจายอำนาจถูกหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะถือว่าเป็นก้าวแรกของความแตกแยกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศไทย เอกราชต้องหมายถึงดินแดนทุกส่วนต้องอยู่ใต้การปกครองจากกรุงเทพฯเหมือนๆกัน การต่อสู้เรื่องกระจายอำนาจจึงยากลำบากแสนเข็ญ เพราะถูกสงสัยเป็นประจำว่าจะทำให้ประเทศแตกแยกเป็นส่วนๆ แม้ว่าการกระจายอำนาจจะเป็นจริงมากขึ้นหลังสงครามเย็นในประเทศสิ้นสุดลง รัฐไทยยอมรับความหลากหลายของภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้นนับจากกลางทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังแข็งแกร่งอยู่ ดูได้จากการจัดการวิกฤตชายแดนใต้ไม่ว่าโดยรัฐบาลไหนก็ตามนี่เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกอย่างที่เป็นปัญหาหนักหน่วงในปัจจุบัน</p>
<p>ความเชื่อว่าประเทศไทยต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน เป็นแบบเดียวกัน ภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งผืน เพื่อความมั่นคงรักษาเอกราชไว้ ยังเป็นฐานของลัทธิ “ความเป็นไทย” ที่คับแคบตายตัว ซึ่งก่อตัวเติบโตมากับสยามใหม่ที่มีจินตนาการผูกติดกับอธิปไตยเหนือดินแดนแบบไทยๆ มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้เป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมไทยจนปัจจุบัน</p>
<p>ประการที่สามลัทธิเสียดินแดน แม้สยามไม่เคยตกเป็นอาณานิคม แต่กลับมีลัทธิความเชื่อทางประวัติศาสตร์ไม่ต่างกับประเทศอาณานิคม คือ เชื่อว่า เสียดินแดนให้นักล่าอาณานิคม ลัทธิเสียดินแดนเป็นมรดกความเชื่อทางประวัติศาสตร์ ที่รับเอามุมมองและความคิดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของเรา ถ้าเราคิดอย่างอิสระแบบคนไม่ใช่เจ้า หรือคิดจากมุมมองของเจ้าเวียงจันทน์ ยโสธร มุกดาหาร สุวรรณเขต พวน กัมพูชา ฯลฯ ก็จะไม่มีทางเข้าใจลัทธิเสียดินแดนของไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อานุภาพของลัทธิเสียดินแดนมีมากขนาดไหนคงไม่ต้องอธิบายกันอีก แต่อยากขอสรุปแต่เพียงว่า ลัทธิเสียดินแดนเป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมของไทยมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>พุทธศาสนากับความเป็นไทย</strong></h3>
<p>พุทธศาสนาในสยามผ่านการปฎิรูปทางภูมิปัญญาครั้งใหญ่ในต้นศตวรรษที่ 19 โดยขบวนการธรรมยุตินิกายของวชิรญาณภิกษุ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือความเข้าใจต่อ “ศาสนา” อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน พุทธศาสนาต้องมิใช่ความเชื่อที่อธิบายโลกธรรมชาติทั้งปวงอีกต่อไป แต่ทำให้ศาสนาเป็นระบบความเชื่อทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล และเป็นความเชื่อที่เป็นเหตุเป็นผล การตีความปรัชญาความคิดพุทธศาสนามีต่อมาอีกมากมายในสังคมไทยแต่โดยมากอยู่ภายในกรอบของพุทธศาสนาอย่างที่วางไว้แล้วแต่ครั้งนั้น</p>
<p>ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของพุทธศาสนาในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีสองประการ คือ ประการแรก สถาปนาคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์ตามแบบการปกครองของรัฐ และแผ่ขยายความคิด การตีความและคัมภีร์ที่กรุงเทพฯถือเป็นมาตรฐานออกไปเพื่อตะล่อมให้พุทธศาสนาบนแผ่นดินสยามคล้ายคลึงตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นในครึ่งหลังของรัชสมัยรัชกาลที่ 5</p>
<p>ประการที่สอง ทำให้พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงริเริ่มลัทธิชาตินิยมตามแบบของพระองค์ แม้คนที่อาศัยบนแผ่นดินสยามจะนับถือศาสนาพุทธเถรวาทเป็นส่วนใหญ่มานานหลายร้อยปีก่อนหน้าศตวรรษที่ 20 แต่ความคิดเรื่องความเป็นไทยเพิ่งถูกประมวลก่อรูปร่างขึ้นมาเป็นวาทกรรมทรงพลังในต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง วาทกรรม “ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์” เพิ่งเกิดขึ้น พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นการเมืองวัฒนธรรมประการสำคัญของไทย และกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชาตินิยมไทยสมัยใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์นี่เอง</p>
<p>มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังคงอยู่กับเราในปัจจุบันอย่างแข็งแกร่ง การวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาแทนที่จะเป็นเรื่องความเชื่อของปัจเจกบุคคลและเสรีภาพที่จะเชื่อหรือไม่ของแต่ละคน กลับถูกถือเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ความหลากหลายของความคิด ความเชื่อและวิถีปฎิบัติของแต่ละท้องถิ่นถูกจำกัดทำลายลงไปมากตั้งแต่ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 แม้ว่าอำนาจรัฐไม่มีทางขจัดความหลากหลายระดับท้องถิ่นให้หมดสิ้นก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>สังคมไทยปกติที่พึงปรารถนา</strong><strong>: A Buddhist Organic Society</strong></h3>
<p>ความสัมพันธ์ทางสังคมตามจารีตของไทยเป็นแบบสูงต่ำตามลำดับชั้นของบุญบารมี โดยผูกติดกับเครือข่ายระบบมูลนายอันแผ่กระจายอยู่ทั่วทั้งสังคม แต่แยกเป็นส่วนๆตามหัวเมืองตามกรมกองสังกัด สังคมไทยไม่เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงที่โยกคลอนความสัมพันธ์ชนิดนี้อย่างถึงราก  ความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และรัฐสมัยใหม่ของสยามคือการปรับความสัมพันธ์แบบคนสูงต่ำไม่เท่ากันนี้ให้เข้ากับสังคมกระฎุมพีและเข้ากับรัฐรวมศูนย์และระบบราชการใหม่ สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์แห่งชาติกับราษฎรไทยทั้งมวลทั่วไป</p>
<p>ประชากรไทยไม่เคยเป็น citizen ที่เท่าเทียมกันและมีความสัมพันธ์กันตามแนวนอน สังคมไทยสมัยใหม่ไม่เคยเป็นที่รวมของปัจเจกชน (individuals) ที่นับเป็นหน่วยทางสังคมในตัวเอง</p>
<p>การปรับตัวนี้เริ่มมาก่อนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือมากับการเติบโตของการค้าและเศรษฐกิจเมืองตลอดศตวรรษที่ 19หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ แต่ความคิดหรือเราอาจเรียกว่าเป็นทฤษฎีหรือปรัชญาการเมืองของไทยเพิ่งจะประมวลขึ้นมาในปลายศตวรรษที่ 19 นี่เอง ผมขอเรียกว่าเป็นสังคมอินทรียภาพแบบพุทธ (Buddhist Organic Society)</p>
<p>สังคมอินทรียภาพแบบพุทธ คือแนวคิดที่เน้นว่าสังคมจะปกติสุขและจะเคลื่อนตัวพัฒนาไปได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยต่างๆของสังคมจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนและทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน (harmony) เปรียบเสมือนอวัยวะต่างๆของร่างกายซึ่งมีหน้าที่ต่างๆกันความสำคัญไม่เท่ากัน แต่ต้องประสานสอดคล้องกันจึงจะไม่เจ็บป่วย</p>
<p>องค์รวมที่เรียกว่าประเทศไทย จึงเต็มไปด้วยหน่วยย่อยๆที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะพิจารณาหน่วยสังคมใดๆ เช่นครอบครัว ที่ทำงาน หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด กระทรวงกรม โรงเรียน บริษัท โรงงาน ฯลฯ ก็จะพบผู้คนที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน และต้องยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ทุกๆคนล้วนมีความสำคัญเพราะทุกอวัยวะทุกหน้าที่ล้วนมีความสำคัญ ความสามัคคีที่เป็นคาถาในอาร์มแผ่นดินมีรากมาจากพุทธศาสนา ได้รับการตีความให้เข้ากับปรัชญาสังคมอินทรียภาพแบบพุทธของไทยสมัยใหม่</p>
<p>สังคมไทยจึงเรียกร้องและเน้นความสามัคคีและหน้าที่กันเหลือเกินตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน สังคมไทยกลัวความขัดแย้งและจัดการความขัดแย้งไม่ค่อยเป็น สังคมไทยจึงเน้นหน้าที่และความรับผิดชอบเพราะเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นของบุคคลที่สังกัดขึ้นต่อผู้อื่น มากกว่าสิทธิและเสรีภาพซึ่งเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นของปัจเจกภาพ</p>
<p>(เราท่านคุ้นเคยกับความคิดสังคมอินทรียภาพแบบพุทธจนอาจคิดว่า เรื่องความสามัคคีเป็นสามัญสำนึกของคนทั้งโลกเหมือนๆกัน อาจนึกไม่ออกว่ามีทฤษฎีหรือปรัชญาสังคมแบบอื่นที่สร้างให้เกิดค่านิยม วัฒนธรรม ตลอดจนถึงบุคลิกภาพทั่วๆไปของคนในสังคมนั้นๆที่ต่างออกไป อันที่จริงปรัชญาสังคมอินทรียภาพมีหลายแบบทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก สังคมตะวันตกสมัยใหม่หลายแห่งถือว่าคนเท่ากัน สัมพันธ์ในแนวนอน ปัจเจกชนและสังคมขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งที่อยู่ในกรอบและแปรเป็นพลังสร้างสรรค์)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<h3>ลัทธิประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม</h3>
<p>แม่บทประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยมที่ยังทรงอิทธิพลแข็งแกร่งถึงทุกวันนี้ก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์</p>
<p>ความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์นิพนธ์ เป็นแบบสมัยใหม่เริ่มต้นราวกลางศตวรรษที่ 19 แต่ไม่มีข้อเสนอเรื่องเล่าประวัติของชาติที่กลายเป็นแม่บทของประวัติศาสตร์ไทย แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างก็ตาม</p>
<p>แม่บทประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยมก่อตัวขึ้นในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 ลงตัวประมาณประมาณปี 2460เศษโดยเป็นผลของเรื่องเล่า 2 กระแสมาบรรจบผสมกัน</p>
<p><strong>กระแสแรก </strong>คือกำเนิดสยามเป็นอารยธรรมเก่าแก่ศิวิไลซ์มาแต่โบราณ ไม่ใช่สืบมาจากพุทธทำนาย หรือวงศ์อวตารอีกต่อไป ประวัติศาสตร์สุโขทัยทำหน้าที่นี้อย่างสำคัญที่สุด แต่อิงอยู่กับจารึกพ่อขุนรามฯ แทบทั้งสิ้น และใช้การตีความแบบเป็นเหตุเป็นผลเข้าอธิบายตำนานปรัมปราเกี่ยวกับพระร่วง สร้างเป็นเรื่องเล่าแบบใหม่ขึ้นมา (ดังนั้นข้อสงสัยเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามฯจึงกระทบกระเทือนความมั่นคงของชาติอย่างมาก)</p>
<p><strong>กระแสสอง</strong> ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อเอกราชของสยาม โครงเรื่องหลักคือการเสียกรุง 2 ครั้งและกู้อิสรภาพกลับมา 2 ครั้ง เรื่องเล่าชุดนี้ใช้ทัศนะชาตินิยมต่อต้านการรุกรานของต่างชาติอันเป็นผลของ ร.ศ.112 เข้าตีความข้อมูลเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดาร ผลคือประวัติศาสตร์ต่อต้านผู้รุกรานล่าอาณานิคมในระยะเดียวกับที่ประวัติศาสตร์ทำนองเดียวกันเริ่มเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน แต่ผู้รุกรานสยามกลับไม่ใช่ฝรั่งนักล่าอาณานิคม กลับเป็นพม่า &#8211; อริเก่าของยุคโบราณ เราอาจจะกล่าวกลับกันได้ว่า เอาเข้าจริงประวัติศาสตร์ไทยรบพม่าเป็น allegory ของประวัติศาสตร์ต่อต้านฝรั่งนักล่าอาณานิคม เรื่องเล่ากระแสนี้จึงเป็นผลผลิตของ ร.ศ.112 อย่างชัดเจน</p>
<p>แกนกลางของประวัติศาสตร์ทั้ง 2 กระแสคือ พระมหากษัตริย์ที่เป็นผู้นำของรัฐชาติ ดังนั้นจึงเรียกว่าประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม ซึ่งเคยเสนอไปเมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<h3>(<span style="text-decoration: underline;">สถาบัน) พระมหากษัตริย์</span></h3>
<p>เหล่านี้คือ มรดกสำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน แม้มีความเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่องเหล่านี้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในกรอบเดิมทั้งสิ้น คงเห็นแล้วว่าครอบคลุมมิติหลักๆของรัฐและสังคมไทยปัจจุบันขนาดไหน</p>
<p>มรดกสำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ขอกล่าวถึงเป็นอย่างสุดท้าย เป็นปัจจัยที่ยึดโยงรากฐานของรัฐสมัยใหม่ทุกประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นคือ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์  [ทำไมต้องวงเล็บรอบคำว่า “สถาบัน” จะเข้าใจได้ต่อไป]</p>
<p>ระบบการปกครองใหม่ของจักรวรรดิกรุงเทพฯ อธิปไตยเหนือดินแดนที่แปลงร่างมาจากพระบรมโพธิสมภารขององค์อธิราช ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม พุทธศาสนาของไทย และ สังคมอินทรียภาพที่มีอำนาจทรงธรรมเป็นหัวใจขององคาพยพทั้งหมด รากฐานสำคัญๆในระบบการเมืองและวัฒนธรรมการเมืองของไทยสมัยใหม่ มีพระมหากษัตริย์เป็นปัจจัยร่วม</p>
<p>ภาวะเช่นนี้ไม่น่าประหลาดใจเลย เพราะรากฐานดังกล่าวทั้งหมดถูกก่อร่างสร้างขึ้นโดยชนชั้นนำที่ถือเอาพระมหากษัตริย์เป็นใจกลางของรัฐสังคมสมัยใหม่ของสยามเพื่อประโยชน์ของชนชั้นตน</p>
<p>แต่พระมหากษัตริย์สมัยใหม่ (modern monarchy)  ของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีบทบาทสถานะเปลี่ยนจากยุคสยามเก่าอย่างสำคัญ กล่าวคือนอกจากทรงเป็นสมมติเทพและผู้ทรงบุญบารมีสูงสุดในแผ่นดินตามคติฮินดู-พุทธที่ปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์แล้ว ภารกิจของพระองค์กลับมิใช่เพียงแค่ทรงทศพิธราชธรรมเพื่อให้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์แผ่ปกป้องคุ้มครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้พ้นทุพภิกขภยันตรายนานาชนิดตามคติความเชื่อแต่โบราณ แต่ทรงเป็นผู้นำรัฐบาลผู้บริหารระบบราชการกระทรวงทบวงกรมแบบใหม่ที่มีหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของราษฎร เช่น สร้างถนน คูคลอง น้ำประปาสาธารณูปโภคและการศึกษาแก่ประชาชน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นภารกิจที่รัฐโบราณไม่เคยต้องรับผิดชอบ</p>
<p>ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเหนือกลไกรัฐทั่วทั้งแผ่นดินนี่เองกลับมีความสัมพันธ์กับประชาชนอย่างที่พระมหากษัตริย์สมัยเก่าไม่เคยต้องเผชิญคือ เป็นพระมหากษัตริย์แบบสาธารณะ (public) ถึงแม้จะยังไม่ถูกตรวจสอบจากสาธารณะและอำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของประชาชน แต่พระมหากษัตริย์มาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ (public sphere)  สาธารณชนรับรู้และสื่อสารกันเกี่ยวกับพระองค์ จึงย่อมหนีไม่พ้นวาทกรรมในสังคมเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์</p>
<p>พระมหากษัตริย์ของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีทั้งพระปิยมหาราชของสาธารณชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย และพระมหากษัตริย์ที่โดนสาธารณชนโค่นล้มเป็นครั้งแรก</p>
<p>พระมหากษัตริย์ที่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองท่ามกลางมหาชนชาวสยาม ย่อมออกหัวก็ได้ ออกก้อยก็ได้ เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน จะบังคับให้ประชาชนใช้เหรียญที่มีแต่หัวทั้งสองด้านย่อมไม่ได้เพราะประชาชนรู้ว่าเป็นของปลอมของเก๊</p>
<p>แม้ว่าความไม่พอใจของสาธารณชนคนเมืองจะมีมากจนมีส่วนหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 แต่ทั้งคณะราษฎรและผู้ไม่นิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์อื่นๆ กลับแตะต้องมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มากเท่าไรนัก คณะราษฎรเห็นความล้มเหลวของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัชกาลที่ 6 และ 7 แต่พวกเขาไม่เห็นด้วยซ้ำไปว่ารัชกาลที่ 5 คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ผู้นำคณะราษฎรแทบทุกคนถือเอาพระปิยมหาราชเป็นแบบอย่างกษัตริย์และผู้นำที่พึงปรารถนา ซึ่งไม่ต่างจากความปรารถนาของพวกเจ้าทั้งในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และภายหลัง</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงที่คณะราษฎรกระทำมีความสำคัญและมีผลกระทบมหาศาลในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความกล้าหาญและคุณูปการของคณะราษฎรเป็นสิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ระดับรากฐานยังสืบทอดต่อมา แม้แต่อำนาจฝ่ายเจ้าและบทบาทสถานะพิเศษทางการเมืองของ(สถาบัน)พระมหากษัตริย์ก็ได้รับการรื้อฟื้นในเวลาต่อมา</p>
<p>เมื่อฝ่ายเจ้าฟื้นอำนาจหลังการรัฐประหาร 2490 นั้น พวกเขามีทุนอยู่แล้วในการเมืองวัฒนธรรมและภูมิปัญญา สิ่งที่ฝ่ายเจ้าทำคือ รื้อฟื้นฐานความชอบธรรมที่อิงอยู่กับคติฮินดู-พุทธแต่โบราณ รื้อฟื้นพระมหากษัตริย์อันศักดิ์สิทธิ์ กับสร้างพระมหากษัตริย์ของมหาชนชาวสยาม (popular monarchy) ขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นพยายามแก้ไขคือ แทนที่จะกลับสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์เป็นหัวหน้ารัฐบาลเอง ต้องรับผิดรับชอบเอง ฝ่ายเจ้ากลับออกแบบระบบการเมืองที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ <em><span style="text-decoration: underline;">เหนือ</span> </em>การเมืองในความหมายที่ต่างตรงข้ามกับที่คณะราษฎรพยายามกำหนด นั่นคือ แทนที่จะหมายถึงหลุดพ้นออกไปจากระบบการเมืองอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายเจ้ากลับทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ข้างบนของระบบการเมืองปกติอีกทีหนึ่ง ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นคงเชื่อว่านี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับระบบการเมืองที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีกเพราะมีรัฐบาลเป็นผู้รับสนองความผิดแทน</p>
<p>สถานะเหนือการเมืองชนิดนี้มีกลไกเสริมความมั่นคงไม่ให้ต้องเผชิญการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ ที่สำคัญคือ ทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะละเมิดมิได้ ฟ้องเอาผิดไม่ได้ นี่เป็นการรับเอากลไกทางกฏหมายของฝรั่งมาใช้อย่างผิดฝาผิดตัวเพื่อประโยชน์ของฝ่ายเจ้าเอง (“เลือกสิ่งดี”) กล่าวคือในบางประเทศที่มีกลไกนี้ ก็เพื่อคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทรงทำอะไรเลยทางการเมือง แต่ฝ่ายเจ้าของไทยเอามาใช้เป็นเกราะกำบังพวกกษัตริย์นิยมที่กำลังรื้อฟื้นบทบาทสถานะพิเศษทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง นี่คือภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของ “มาตรา 112” ในปัจจุบัน และเป็นประด็นที่แทบไม่มีใครกล่าวถึงในการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกฏหมายนี้</p>
<p>พระมหากษัตริย์สมัยใหม่แบบใหม่ (“Modern Monarchy 2.0”) นี้เริ่มต้นมากับยุคเผด็จการทหารขนานแท้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยหลัง 2490 เติบโตเข้มแข็งขึ้นภายใต้เผด็จการทหารยุคพัฒนา และบรรลุจุดหมายโดยพื้นฐานเมื่อโค่นเผด็จการทหารลงในปี 2516 ใช้เวลาเสริมสร้างความมั่นคงในเวลา 15 ปีต่อมา ในที่สุดฝ่ายเจ้าก็สามารถสถาปนาพระมหากษัตริย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รักของมหาชนและอยู่ข้างบนของระบบการเมืองได้สำเร็จ นี่คือมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปรับตัวกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในยุคของเรา</p>
<p>ฝ่ายเจ้าคงคิดว่านี่เป็นบทบาทสถานะทางการเมืองที่มั่นคงปลอดภัยที่สุดได้ประโยชน์ที่สุด พวกเขาต้องการให้เป็นแบบนี้ตลอดไป หรือกล่าวอีกอย่างคือ ต้องการให้เป็น “สถาบัน”</p>
<p>แต่บทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์แบบนี้กำลังเผชิญปัญหา ขอย้ำว่าไม่ใช่เพราะพวกล้มเจ้า ทักษิณ หรือนักวิชาการที่ออกมาเตือน แต่เป็นเพราะบทบาทสถานะแบบนี้มีปัญหาในตัวเองที่ไม่มีทางแก้ตกและไม่มีทางอยู่ยั่งยืนได้ตลอดไปอย่างที่ฝ่ายเจ้าปรารถนา  ปัญหาในตัวเองนี้เป็นปัญหาเดียวกันกับที่นำไปสู่ “อวสานของสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เมื่อ 80-100 ปีก่อน ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชบันทึกเมื่อปี 2469ว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมาะสมกับประเทศสยาม “ตราบเท่าที่เรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ดี…ทว่าแนวความคิดนี้เป็นแต่เพียงทฤษฎี&#8230;.ไม่แน่นอนว่าเราจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่ดีอยู่เสมอ” คำกล่าวของพระองค์ ใช้ได้กับบทบาทของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์หลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน</p>
<p>ปัญหาในตัวเองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ทั้งในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และภายหลังมี 2 ประการได้แก่ หนึ่ง บทบาทสาธารณะกับความต้องการอยู่ในสถานะศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้และเป็นที่รักของมหาชนอย่างสัมบูรณ์ ไปด้วยกันไม่ได้ ดังได้อธิบายไปแล้วถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์หลังรัชกาลที่ 5</p>
<p>จะบังคับให้มหาชนชาวสยามใช้เหรียญที่ออกหัวทั้งสองด้าน ไม่มีก้อย จะไปได้นานสักเท่าไรกัน ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีคนร้องเรียนว่าเป็นเหรียญเก๊</p>
<p>อำนาจบุญบารมีแบบพระมหากษัตริย์โบราณไม่อาจกลบเกลื่อนความแตกต่างทางสังคมในการเมืองสาธารณะได้อีกต่อไป จึงไม่มีใครหรือสถาบันใดที่สามารถมีบทบาททางการเมืองโดยไม่ต้องขัดแย้งในทางสาธารณะ ถ้าจะคงสถานะศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่รักของมหาชนได้ยาวนานก็ต้องไม่มีบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>สอง ความฝันของฝ่ายเจ้าที่อยากให้ตัวแบบพระปิยมหาราชกลายเป็นสถาบันไปนานๆโดยไม่ขึ้นกับตัวบุคคล จึงขัดฝืนกับความเป็นจริงดังที่รัชกาลที่ 7 ทรงเล็งเห็น  เมื่อ 100 ปีก่อน ความสำเร็จของพระปิยมหาราชมิได้เป็นผลของแบบแผนหรือความเป็นสถาบันที่ดำรงอยู่ก่อนแต่อย่างใด แถมประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานอยู่แล้วว่าพระมหากษัตริย์แบบพระองค์มิได้กลายเป็นสถาบันพ้นรัชสมัยของพระองค์ พระปิยมหาราชเป็นความสำเร็จของพระองค์และฝ่ายเจ้าร่วมสมัยของพระองค์ ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นคงปรารถนาให้พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์สามารถทรงบทบาทสถานะดังกล่าวได้ พระมหาธีรราชเจ้าทรงเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ดังพระสมัญญานาม แต่ไม่ทรงเป็นอะไรอีกเลยนอกเหนือจากนั้น บรรดาเจ้านายแวดล้อมพระองค์ละทิ้งพระองค์ก่อนมหาชนเสียอีก</p>
<p>ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ฝ่ายเจ้าเองบ่อนทำลายความพยายามของพวกเขาเองโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาด้วยความมักง่ายสายตาสั้น มองไม่เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีผลข้างเคียงที่พวกเขาไม่ประสงค์เสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อ 100 ปีก่อน วี่แววว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีปัญหาเริ่มมาตั้งแต่เจ้าฟ้าวชิราวุธทรงเป็นพระบรมโอรสาธิราช กล่าวคือ ความสำเร็จล้นเหลือของพระราชบิดา (ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม) นั่นเองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระบรมโอรสาธิราชล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ขึ้นครองราชย์  ยิ่งฝ่ายเจ้าประโคมแซ่ซร้องสรรเสริญพระราชบิดาในปลายรัชกาลว่ายิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ไทยที่มีมาก่อน ยิ่งพระราชบิดาเป็นที่เคารพรักเทิดทูนของมหาชน (แม้แต่คณะราษฎรก็เทิดทูน) หรือยิ่งดูเหมือนประสบความสำเร็จมหาศาลเท่าใด ก็ยิ่งทำให้พระราชโอรสมีโอกาสน้อยลงทุกทีที่จะเทียบเคียงความสำเร็จ และยิ่งทำให้ตัวแบบพระราชบิดาหมดหนทางกลายเป็นสถาบัน ผู้นิยมเจ้าจน “เว่อ” คือผู้ปิดประตูอนาคตของเจ้าเสียเอง</p>
<p>นี่เรายังไม่พูดถึงความจริงที่ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเมื่อ 100 ปีก่อนมีคุณสมบัติส่วนพระองค์ที่เจ้านายสมัยนั้นรับไม่ได้ ยิ่งทำให้พระองค์ขาด moral authority และไม่เป็นที่นิยมทั้งในฝ่ายเจ้าเองและต่อสาธารณชน เรียกง่ายๆว่า นอกจากจะเทียบพระราชบิดาไม่ได้แล้ว ตัวพระองค์เองยังเริ่มต้นที่ติดลบอีกด้วย</p>
<p>ความขัดแย้งในตัวเองของบทบาททางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ทั้งสองประการนี้เองที่นำไปสู่อวสานของระบอบการเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์</p>
<p><em>ไม่ใช่พวกเก็กเหม็ง คณะราษฎร ปรีดี หรือพิบูล หรือขบวนการล้มเจ้า</em></p>
<p><em>ความไม่พอใจพระมหากษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ในที่สาธารณะเมื่อ 80-90 ปีก่อน เป็นผลสะท้อนปัญหาในตัวเองของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ต้องการมีพระราชอำนาจทางการเมือง แถมพยายามทำให้สถาวรเป็นสถาบัน แต่กลับเป็นบทบาทสถานะที่ขึ้นกับตัวบุคคล ทั้งหมดนี้ขัดแย้งกันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเมืองแบบสาธารณะ</em></p>
<p>ฝ่ายเจ้าที่ฝันอยากสร้างพระปิยมหาราชขึ้นมาเป็นตัวแบบของ “สถาบัน”พระมหากษัตริย์ยุคหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คงยังไม่ตระหนักว่าพวกเขากำลังสืบทอดมรดกของความขัดแย้งในตัวเอง จนถึงทำลายตัวเองของสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเต็มๆ พวกเขากำลังเผชิญปัญหาเดิมๆแบบเมื่อ 80-100 ปีก่อนแต่ยังไม่ตระหนัก ยังดิ้นขลุกขลักๆในกรอบเดิมๆ เอาแต่โทษคนอื่นเหมือนเดิม มีคนเสนอทางออกให้ก็เล่นงาน ด่าทอไล่ให้ออกไปอยู่นอกประเทศไทยซะ ข่มขู่ ยัดข้อหา จับกุมคุมขังพวกเขาเหล่านั้น</p>
<p>ถ้าเรียนรู้จากอดีตก็จะเห็นการณ์ไกลว่าพวก “รักพ่อ” มากจนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เองกำลังทำให้ปัญหาทับถมหนักหน่วงขึ้นทุกที การทำร้ายด้วยอำนาจรัฐและกฎหมาย ทำใหัทุกอย่างเลวร้ายลง พวกเขากำลังสร้างปัญหาแก่อนาคตของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<h3>การเปลี่ยนแปลง: ชิงสุกก่อนห่าม VS น้อยเกินไปสายเกินการณ์</h3>
<p><em> </em></p>
<p><em>“&#8230; แผนการของข้าพเจ้าถูกคัดค้านโดยพวกอนุรักษ์นิยม รวมทั้งที่ปรึกษาชาวต่างประเทศด้วย &#8230;. ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ประชาชนจะรู้สึกหงุดหงิดและลุกขึ้นจัดการกันเอง&#8230;” (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 30 มิ.ย.2475)</em></p>
<p>แม้แต่ทัศนะคติและวาทกรรมต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยก็อยู่ในกรอบซ้ำๆซากๆ ที่เป็นมรดกจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปฎิกิริยาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ต่อคำกราบบังคมทูลฯ ของกลุ่มเจ้านายให้แก้ไขระบบบริหารราชการแผ่นดิน และต่อพวกที่ต้องการปาลิเม็นต์คือ ทรงเห็นว่าเป็นการพยายามเอาข้าวสาลีมาปลูกในดินสยามที่เหมาะกับข้าวจ้าวเท่านั้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงเห็นว่าพวกที่อยากเห็นสยามเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองหรือเป็นรีปับลิคเป็นเพราะลัทธิเอาอย่าง เมื่อกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยสูงขึ้น ความไม่พอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีมากขึ้น ฝ่ายเจ้าและพวกอนุรักษ์นิยมเห็นว่าเป็นความคิดของพวกหัวนอกไม่กี่คน เป็นประชาธิปไตยแค่รูปแบบ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้จริง ดังนั้นจึงเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” เพราะประชาชนยังไม่พร้อม</p>
<p>ปรากฎการณ์ที่คนบางกลุ่มบางส่วนรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ไวกว่าคนทั่วไปไม่ว่าจะด้วยพลังปัญญาหรือเพราะมีประสบการณ์ก่อนคนอื่น นี่เป็นเรื่องปกติในสังคมทุกแห่งไม่ว่าที่ไหนในโลก คนพวกนี้หากไม่ก่อปัญหากับอำนาจเราเรียกว่าคนเห็นการณ์ไกลมีวิสัยทัศน์ ครั้นท้าทายอำนาจก็เรียกว่าพวกชิงสุกก่อนห่าม คำกล่าวหาดังกล่าวจึงมาจากผู้มีอำนาจที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ</p>
<p>คนที่ไม่พร้อมที่สุดคือคนมีอำนาจที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงซึ่งล้วนมีการศึกษาดีทั้งนั้น</p>
<p>ตรงข้ามกับการชิงสุกก่อนห่ามซึ่งประวัติศาสตร์ไทยแทบไม่กล่าวถึงหรือให้ความสำคัญน้อยมาก ก็คือ น้อยเกินไปสายเกินการณ์ (too little too late)</p>
<p>พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เอง ทรงชี้ให้เห็นว่าฝ่ายเจ้าไม่เข้าใจไม่ตระหนักพอถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้น ไม่เข้าใจความรู้สึกของประชาชน ความพยายามของพระองค์ในการ “รีฟอร์ม” จึงถูกขัดขวางจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และที่ปรึกษาของพระองค์จนในที่สุดก็สายเกินการณ์ ทั้งๆที่การปฎิรูปที่พระองค์ตระเตรียมก็น้อยเกินไปกว่าที่กระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงต้องการอยู่ดี</p>
<p>ทั้งสมัยก่อนและสมัยนี้ ผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถูกหาว่าเป็นคนเลวร้าย มีผู้ชักใย ล้างสมอง จ้างวานมา  “ถูกชักจูงโดยนักปลุกระดมหรือพวกที่ฝันถึงยุคพระศรีอาริย์” ชนชั้นปกครองไม่เคยคิดว่ากระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ประชาชนจึงต้องการระบบการเมืองที่เขามีส่วนตัดสินอนาคตของตนเอง</p>
<p>ทั้งสมัยก่อนและสมัยนี้ การเรียกร้องประชาธิปไตยถูกหาว่าเป็นเรื่องของฝรั่ง ไม่เหมาะกับสังคมไทย “เอาข้าวสาลีมาปลูกในดินของสยาม” เพราะประชาชนยังไม่พร้อม การศึกษายังไม่พอ เรายังคิดว่าประชาธิปไตยเป็นสมบัติหวงห้ามของคนมีการศึกษาเท่านั้น ความเชื่อผิดๆนี้ยังไม่เปลี่ยน ปัญญาชนผู้มีการศึกษายังเชื่ออย่างนี้กันมาก</p>
<p>ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงบัดนี้ ความคิดที่ว่าการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบนโดยพระราชอำนาจเป็นวิธีการที่ดีที่สุดยังคงหนาแน่น ทั้งๆที่โดยปกติเบื้องบนไม่ยอมเปลี่ยนแปลง</p>
<p>สังคมไทยปัจจุบันปัจจุบันยังวนเวียนอยู่กับทัศนะเหล่านี้ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่ามีความพยายามปรับตัวน้อยเสียยิ่งกว่า 80 ปีก่อน แต่กลับปราบปรามหนักยิ่งกว่า 80 ปีก่อนเสียอีก</p>
<p>ทางออกที่สถาวรในระยะยาว ก็คือ เลิกพยายามสืบทอดมรดกที่มาจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เลิกพยายามสร้าง (สถาบัน)พระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทสถานะและความสัมพันธ์การเมืองแบบศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์และอยู่ชั้นบนของระบบการเมือง ก็จะทำให้กษัตริย์ทุกพระองค์ ไม่ว่าจะปรีชาสามารถมากน้อยเพียงใดก็สามารถเป็นที่เคารพรักของมหาชนได้อย่างสนิทใจ</p>
<p>ในด้านตรงข้าม ผู้ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการปฎิวัติอันน่าพิสมัย ก็ควรไตร่ตรองให้จงหนัก แทบไม่มีการปฎิวัติใดๆในโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากโคนอย่างที่กล่าวอ้างกัน แถมการปฎิวัติของมวลชนไม่ได้รุ่งโรจน์อย่างที่คิด</p>
<p>Paradox ของการเปลี่ยนแปลงสังคมขนานใหญ่ คือ พวกก้าวหน้าที่เชื่อว่าตนมีอุดมการณ์ขุดรากถอนโคนมักจะไม่รู้ว่ารากโคนของปัญหาอยู่ตรงไหน ครั้นการปฏิวัติจืดจางลง ระบอบใหม่กับระบอบเก่ามักไม่ต่างกันมากนัก นักปฎิวัติมักจะโทษนั่นนี่ว่าทำไมการปฎิวัติจึงออกนอกลู่นอกทาง แต่ไม่มีการปฎิวัติใดเลยที่อยู่ในลู่ในทาง เพราะลู่ทางที่ปฎิวัติเป็นแค่ความฝันจินตนาการ นอกลู่ทางต่างหากคือความเป็นจริง  แถมการปฎิวัติที่ต้องอาศัยมวลชนกว้างขวาง มักต้องอาศัยแนวความคิดที่ไม่ซับซ้อน มิติเดียวหรือถูกทำให้ง่ายเป็นขาวดำ เพราะแนวคิดลักษณะนั้นจึงจะมีพลังในการเคลื่อนไหวมวลชน ผู้นำปฎิวัติที่เชิดชูกันมักเหมาะกับสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ยกย่องเชิดชูกันไม่ต่างกับยกย่องเจ้า หลายคนลงท้ายประกาศตนเป็นเจ้าเสียเลยจริงๆ เช่น การปฎิวัติฝรั่งเศสลงท้ายก็ได้จักรพรรดิองค์ใหม่เมื่อกระแสปฎิวัติจางหายไป</p>
<p>สังคมมนุษย์กว้างใหญ่ซับซ้อนเกินกว่าการปฎิวัติยกเดียวจะเปลี่ยนแปลงได้มากอย่างที่มักคิดฝัน มนุษย์ปุถุชนไม่ว่าเจ้าหรือนักคิดนักปฎิวัติต่างมีข้อจำกัดเกินกว่าจะแบกรับความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่เกินตัว  คุณูปการที่น่าสรรเสริญใดๆลงท้ายไม่พลิกแผ่นดินมากอย่างที่คิดเมื่อมองจากมิติเวลาที่กว้างไกลทางประวัติศาสตร์</p>
<p>การชิงสุกก่อนห่ามสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากชนชั้นนำผู้มีอำนาจยอมปรับตัวไม่น้อยเกินไปไม่สายเกินการณ์ สภาวะ “สุก” เร็วไปเป็นผลของการกดขี่ปราบปรามโดยชนชั้นนำผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ผลของการปลุกปั่นจ้างวาน การใช้มาตรา 112อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และการปราบปรามด้วยความรุนแรงนั่นแหละที่เร่งบ่มให้สถานการณ “สุก” เร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ “เปิดประตู” เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม</p>
<p>หยุดใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ขจัดบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหนก็ตาม</p>
<p>หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พระมหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฝ่ายเจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>* ธงชัยกล่าวปาฐกถา ในงานแสดงมุทิตาจิต &#8216;ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&#8217; ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2554</p>
<p>ที่มา : <a title="ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน" href="http://www.prachatai.net/journal/2011/05/34433" target="_blank">http://www.prachatai.net/journal/2011/05/34433</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<fb:share-button href="http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a2/" type="box_count"></fb:share-button>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tonkla.org/2011/05/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.chupitchtv.com/sites/default/files/media/20110507-ck70-5.flv" length="218960043" type="video/x-flv" />
		</item>
	</channel>
</rss>

