เรื่องมันๆ มีไว้สนทนา

3

“เราต้องการเสรีภาพในการอ่าน เพราะเสรีภาพในการอ่าน เป็นพื้นฐาน ความเป็นมนุษย์ในสังคมอารยะ”

แถลงการณ์นักอ่าน

“เราต้องการเสรีภาพในการอ่าน เพราะเสรีภาพในการอ่านเป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ในสังคมอารยะ”

ร่วมสนับสนุนนักเขียนที่ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112ฯ

 

สืบเนื่องจากการจับกุมดำเนินคดีกับคนจำนวนมากในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งโดยปิดลับและเปิดเผย ได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและเลือกที่จะเงียบของคนในสังคม กระทั่งเมื่อกลุ่มนักเขียนออกมาเคลื่อนไหวลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง กลับเกิดกระแสข่าวเผาหนังสือ การล่าแม่มด การโจมตีใส่ไคล้นักเขียนกว่า 300 คนที่ร่วมลงชื่อดังกล่าว เราในฐานะนักอ่านทั้งเสรีชนทั้งคนในวงการหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่ง เรามีความเห็นว่า

ประการแรก นักเขียนที่ร่วมลงชื่อมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นและแสดงความกังวลต่อการจำกัดเสรีภาพของเพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม

ประการที่สอง การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเขียนเป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย การยัดเยียดข้อกล่าวหาหรือจัดกลุ่มแบ่งพวกโดยอาศัยการเมืองของการแบ่งสีแบ่งขั้ว ไม่อาจช่วยให้สังคมข้ามพ้นไปสู่การถกเถียงอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

เราจึงขอเรียกร้องให้เพื่อนนักอ่านได้ใช้วิจารณญาณใคร่ครวญการกระทำของกลุ่มนักเขียนที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและสังคมไทยเป็นสำคัญ เราหวังว่าเพื่อนนักอ่านจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของลัทธิคลั่งชาติคลั่งสถาบันฯ อย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะเราเชื่อว่านักอ่านมีวุฒิภาวะพอจะพิจารณาปัญหาทั้งปวงด้วยใจเป็นกลางและเป็นธรรม

ที่สำคัญยิ่งกว่า เราในฐานะนักอ่านมองเห็นปัญหาของการใช้มาตรา 112 มาจำกัดเสรีภาพในการพิมพ์เผยแพร่ มีหนังสือจำนวนมากที่ตีพิมพ์แต่ไม่อาจเผยแพร่เพราะถูกกล่าวหาว่าเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มิพักว่าการวินิจฉัยหรือตีความว่าข้อความในหนังสือเล่มใดผิดกฎหมายดังกล่าวกระทำไปโดยไม่มีมาตรฐานใดๆ ชัดเจน

เพื่อนนักอ่านจำนวนมากอาจยังไม่รู้ว่าที่ผ่านมามีการจับกุมดำเนินคดีกับผู้จัดพิมพ์หนังสือจำนวนไม่น้อย นับตั้งแต่การดำเนินคดีกับ ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสาร ฟ้าเดียวกัน การจับกุม สมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ในฐานะแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย  การจับกุม บัณฑิต อานียา นักเขียนนักแปลซึ่งนำเอกสารที่เขียนและทำสำเนาขึ้นเองไปจำหน่ายในงานสัมมนา เป็นต้น หรือกรณีล่าสุดที่มีการจับกุมชายชาวอเมริกันที่นำลิงก์หนังสือ “The King Never Smiles” ใส่ไว้ในบล็อกส่วนตัว โดยหนังสือเล่มดังกล่าวถูกสั่งห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรเนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของไทย เช่นเดียวกับหนังสือ “The Revolutionary King” ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2544 ก็ไม่ผ่านการตรวจพิจารณานำเข้ามาในประเทศไทยเช่นกัน

ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามีการจับกุมดำเนินคดีกับบรรดาคนขายหนังสือเล่มที่ถูกระบุว่าเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คนขายหนังสือเหล่านั้นล้วนเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยทำมาหากินสุจริตแต่กลับถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 ซึ่งระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

กฎหมายมาตรา 112 มีปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่รองรับความชอบธรรมของกฎหมายดังกล่าวก็คือจารีตที่ฝังลึกอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยโดยไม่เคยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้มาตรานี้กลายเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกให้ผู้คนจำนวนมากพร้อมใจกันมาลงประชาทัณฑ์ผู้ละเมิดจารีตนี้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

มีหนังสือจำนวนมากที่ถูก “ต้องห้าม” ถูก “ห้ามอ่าน” นักอ่านต้องลงใต้ดินเพียงเพื่อจะได้อ่านหนังสือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เพื่อวิวาทะทางปัญญา  ไม่เพียงหนังสือ หากแต่บทความ บทวิจารณ์ หรือข้อเขียนอื่นใดก็ตามที่ “จาบจ้วงล่วงเกิน” ต่อจารีตทางความคิดอันศักดิ์สิทธิ์นี้กลับต้องถูกเซ็นเซอร์ ห้ามเผยแพร่

เราอยากบอกผู้มีอำนาจทั้งหลายในบ้านเมืองนี้ ว่านักอ่านทุกคนล้วนมีวิจารณญาณของตนเอง การสั่งห้ามอ่าน ห้ามตีพิมพ์ ห้ามเผยแพร่ การบล็อกเว็บไซต์ การลบความเห็นในกระดานข้อความต่างๆ เท่ากับจำกัดเสรีภาพความเป็นมนุษย์ของนักอ่านอย่างร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้นวัฒนธรรมแบ่งปันกันอ่านในเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นช่องทางการต่อยอดความรู้ที่ไม่พึงถูกจำกัดเสรีภาพใดๆ ทั้งสิ้น

นักอ่านทุกคนมีเสรีภาพที่จะได้อ่าน มีสิทธิที่จะได้รับรู้ว่าเหตุใดจึง “ห้ามอ่าน” และสุดท้ายสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ได้อ่านอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการวิวาทะอันจะนำไปสู่การประเทืองปัญญาต่อไป

หากนักเขียน นักแปล และบรรณาธิการถูกจำกัดเสรีภาพแล้วไซร้ นักอ่านเท่ากับถูกจำกัดเสรีภาพไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และยิ่งไม่อาจร้องแรกแหกกระเชอแก่ผู้ใดได้หากนักเขียนต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในงานเขียน ยังไม่นับต้นทุนความรู้ที่เหล่านักอ่านต้องสูญเสียไปจากการไม่ได้อ่าน

เราในฐานะนักอ่านอยากเรียกร้องเพื่อนนักอ่านให้ออกมารวมพลังแสดงความสนับสนุนนักเขียนที่ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขมาตรา 112ฯ  พร้อมตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่นักอ่านพึงมีในสังคมประชาธิปไตย

กล่าวถึงที่สุด การพิมพ์หนังสือคือการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทั้งทางความคิดและสังคมฉันใด การจำกัดเสรีภาพในการพิมพ์ โพสต์ เขียน อ่าน ย่อมเป็นการทำลายความคิดและสังคมอย่างถึงรากถึงโคนฉันนั้น

(ร่วมลงชื่อได้ที่ http://www.ipetitions.com/petition/readers_june192011/)

  1. พัชรี อังกูรทัศนียรัตน์
  2. วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์
  3. รวินทร์ คำโพธิ์ทอง
  4. ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
  5. นีรนุช เนียมทรัพย์
  6. สรญา เบญจเวชอำรุง
  7. เอื้อบุญ จงสมชัย
  8. กิตติชัย งามชัยพิสิฐ
  9. อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ

 

0

การเลือกตั้ง คือการปฏิรูปการเมือง : มติชนออนไลน์

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

การเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย แต่การเลือกตั้งจะไม่นำมาซึ่งความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ฉะนั้นจึงไม่เป็นหลักประกันว่าจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย และไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่จะนำมาซึ่งความสุจริตของผู้บริหาร หรือนำมาซึ่งการปฏิรูปการเมือง (เพราะการปฏิรูปเป็นกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่เรื่องที่นักปราชญ์จะมานั่งประชุมกันแล้วกำหนดให้คนอื่นปฏิรูปการเมือง)

แต่การเลือกตั้งมีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงนี้อย่างยิ่ง

เพราะการเลือกตั้งจะนำมาซึ่ง “สิทธิธรรม” และ “อาญาสิทธิ์” ขอประทานโทษที่ต้องขยายความเป็นภาษาอังกฤษว่า legitimacy และ authority อันเป็นสองอย่างที่ถูกทำให้คลอนคลายไปในเมืองไทย นับตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 และมลายหายสูญไปโดยสิ้นเชิงโดยรัฐประหารครั้งนั้น

สิทธิธรรม ไม่ใช่ความถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นความเห็นชอบของผู้คนว่าอำนาจที่มีและใช้อยู่นั้น เป็นอำนาจที่ต้องยอมรับ แม้จะเห็นว่าได้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ผิด แต่ก็ยังยอมรับอำนาจนั้น คนที่เห็นว่าใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ย่อมหาหนทางที่ชอบธรรมต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจใช้อำนาจไปในทางที่ผิด หากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ คือมีคนเชื่อถือหรือเห็นด้วยมากๆ สิทธิธรรมของผู้ปกครองซึ่งแม้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เริ่มสั่นคลอน เพราะผู้คนไม่ได้เห็นว่าใช้อำนาจไปในทางที่ผิดอย่างเดียว แต่เริ่มเห็นว่าอำนาจที่มีอยู่ก็ไม่น่ายอมรับด้วย

ผู้ที่ต่อต้านทักษิณ ในปลายสมัยพรรค ทรท. ประสบความสำเร็จ ไม่แต่เพียงทำให้คนจำนวนมากเห็นด้วยว่า ทักษิณใช้อำนาจไปในทางที่ผิด แต่ยังทำให้เห็นว่า แม้แต่สิทธิธรรมของทักษิณในฐานะนายกฯ ก็ไม่น่ายอมรับด้วย จึงพากันสนับสนุนการตีความ ม.7 ของรัฐธรรมนูญปี 40 ไปในทางที่จะขจัดทักษิณออกไป

อำนาจที่วางอยู่บนรากฐานของสิทธิธรรม ทำให้เกิดอาญาสิทธิ์ คืออำนาจซึ่งใครๆ ก็ยอมรับ อาจจะออกมาในรูปของกฎหมาย, ประเพณี, ความเคารพนับถือต่อบุคคลหรือสถาบัน, อำนาจดิบ หากผู้คนยอมรับว่าอำนาจดิบเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาทางการเมือง ฯลฯ อาญาสิทธิ์หรืออำนาจอันเป็นที่ยอมรับนั้นเป็นอำนาจใหญ่มาก ไม่ค่อยมีใครกล้าสู้ เพราะเท่ากับสู้กับสังคมทั้งหมด ไม่ใช่สู้กับเจ้าหน้าที่เป็นคนๆ ไป

ทั้งสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ล้วนดิ้นได้ทั้งคู่ แต่ไม่ได้ดิ้นด้วยความกะล่อนอย่างเดียวกับที่เราคุ้นเคยกับนักการเมืองนะครับ แต่ดิ้นได้ตามความเปลี่ยนแปลงในสังคม สมัยหนึ่ง ตำแหน่งหรือสถาบันใดเคยเห็นว่ามีสิทธิธรรม แต่อีกสมัยหนึ่ง ก็ไม่เห็นว่ามีเสียแล้ว

เมื่อสิทธิธรรมดิ้นได้ อาญาสิทธิ์ก็ดิ้นได้ หลังการรัฐประหาร 2549 มีคนจำนวนมากอย่างเหลือล้นในสังคมไทย ไม่ได้ยอมรับว่ากองทัพมีสิทธิธรรมใดๆ ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง แม้ว่ากองทัพยังมีอำนาจดิบเท่าเดิม ถ้าผู้นำกองทัพไม่เข้าใจ กลับไปคิดว่าตัวมีอาญาสิทธิ์ที่จะมาก้าวก่ายทางการเมืองมากเท่าไร ก็ยิ่งทำลายกองทัพเองมากขึ้นเท่านั้น ทำลาย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าใครเขาจะไปยึดเอารถถังกลับคืนมา แต่หมายความว่า แม้แต่การใช้อำนาจอันมีกฎหมายรองรับของกองทัพในเรื่องอื่นๆ เช่น ไปรบกับปัจจามิตร ก็ยังมีคนสงสัยว่ากำลังหาประโยชน์ใส่ตนหรือเปล่า

ถ้าอาญาสิทธิ์ของอะไรก็ตาม ดิ้นหายไปหมด ในที่สุดก็เหลือแต่อำนาจดิบ ไม่มีสังคมใดๆ แม้แต่สังคมของมนุษย์ถ้ำ ที่อาจบริหารจัดการได้ด้วยอำนาจดิบล้วนๆ

ความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดให้เห็นในเมืองไทยตั้งแต่ช่วง 2549 จนถึงทุกวันนี้ แสดงให้เห็นว่าสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ในสังคมไทยของทุกกลไกได้มลายหรือหมดพลังลงแล้ว ยากจะสถาปนาสิทธิธรรมให้กลับคืนมาง่ายๆ โดยหันกลับไปใช้อาญาสิทธิ์อย่างเข้มงวดกวดขัน เช่นบังคับใช้กฎหมาย, ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน, ใช้ พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, ปิดเว็บไซต์, ปิดสื่อ, ใช้ ม.112 ฯลฯ ก็ไม่บังเกิดผลแต่อย่างใด เพราะอาญาสิทธิ์ต้องตั้งอยู่บนสิทธิธรรม เมื่อคนจำนวนมากไม่เห็นว่าผู้ใช้อำนาจมีสิทธิธรรม สิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นอาญาสิทธิ์ก็ไม่เป็นอาญาสิทธิ์อีกต่อไป เป็นได้แค่อำนาจเถื่อนที่มีตัวอักษรรองรับไว้ในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

หนทางเดียวที่จะนำภาวะปรกติ (ปรกติเฉยๆ นะครับ ไม่ใช่ปรกติสุข) กลับคืนมาสู่สังคมไทยได้ คือ สร้างสิทธิธรรมปฐมภูมิขึ้นก่อน และแม้ไม่มีความหวังใดๆ ให้แก่การเลือกตั้งมากนัก แต่ก็มีฉันทามติค่อนข้างชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องจัดให้มีเลือกตั้งใหญ่ การเลือกตั้งจะนำมาซึ่งรัฐบาลซึ่งอาจไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่เป็นรัฐบาลที่มีสิทธิธรรมอย่างชัดเจน เพราะได้รับการสนับสนุนด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้ง

อย่างน้อยสถาบันแรกที่มีสิทธิธรรมอันยากจะปฏิเสธคือ รัฐบาล ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากต้องการจะหลุดพ้นจากสภาวะ “อปรกติ” ที่เผชิญอยู่ ก็เป็นภาระของสังคมไทยที่จะต่อต้านหรือสนับสนุนรัฐบาลใหม่ ด้วยสิทธิเสรีภาพอันมีกฎหมายรองรับต่างๆ สิทธิเสรีภาพเหล่านี้เป็นอาญาสิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย และต้องทวงกลับคืนมา อย่ายอมให้ถูกทำหมันไปอีก เพราะปราศจากสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ สิทธิธรรมของรัฐบาลเองก็จะคลอนคลายลงด้วย

จากจุดเริ่มต้นแห่งสิทธิธรรมเช่นนี้ สังคมมีช่องทางที่จะร่วมกันสถาปนาอาญาสิทธิ์ขึ้นในสังคมไทยใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ต้องเตือนว่าสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์ที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ อาจไม่เหมือนเดิมไปหมดทุกอย่างก็ได้ คงต้องมีการต่อสู้กันโดยครรลองของระบอบประชาธิปไตย อาจจะอย่างเข้มข้นในบางกรณี ระหว่างกลุ่มคน, สถาบัน, องค์กร ที่เคยได้เปรียบในระบอบสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์แบบเดิม กับกลุ่มคนที่ต้องการปรับเปลี่ยนระบอบสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์เสียใหม่ แต่ไม่เป็นไร ในที่สุดก็ต้องลงตัวที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วเราก็จะกลับไปสู่ความปรกติได้ ซึ่งแน่นอนว่ายังมีความขัดแย้งกัน เพียงแต่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการยอมรับสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ร่วมกันเท่านั้น

หลังจากเก้าสิบกว่าชีวิต และการบาดเจ็บอีกกว่าสองพัน (หลายรายในนั้นถูกหมายให้ตายแล้ว แต่เพราะยิงไม่แม่น หรือดวงดี หรืออะไรก็แล้วแต่) เราก็ได้มาถึงจุดที่เป็นทางออกของสังคมร่วมกัน นั่นคือการเลือกตั้งใหญ่ ในความมืดมนหลายปีที่ผ่านมา การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกในช่วงนี้ ใครก็ตามที่พยายามขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะคิดสั้น, เพราะหวงอำนาจ, เพราะกลัวพวกกูแพ้, เพราะเกลียดมึง, หรือเพราะเหตุใดก็ตาม กำลังทำลายประเทศให้ย่อยยับหนักลงไปอีก

แม้กระนั้น ผมก็ไม่ปฏิเสธว่าพลังที่จะขัดขวางการเลือกตั้ง หรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งยังมีอยู่ และเครื่องมือสำคัญคือกองทัพ ซึ่งอาจลุกขึ้นยึดอำนาจก่อนการเลือกตั้งด้วยหน้ามืดหรือหลังการเลือกตั้งด้วยมืดหน้าก็ได้ บังเอิญได้เห็นบ.ก.ลายจุด ทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารที่หน้าธนาคาร เชิญชวนให้ประชาชนแต่งชุดดำถอนเงินจากธนาคาร หากเกิดรัฐประหารขึ้น

ด้วยความเคารพต่อท่าน บ.ก.ลายจุด ผมเกรงว่าทำแค่นี้จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ เพราะผู้ถือบัญชีธนาคารรายย่อยๆ อย่างพวกเรา ถึงมีมากแต่ถอนมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน (แม้มีมูลค่าไม่ถึง 50,000 บาทต่อบัญชีก็ตาม) ผมจึงอยากเรียน เสนอมาตรการเพิ่มเติมในการต่อต้านรัฐประหาร แต่เป็นข้อเสนอที่ปลอดจากการถูกจับหรือติดคุก (ตามรสนิยมส่วนตัวของผม) ด้วยนะครับ

จุดมุ่งหมายคือ ทำให้ความไร้ระเบียบปรากฏอย่างชัดเจนจนกระทั่ง สิ่งที่คณะรัฐประหารพยายามสถาปนาให้เป็นอาญาสิทธิ์กลายเป็นอำนาจดิบอย่างชัดเจน ฉะนั้นควรทำเพิ่มเติมดังนี้

1.รัฐประหารวันไหน ก็ขอลาป่วยทันที ลูกก็ลาป่วยด้วย ไม่ต้องไปโรงเรียน คณะรัฐประหารอาจสั่งหยุดงานในวันรุ่งขึ้นเพราะกลัวสับสน ก็ยิ่งดีเพื่อจะได้สามารถทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารได้โดยไม่เสียวันลา

2.คนมีรถยนต์เอารถออกมาในถนน พาลูกเมียไปขับรถเล่น เตรียมข้าวกล่องและน้ำไปด้วย ขับชมกรุงหรือชมเมืองไปเรื่อยๆ เพื่อให้รถติดชนิดจลาจลไปเลย คนไม่มีรถก็ควรขึ้นรถเมล์ บอกกระเป๋าที่มาเก็บเงินว่าไม่มีตังค์จ่าย ขอลงป้ายหน้า แล้วก็ขึ้นคันใหม่ไปเรื่อยๆ หากเบื่อการขับรถหรือขึ้น-ลงรถเมล์ ก็ไปเที่ยวตามแหล่งที่นักท่องเที่ยวชอบไป นับตั้งแต่วัดแจ้ง, พระพรหมเอราวัณ, พารากอน, อะไรก็ได้ ให้มันแน่นขนัดจนแทบเดินไม่ได้

รถก็ยิ่งติดมากขึ้น และสับสนวุ่นวายจนกระทั่ง ธุรกิจของคนที่เฉยๆ กับการรัฐประหารหรือสนับสนุนการรัฐประหารดำเนินไปแทบไม่ได้

3.โทรศัพท์ร้องเรียนกองอำนวยการของคณะรัฐประหารทุกเรื่อง นับตั้งแต่แขกที่มาขอพักที่บ้านไม่ยอมกลับสักที ไปจนถึงเพื่อนบ้านตดเหม็น หรือถามคำถามโง่ๆ เช่น แล้วจะยังมีการเลือกตั้งอีกไหมเนี่ย, ทหารจะเปลี่ยนเครื่องแบบให้สวยกว่าเก่าไหม ฯลฯ ได้ทั้งนั้น

4.อันนี้เสี่ยงหน่อยนะครับ แอบติดป้ายประณามการรัฐประหารมากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะปลอดภัย ส่งข้อความผ่านลูกโป่งสวรรค์ก็ได้ ส่งเอสเอ็มเอสก็ได้ แต่ต้องทำให้จับผู้ส่งไม่ได้ด้วย กระดานข่าวออนไลน์นั่นก็เหมาะ วางใบปลิวในห้องน้ำ ส่งจดหมายลูกโซ่ ถ้าใจกล้ากว่านี้ ก็เอาป้ายไปแอบแปะไว้ที่ก้นนายทหารที่ถูกรุมล้อมสัมภาษณ์

5.บอยคอตสินค้าเจ้าที่เชียร์รัฐประหาร โดยเฉพาะสินค้าที่ขายได้เพราะความเคยชิน ไม่ใช่เพราะมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่ง เช่น บะหมี่สำเร็จรูป หนังสือพิมพ์, โทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ อย่าซื้อ, อย่าดู, ใครให้โฆษณาแก่สื่อเหล่านี้ก็ขู่ว่าจะบอยคอตตามไปด้วย

ผมอยากเรียนเสนอ บ.ก.ลายจุดว่า คิดต่อไปเถอะครับ มีอะไรดีๆ ที่ประชาชนธรรมดาก็มีอำนาจดิบที่สามารถต่อต้านการใช้อำนาจดิบของกองทัพได้เยอะแยะกว่านี้อีก เพื่อแสดงให้เขาเห็นตั้งแต่วันแรกว่า มึงได้ทำให้บ้านเมืองเละเทะอย่างไร เพราะความบ้าอำนาจของมึง

ที่มา : การเลือกตั้ง คือการปฏิรูปการเมือง : มติชนออนไลน์.

1

′เมื่อนักฆ่าฆ่านักฆ่า′

ชาวอเมริกันฉลองการสังหารบิน ลาเดน หน้าทำเนียบขาว

ชาวอเมริกันฉลองการสังหารบิน ลาเดน หน้าทำเนียบขาว

โดย เกษียร เตชะพีระ

ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ฮิ้วของชาวอเมริกันและผู้นำโลกตะวันตกต่อการบุกสังหารโอซามา บิน ลาเดนผู้ก่อตั้งและแกนนำเครือข่ายอัลเคด้า “ขณะไม่มีอาวุธในมือ” พร้อมพรรคพวกบริวาร ณ ที่หลบซ่อนในปากีสถาน โดยหน่วยทหารปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ข้อพินิจพิจารณาเหตุการณ์ดังกล่าวที่ลุ่มลึกแหลมคมบาดใจในความเห็นของผม มาจาก อัลลัน แนน นักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันแห่งนิตยสาร The Nation ผู้โด่งดังจากการเปิดโปงระบอบเผด็จการในหลายประเทศซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ โดยเฉพาะกรณีเผด็จการทหารซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซียฆ่าหมู่ชาวติมอร์ตะวันออกที่เมืองดิลีในปี ค.ศ.1991 จนตัวเขาเองเคยถูกเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียทุบตีด้วยพานท้ายปืนเอ็ม 16 จนกะโหลกร้าว, จับกุมคุมขังและห้ามเข้าประเทศ ข้อเขียนเชิงสืบสวนของอัลลัน แนน เกี่ยวกับกัวเตมาลา, เอลซัลวาดอร์, เฮติ ฯลฯ ทำให้เขาได้รางวัลดีเด่นในวงการหนังสือพิมพ์ของอเมริกาหลายรางวัล (ดูเว็บไซต์ของเขาที่ www.allannairn.com) (more…)

0

ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน

ธงชัย วินิจจะกูล

ธงชัย วินิจจะกูล

“ การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ ‘เปิดประตู’ เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม

หยุดใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ปล่อยคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ปล่อยคุณดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และคนอื่นๆ

ขจัดบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหนก็ตาม

หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย

พระมหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป

ฝ่ายเจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว”

ธงชัย วินิจจะกูล

 

(more…)

0

“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน)

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

ความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง “การเสียดินแดน” วางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ 4 ประการ

1. เข้าใจผิดว่า รัฐสมัยเก่า (ก่อนศตวรรษที่ 20) ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่

ความจริง – รัฐสมัยเก่าไม่ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าเป็นเรื่องของเจ้าที่มีอำนาจมากถืออำนาจบาตรใหญ่เหนือเจ้าที่มีอำนาจน้อยกว่า ลดหลั่นเป็นลำดับชั้นกันลงไป คือ เป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อนั่นเอง เจ้าพ่อรายใหญ่ย่อมเรียก “ค่าคุ้มครอง” จากเจ้าพ่อรายเล็กกว่าในรูปของส่วยสาอากรผลประโยชน์ต่างๆและไพร่พล จากนั้นเจ้าพ่อทั้งรายใหญ่รายเล็กก็ไปขูดรีดเอากับไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตนอีกทอดหนึ่ง

อำนาจของเจ้าพ่อรายเล็กจึงอยู่ที่อำนาจเหนือไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อำนาจของเจ้าพ่อรายใหญ่จึงอยู่ที่อำนาจเหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยนี้ยังไม่มี อำนาจขององค์อธิปัตย์หมายถึงอำนาจเหนือคน คือ เหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตชัดเจน บางทีก็มีบางทีก็ไม่มี ไพร่ฟ้าจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหนก็ยังถือว่ายังอยู่ใต้อำนาจของเจ้าองค์เดิม หรือที่เรียกว่า “ใต่ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ของเจ้าองค์เดิม

“ดินแดน” ที่รัฐสมัยเก่าหวงแหนสุดขีดคือเมืองและวัง เพราะหมายถึงอำนาจของเจ้าพ่อ รัฐสมัยเก่าไม่หวงแหนชายแดน ยกให้เป็นของขวัญแก่ฝรั่งอังกฤษมาแล้วก็มี

2. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของรัฐเจ้าพ่อใหญ่


ความจริง – เจ้าพ่อรายเล็กที่ยอมเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ยังคงมีอำนาจเหนือเมือง วัง ไพร่ฟ้าข้าไทและเขตอิทธิพลของตน เพียงแต่ไม่ถือว่าเป็น “อิสระ” (คำว่า “อิสระ” แต่เดิมหมายถึงเป็นใหญ่สูงสุด ความหมายเพิ่งเปลี่ยนเป็น independence พร้อมๆกับรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง) จะถือว่าเป็น “อิสระ” ได้ยังไงในเมื่อยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐเจ้าพ่อใหญ่ แต่การสวามิภักดิ์มิได้หมายถึงตกเป็นสมบัติของรัฐเจ้าพ่อใหญ่แต่อย่างใด เพียงหมายถึงยอมอยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ “ความคุ้มครอง” ของเจ้าพ่อรายใหญ่กว่าและยอมจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ตามที่เจ้าพ่อรายใหญ่เรียกมาเท่านั้นเอง

“เขตอิทธิพล” หรือดินแดนที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนของเมืองขึ้นหรือประเทศราชจึงไม่ใช่สมบัติของเจ้าพ่อรายใหญ่ แต่แน่นอนว่าเจ้าพ่อใหญ่อย่างเจ้ากรุงเทพฯย่อมถือว่าประเทศราชเป็นสมบัติของตน

ทัศนะที่ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ เช่น สุโขทัยเป็นเจ้าของทั้งแหลมมลายู จึงเป็นทัศนะประวัติศาสตร์แบบเจ้าพ่อใหญ่ เช่น เจ้ากรุงเทพฯ เจ้าอังวะ หงสา ฯลฯ แต่ทว่าไทย/สยามที่เป็นรัฐแบบชาติสมัยใหม่กลับรักษาทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯและยกให้เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย ประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็น “ราชาชาตินิยม” คือไม่ใช่แค่ชาตินิยมอย่างประเทศอื่น แต่เป็นชาตินิยมที่คิดแบบเจ้ากรุงเทพฯ เช่น ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ

3. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นหรือประเทศราชหนึ่งย่อมขึ้นต่อเจ้าพ่อรายใหญ่เพียงรายเดียว เมืองขึ้นของสยามย่อมขึ้นต่อสยามเท่านั้น ดังนั้นดินแดนประเทศราชย่อมเป็นของประเทศสยามแต่ผู้เดียว


ความจริง – ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯแทบทั้งหมดในประวัติศาสตร์เป็นเมืองขึ้นของเจ้าพ่อใหญ่รายอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น พม่า (อังวะ หงสาวดี) และเวียดนาม (เว้ ตังเกี๋ย) เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าแบบเจ้าพ่อนั้น รัฐเล็กๆถือว่ายอมอ่อนน้อมต่อเจ้าพ่อใหญ่ดีกว่าโดนเจ้าพ่อลงโทษ ครั้นเจ้าพ่อใหญ่หลายรายมาเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็ยอมซะเท่าที่ยังพอทนไหว (หากทนไม่ไหวค่อยฟ้องเจ้าพ่อ ก. ให้มาจัดการกับเจ้าพ่อ ข.) ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯเป็นประเทศราชของ 2-3 เจ้าพ่อใหญ่ในเวลาเดียวกัน เจ้ากรุงเทพฯมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รู้ข้อนี้ดีว่าประเทศราชไม่เคยขึ้นต่อสยามแต่ผู้เดียว

ดังนั้น ขอบข่ายอำนาจของเจ้าพ่อใหญ่อย่าง สยาม พม่า เวียดนามจึงซ้อนทับกันเป็นแถบเบ้อเริ่ม เพราะต่างมี่ประเทศราชร่วมกัน อำนาจซ้อนทับแบบนี้ไม่เป็นปัญหาต้องแบ่งปันกันหรือรบราฆ่ากันเพราะทุกรัฐ สมัยเก่าขอแค่ประเทศราชยอมสวามิภักดิ์และจ่ายค่าคุ้มครองสม่ำเสมอเป็นใช้ได้

แต่ครั้นทุกรัฐรับธรรมเนียมสมัยใหม่จากฝรั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือดินแดนแบบซ้อนทับอีกต่อไป และถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องแย่งชิงกันว่าดินแดนของประเทศราชเป็นของใครกันแน่แต่ผู้เดียว ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การพยายามแข่งขันกันช่วงชิงดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว กรณี “เสียดินแดน” คือผลของการแย่งชิงกันแล้วสยามแพ้ สยาม“ไม่ได้ดินแดนมาเป็นของสยามแต่ผู้เดียว” ฝรั่งชนะจึงได้ไป

ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของรัฐไทยสมัยใหม่จึงแย่ยิ่งกว่าเจ้ากรุงเทพฯแบบก่อนศตวรรษที่ 20 เสียอีก คือ หลงคิดว่าประเทศราชเป็นของตนแต่ผู้เดียวมาแต่โบราณ ครั้นแย่งดินแดนประเทศราชกันแล้วแพ้เขา จึงเรียกว่า “ไทยเสียดินแดน”

4. เข้าใจผิดว่า ดินแดนของรัฐสมัยเก่ากำหนดชัดเจนแน่นอนว่าตรงไหนของใคร จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยเสียดินแดนไปกี่ครั้งกี่ตารางกิโลเมตร


ความจริง – จากที่อธิบายมาข้างต้นคงเห็นแล้วว่า อำนาจดินแดนของรัฐสมัยเก่ามีทั้งซ้อนทับกันและโดยมากไม่กำหนดขอบเขตดินแดนชัดเจน ดินแดนของรัฐสยามสมัยใหม่ที่ชัดเจนมีเส้นเขตแบ่งปันเพิ่งเกิดขึ้นมาก็ต่อเมื่อแย่งชิงกันจบด้วยกำลังทหาร (ซึ่งสยามสู้ฝรั่งไม่ไหว) สยามจึงไม่เคยเสียดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน
ในเมื่อไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช ไม่เคยเป็นเจ้าพ่อใหญ่แต่ผู้เดียวด้วยซ้ำไป แถมอำนาจเหนือดินแดนไม่มีขอบเขตชัดเจน การ “เสียดินแดน” แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการเสียอำนาจแบบเจ้าพ่อแบบโบราณ คือ ไม่สามารถอวดอ้างความเป็นอธิราชได้อีกต่อไป เรียกให้เขาอ่อนน้อมไม่ได้แล้ว เรียกเก็บผลประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน ในจารีตแบบรัฐราชาธิราชหรือรัฐเจ้าพ่อแบบสมัยเก่านั้น นี่เป็นการเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินอย่างที่สุดประเภทหนึ่ง ความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯจึงเป็นเรื่องของการที่พระองค์เสียพระเกียรติยศอย่างสาหัส ไม่ใช่การ “เสียดินแดน” ในแบบที่เราวัดกันออกมาได้เป็นตารางกิโลเมตร

กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่องการ “เสียดินแดน” มีองค์ประกอบทางปัญญาสำคัญ 2 ประการ คือ


1.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราชมาแต่โบราณซึ่งเป็นทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯ และต้อง ถือเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของตนด้วย

2.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวแบบชาตินิยมของรัฐชาติสมัยใหม่

องค์ประกอบทั้งสองประการเริ่มประมวลเข้าด้วยกันวาทการวาทกรรมการ “เสียดินแดน” โดยฝีมือของนักชาตินิยมอย่างหลวงวิจิตรวาทการและอีกหลายคนร่วมสมัยกับเขา โดยเริมผลิตมาตั้งแต่ประมาณต้นทศวรรษ 2470 (ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 เล็กน้อย) และกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมของรัฐไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำไปสู่การ “เรียกร้องดินแดนคืน” ในปี 2483และกรณีดังกล่าวมีผลให้วาทกรรมและความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ผิดๆ) เรื่องการ “เสียดินแดน” ฝังแน่นในสังคมไทย

วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทยตั้งแต่เริ่มและยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเอกสาร power point ชุดหนึ่งแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เสนอว่า “ไทยเสียดินแดน” มาทั้งหมด 14 ครั้ง นี่เป็นตัวอย่างผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อที่สามารถผลิตโฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อ้างไปได้เรื่อยว่าปีนัง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ฯลฯ เป็นของไทยแต่เสียไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แม้แต่นักชาตินิยมรุ่นหลวงวิจิตรวาทการยังไม่เคยเพ้อเจ้อไปไกลขนาดนั้น คือในระยะแรกที่วาทกรรมการ “เสียดินแดน” เริ่มปรากฏตัวนั้น อย่างมากก็เสนอว่าเสีย 3-5 ครั้งและทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5
แต่ยิ่งนานวัน จำนวนครั้งและดินแดนที่อ้างว่าเสียไปกลับมากขึ้นทุกที เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีหลักฐานหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการมอมเมาให้ไพร่ราษฎรหลงผิดงมงายกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม เอาความแค้นของเจ้ากรุงเทพฯและความคลั่งชาติมาเป็นความคิดของตน ยอมไปตายแทนเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทย
คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” ก็เท่ากับยังหลงเชื่อประวัติศาสตร์แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยมต้องการ มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตายรับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำเท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน

ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง “เสียดินแดน” ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่ายๆ หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อนไม่ถือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัวเป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้


การวางตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่อย่างที่ทำมาค่อนศตวรรษและกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างเก่งก็ชนะได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องรบอีกครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงเลยสักนิด และหากจะใช้วิธีนี้คงต้องรบกับเพื่อนบ้านทุกด้ายตลอดแนวชายแดน เพราะมีปัญหาทั้งนั้น

การป่าวร้องว่าเขตแดนเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม เราจึงต้องไม่ยอมรับแผนที่ฝรั่ง ศาลฝรั่ง เขตแดนแบบฝรั่ง และจึงชอบธรรมที่จะไปเอาดินแดนคืนมา นี่เป็นเหตุผลแบบราชาชาตินิยมวิปลาศแบบสุดๆ คือ ถือว่าไทยยังเป็นเจ้าพ่อที่อ้างความเป็นใหญ่และเป็นเจ้าของดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน นี่ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ

คนที่กล่าวหาว่าคนอื่น “โง่” 3-4 ชั้นหลงตามฝรั่งในเรื่องเส้นเขตแดนจนเสียดินแดนให้เขมร คือพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะ ชาติ ชาตินิยม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่ออยู่ ล้วนเป็นของที่ไทยรับเอามาจากฝรั่งทั้งนั้น ในเมื่อเราหลีกไม่พ้นที่จะต้องอยู่กับมาตรฐานความสัมพันธ์กันแบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่เริ่มมาจากฝรั่ง เราก็ควรรู้เท่าทัน รู้จักปรับตัว ไม่งมงายไปกับชาตินิยมหรือประวัติศาสตร์อันตรายอย่างการ “เสียดินแดน”
คนพวกนี้เที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่าหลงฝรั่ง แต่กลับเสพติดงมงายกับสิ่งอันตรายที่ฝรั่งยุคอาณานิคมและยุคฟาสซิสต์ทิ้งไว้ให้สังคมไทย หยุดหลอกลวงประชาราษฎรไปตายแทนลัทธิราชาชาตินิยมเสียที หาทางออกที่มีอารยธรรมกว่าสงครามไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าราชาชาตินิยมหมดท่าแล้ว จึงต้องใช้วิถีทางอนารยะบ้าคลั่งอย่างที่พยายามทำกันอยู่


(ที่มา เว็บไซต์ประชาไท)

0

เหตุผล-หัวใจ

โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์ สถานีความคิด หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 มกราคม 2554)
เคยได้ยินชื่อ “ประมวล เพ็งจันทร์” ไหมครับ
เขาเป็นอาจารย์ที่สอนวิชาปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วิชาปรัชญาที่มุ่งให้มนุษย์ยอมรับในหลัก “เหตุผล”
“ประมวล” เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่ดังมาก
“เดินสู่อิสรภาพ”
เป็นประสบการณ์ในช่วงที่เขาค้นหาคำตอบของชีวิตด้วยการเดินจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย
การเดินเท้าทางไกลทำให้เขาเข้าใจความเป็นมนุษย์ เข้าใจตัวเองในมุมที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน
อีกครั้งหนึ่ง “ประมวล” เดินทางไกลกับขบวนธรรมยาตราสู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมี “คนเสื้อแดง” และ “คนเสื้อเหลือง” กลุ่มหนึ่งร่วมเดินเท้าไปด้วย
จากความขัดแย้งในวันเริ่มต้นในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น คนเสื้อแดง ไม่ยอมให้สมณะแห่งสันติอโศกเดินนำหน้า เพราะไม่อยากเดินตาม “คนเสื้อเหลือง”
ขณะที่ “คนเสื้อเหลือง” ก็ไม่ยอมให้ “คนเสื้อแดง” โพกผ้าสีแดง
ในที่สุด “คนเสื้อแดง” ก็ยอมเอาผ้ามาพันคอแทนโพกหัว
ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย เมื่อ 2 ฝ่ายได้ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน
แม้จะคิดแตกต่างกัน แต่เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น
“ประมวล” ให้สัมภาษณ์นิตยสาร ค.คน ถึงเหตุการณ์หนึ่งทีทำให้เขาน้ำตาซึม
“คนเสื้อแดง” เท้าบวม
ชาวสันติอโศกคนหนึ่งก็เอายามาทาและนวดเท้าให้
วันต่อมามีคนนำเครื่องนวดเท้ามาให้คณะที่เดิน ซึ่งต้องใช้ผ้ารองเท้าก่อนเข้าเครื่องนวด
“คนเสื้อเหลือง” เจ็บเท้าก็อยากจะนวด แต่ไม่มีผ้ารองเท้า หันไปถามเพื่อน เพื่อนก็ไม่มี
“คนเสื้อแดง” ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอดผ้าสีแดงที่พันคอออกมา และยื่นผ้าสีแดงให้กับ “คนเสื้อเหลือง” แล้วพูดทีเล่นทีจริง
“เอ้า ไหนๆ ก็เหยียบย่ำกันมามากแล้ว ก็ย่ำมันเสียให้พอ”
แม้จะเป็นการสะท้อนความรู้สึกที่ป็นผู้ถูกกระทำมาโดยตลอด แต่ก็เป็นคำเสียดสีแบบขำ-ขำ
เพราะเขาไม่ได้เกลียด “คนเสื้อเหลือง” คนนั้นแล้ว
เช่นเดียวกับ “คนเสื้อเหลือง” ที่นวดเท้าให้ “คนเสื้อแดง”
ทุกคนก้าวข้ามเรื่อง “เหตุผล” ความผิดถูกที่มีมาตรฐานแตกต่างกัน
เปลี่ยนมาใช้มาตรฐานใหม่ คือ ความเห็นอกเห็นใจกัน
ยังคิดแตกต่างกัน แต่เข้าใจกัน และไม่เกลียดกัน
จากความเข้าใจความเป็นมนุษย์หลังการเดินหลายครั้ง
“ประมวล” ตัดสินใจขอโทษนักศึกษาที่เคยลงเรียนวิชาปรัชญากับเขา
ขอโทษที่บังคับให้นักศึกษาใช้เหตุผลมากเกินไป
ข้อสรุปของ “ประมวล” ก็คือ “เหตุผล” มีเพียงแค่ “พอใช้” แต่อย่ามีมากล้นเกินไป จนลืมเรื่อง “ความรู้สึก”
ครับ ปัญหาความขัดแย้งในเมืองไทยวันนี้ ไม่มีทางสมานฉันท์และปรองดองได้ เพราะเรายึดแต่หลัก “เหตุผล” และ “กฎหมาย” จนลืมเห็นอกเห็นใจกัน
ใช้ “สมอง” จนลืมใช้ “หัวใจ”
ปีใหม่นี้ ผมหวังเพียงว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่จบสาขาวิชาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จะปลีกเวลาในช่วงวันหยุดปีใหม่สัก 1 ชั่วโมง ไปขอความรู้จากอาจารย์ประมวล
ไม่ใช่ความรู้เรื่อง “ปรัชญา”
แต่เป็นความรู้เรื่อง “ความเป็นมนุษย์”
มนุษย์ที่มี “ความรู้สึก” และมองคนที่คิดต่างด้วยความเห็นอกเห็นใจ
ไม่ใช่คิดเอาชนะด้วย “เหตุผล” หรือ “วาทศิลป์”
บางทีเมืองไทยในปี 2554 อาจดีขึ้น
สวัสดีปีใหม่ แบบไม่มีเหตุผลครับ

0

วัฒนธรรมการกระซิบ – Self Expression อย่างไทย

Archiculture Cross Section

เสื้อยืดเป็นสัญญะของ Self Expression มีตัวอย่างเกิดเป็นคดีโต้แย้งอยู่หลายกรณี เช่นสาวผิวดำในสหรัฐที่ใส่เสื้อยืดพิมพ์คำว่า “Lesbian.com” แล้วถูกยามในสำนักงานประกันสังคมไล่ออกจากสำนักงานด้วยข้อหาแต่งกายไม่เหมาะ สม เหตุเกิดเมื่อสิงหาคม ค.ศ.2008 และสาวคนนั้นก็ได้ทำการฟ้องกลับ พร้อมๆ กับการถกเถียงตามมาว่าข้อความสนับสนุนความเป็นเพศที่สามของเธออาจไม่ถูก รังเกียจกีดกันรุนแรงมากนัก หากว่าผู้สวมใส่นั้นมิใช่ชาวผิวสีในอีกคดีหนึ่ง? [1]

นี่เป็นตัวอย่างว่าพลังของสัญญะบนเสื้อยืดนั้นสามารถสั่นสะเทือนความ รู้สึกผู้เห็น แม้จะเป็นศิลปะบนร่างกายของคนอื่นก็ตาม บุคคลแห่งปีของไทยน่าจะเป็น “เสื้อแดง” ผู้เขียนหมายถึง “เสื้อ” จริงๆ ของคนเสื้อแดง เพราะดูเหมือนมันจะมีอำนาจเขย่าประสาทคนไปได้ต่างๆ แล้วแต่ทิศทางของรสนิยมทางการเมืองของผู้มอง เพราะนอกเหนือไปจากความแดงอันน่าตกใจของมัน สิ่งที่ “เสื้อ” ทำคือ Self Expression ที่บรรจุอยู่ในนั้น… ไม่ใช่เพียงสิ่งที่สกรีนอยู่บนเสื้อ แต่รวมถึงความหมายของการหยิบมันขึ้นมาสวมใส่ในวันอาทิตย์ด้วยเช่นกัน

ภาพจาก http://www.bant-shirts.com/all.htm และเสื้อยืดที่วางขายที่ราชประสงค์ กทม.

สเตตัสบนวอลล์ในเฟซบุ๊กก็เป็น Self Expression อีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อโลกมีพื้นที่ใหม่ที่เรียกว่า ออนไลน์ บนพื้นที่กึ่งส่วนตัว-กึ่งสาธารณะนี้ยังมิวายเป็นคดี เมื่อ Self Expression ของปัจเจกถูกนำออกมาเผยแพร่กันในที่สาธารณะเช่นในกรณีมารค์วี11 และกรณีความแตกของดาราคู่ต่างๆ

ผลงานของ Philippe Starck ที่ชื่อ Unhex Nani Nani ในโตเกียว เคยเป็นกรณีวิพากษ์วิจารณ์แก่ชาวญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1989 Philippe Starck ตอบในบทสัมภาษณ์หนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า เขาทำงานออกแบบจากการนอนกลางวันและการตื่นขึ้นมาเล่น ที่นักออกแบบอย่างเขาได้สนุกกับมัน เมื่อนึกถึงญี่ปุ่น มันคือภาพของก็อดซิลล่า-สัตว์ประหลาดยักษ์ที่ยืนถล่มเมืองระเบิดกระจาย ท่ามกลางอาคารทันสมัยรอบตัว แบบที่เห็นในทีวีในหนังยอดมนุษย์สุดฮิตต่างๆ ในช่วงทศวรรษ 1970-80 และ Nani Nani คือเสียงร้องเวลาที่ชาวญี่ปุ่นเจอผี เขาเดาว่าชาวญี่ปุ่นจะร้องคำนี้ออกมาเมื่อเจอเข้ากับตึกที่เขาออกแบบ เราอาจเชื่อมโยงไปได้ว่ามันคือ “ภาพ” ของเมืองญี่ปุ่น (urban landscape) ในจินตภาพของชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่มีต่อญี่ปุ่น แล้วเขาก็จะสร้างสัตว์ร้ายสักตัวมอบให้เมืองนี้เพื่อเล่นสนุกกับเมืองและ ผู้คน ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นการเล่นด้วยโจษจันกันไปทั่วเมือง หลายคนที่เกลียดและงงๆ กับมันเช่นเดียวกับอาคารอีกหลังที่ชื่อ Asahi Beer Hall [1990] ที่ภายหลังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ปรากฏอยู่บนโบชัวร์ท่องเที่ยวโตเกียวแทบทุกเล่ม เขาสรุปในตอนท้ายว่า สังคมเป็นเหมือนองคาพยพที่มีชีวิตที่เติบโตได้ ทำความสะอาดตัวเองได้ อะไรที่สังคมไม่ต้องการจะถูกทำให้หายไปเอง ดังนั้นคุณจึงสามารถผิดพลาดและเสี่ยงได้ [2] สังคมรู้จักตัดสินใจเอาเองที่จะเลือกรับหรือไม่รับอะไรในที่สุด เขาแค่ทำหน้าที่ของนักออกแบบนำเสนอสิ่งที่คิดออกมาเท่านั้นเอง สิ่งที่แย่ที่สุดคือถ้าผู้คนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับมัน ไม่มีใครพูดถึงมัน และมันก็จะตายไปจากความรับรู้ หรือไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

Nani Nani

Asahi Beer Hall

Asahi Beer Hall

ในที่นี้ตึก Nani Nani จึงเป็น Self Expression ของ Philippe Starck และเขากำลังถามเราว่า Self Expression ในบทบาทของพลเมืองแบบนักออกแบบ เขาต้องรับผิดชอบต่อความงามที่เป็นสมบัติของสังคมคนเดียวหรือ? ในเมื่อเขาแค่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อความนึกคิดของตัวเองเท่าที่พลเมือง ขี้เกียจๆ คนหนึ่งอย่างเขาจะกระทำได้ เขาสะเพร่าหรือไม่? ปฏิกิริยาจากสังคมไม่ได้หมายถึงเลวร้ายไปเสียทั้งหมด การมีอยู่ของงานศิลปะหรือตัวความคิดก็ด้วยมันสร้างการถกเถียงโจษจัน? สังคมที่ดีไม่ใช่ของสูงที่แปดเปื้อนไม่ได้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวุฒิภาวะพอ ที่ควรได้ทดลองเลือกใช้ชีวิตตามใจปรารถนาใช่หรือไม่?

มันคงไม่มีเส้นแบ่งเรื่องความเหมาะสมอย่างเด็ดขาดในหลายกรณี ถ้าเราเชื่อแบบ Starck เราก็ต้องให้เวลาสังคมนวดความคิดตัวเองจนกว่าจะกลั่นมันออกมา หลายครั้งมีการสูญเสียจนสร้างตำนานฮีโร่ต่างๆ แต่คำถามก็ยังไม่ใช่ว่าสังคมควรจะเลือกปิดสิ่งใดเปิดสิ่งใด บนความกลัวที่จะ “เสี่ยง” ใช้ชีวิต (ใครคือสังคม?) แต่ปัจเจกมีสิทธิในการเลือกเสี่ยงนั้นๆ เองหรือไม่ เพราะถ้าไม่ ก็ไม่มีใครสมควรกล่าวอ้างได้ว่า เหมาะสม-ไม่เหมาะสมต่อสังคมไทย (ถ้าเชื่ออย่างที่เรียกคำฮิตๆ ว่า “ทุกภาคส่วน” คือความหมายของการเป็นสังคมไทย) ถ้าเรายังไม่ได้ใช้ผัสสะจะรับรู้ได้ไง เมื่อเรายกความงามให้เป็นสมบัติของสังคม เราแต่ละคนควรต้องเลือกได้เองว่าอยากได้ความงามแบบใด จะมีความเห็นร่วมหรือไม่ อาจไม่สำคัญเท่ากับได้เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตผ่านการถกเถียงใคร่ครวญเป็นพันๆ ครั้งบ้าง เล่นสนุกบ้างตะหาก นั่นคือชีวิตและการเติบโต

มีคำกล่าวที่ว่า ความงามเกิดจากความพอใจ นั่นหมายความว่าความงามเป็นคำตอบแบบอัตตวิสัยของใครของมันและก็เป็นสิ่ง สัมพัทธ์เพราะขึ้นอยู่กับว่าความงามนั้นเป็นของใครและในเวลาใด ในหลายกรณีที่เราเฮละโลด่วนให้คำตอบสรรพสิ่งกันแบบสัมบูรณ์กับคำถามทาง ปรัชญาที่คำตอบเป็นสัมพัทธ์ เช่นเรื่อง ดี-สวย-สร้างสรรค์ตามการชี้นำของปราชญ์ ที่เฝ้าผลิตรสนิยมเชิงเดี่ยวต่อคำถามทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์วนกลับเข้าไป ในระบบคุณค่า เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดศิลปินไทยยุคหนึ่งต้องตั้งชื่อผลงานให้เกี่ยวกับพุทธๆ ธรรมๆ เข้าไว้ ทั้งๆ ที่หลายๆ ภาพไม่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับชื่อภาพอันคับแคบแบบนั้นเลย?

Self Expression นั้นเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่มันเห็นได้คิดได้ จึงมีความคิดเห็นแล้วก็ปล่อยออกมา ไม่ว่ามันจะถูกแบนทับกันไปมาซ้อนกันเป็นศีลธรรมกี่ชั้นก็ตาม ผู้คนก็ยังแสดงความเห็นกันอยู่ทุกวัน แม้ว่าผู้เขียนจะไม่แปลมันออกมาเป็นภาษาไทย (เพราะนึกหาคำเหมาะสมไม่ออก) ก็ใช่ว่ามันจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาวตะวันตกแต่อย่างใด สิ่งที่ต่างคือสังคมไทยไม่ได้โตแบบผ่านการหักล้างปรัชญาอำนาจนิยมมาสู่มนุษย นิยม เรื่อยไปถึง Existentialism, Modernism, Post modernism และอีกหลาย –ism ในโลกตะวันตก ที่ผู้พลิกผันความคิดแห่งยุคสมัยหลังๆ เหล่านั้นมักจะเป็นเพียงมนุษย์นักคิดสักคน ไม่ต้องเป็นพระราชาหรือปราชญ์อาวุโสเสมอไป แต่สังคมไทยมีวิธีให้ค่าและทัศนคติต่อ Self Expression ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของผู้แสดงออกยิ่งกว่าตัว “ความคิด” กล่าวได้ว่า Self Expression แบบไทยๆ ของสามัญชน ติดกับดักเขาวงกต เช่นอาวุโสเอย ผู้ใหญ่ผู้น้อยเอย กาลเทศะ(ของฉัน)เอย ความรักเอย ม.112เอย ล่าสุดคือศีลธรรมเรต “ห” และ สสส.ที่สุขภาพไม่ค่อยดีเสียจนต้องมานั่งสวดมนต์ตอนปีใหม่เนื่องจากไม่มี เหล้ากินเอย จนคลี่คลายมาเป็น “วัฒนธรรมการกระซิบ” ที่รวมไปถึงการควบคุมทางสังคม ให้บุคคลต้องกระมิดกระเมี้ยนแอบทำกิจกรรมทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอาชญากรรมใดๆ

ดูเหมือนว่าเรามีบรรยากาศทางสังคมที่ส่งเสริมให้เรากระซิบและพูดความคิด ที่แท้จริงของตัวเองกันลับหลังอย่างช่วยไม่ได้ แม้แต่คำขวัญวันเด็กอย่าง “รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ” ก็ยังมีน้ำเสียงไปในทาง “สั่งสอน” ให้เด็กมีความระแวดระวังอย่างยิ่ง กว่าจะแสดงอะไรออกมาสักอย่างนั้นพึงต้องคิดถึงสามชั้น…ทำไมเด็กไทยจะยัง ต้องคิดมากขนาดนั้น จะเหลืออะไรให้ใคร่ครวญอีกในเมื่อมีศีลธรรมเรต “ห” กรองไว้ให้หมดแล้ว? อีกนัยยะหนึ่งมันบอกเราว่าผู้มอบคำขวัญนั้นมีความหวาดกลัว “การคิด” เป็นวาระแห่งชาติ เชื่อว่า “การคิด” นั้นพึงผลิตออกมาอย่างระวังมิฉะนั้นจะสร้างปัญหา หรือคนคิดคำขวัญนั้นหมกมุ่นอยู่กับเรื่อง “การคิด”ของคนในสังคมและการควบคุมมัน เนื่องจากทัศนคติต่อ “การคิด” ในทางลบนั่นเอง

บนถนนราชประสงค์นั้นเต็มไปด้วย Self Expression ของปัจเจกหลากหลายรูปแบบและอารมณ์ กระจายออกเป็นกลุ่มๆ ใช้เรื่องราวของตัวเองเป็นแกนการแสดงออก มันเป็น Self Expression ที่แหกคอกวัฒนธรรมการกระซิบไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นความเห็นทางการเมืองหรือการแสดงออกทางศิลปะ สังคมที่มีทัศนคติกลัว “การคิด” ของมนุษย์แบบนี้ก็จะหาเรื่องมีคดีกับ Self Expression ไม่รู้จบ ตั้งแต่เรื่อง รองเท้าแตะ เวบไซต์ วัตถุแตกแยก ส้วม หนังเกย์ ไปจนถึงเหล้าปีใหม่….

แม้แต่ต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงจำนวนเป็นหมื่นเมื่อวันที่19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนจะเป็นตลาดนัดการแสดงออกมากกว่าเพราะไม่ได้มีการปราศัยทางการ เมืองใดๆ บนถนนราชประสงค์นั้นเต็มไปด้วย Self Expression ของปัจเจกหลากหลายรูปแบบและอารมณ์ กระจายออกเป็นกลุ่มๆ ใช้เรื่องราวของตัวเองเป็นแกนการแสดงออก มันเป็น Self Expression ที่แหกคอกวัฒนธรรมการกระซิบไม่น้อย เช่นกลุ่มพลงแหล่การเมืองบนรถกระบะ 3-4 กลุ่ม ที่เรียกเสียงเฮได้ดังสุด (มันคือ Street performance แบบเดียวกับที่บางคนอุตส่าห์ไปนำเข้ามาจากประเทศอื่นนั่นแหละ) พี่สาวและลูกสาวผู้เสียชีวิตออกมาขอรับบริจาคด้วยตัวเองด้วยอุปกรณ์เก้าอี้ หนึ่งตัว กล่องหนึ่งใบกับรูปถ่ายพ่อของเธอ ที่เล่าว่ามาเองไม่ผ่านองค์กรช่วยเหลือใดๆ กลุ่มเทียนสีแดงที่จุดแล้วปักเป็นวงเป็นหย่อมๆ กลางถนนให้เราอ่านความหมาย มันเป็นการพูดด้วยสัญญะมากมายอัดแน่นกันอยู่บนถนน คนเหล่านี้พูดด้วยวิธีการที่ต่างกันแต่พลังของมันมาจากความคับข้องใจที่ถูก ทำให้ไม่มีตัวตน จึงออกมาร่วมกันพูดในสิ่งที่แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด ว่าเขามีตัวตน ถูกทำร้ายจริง มีเรื่องจะเล่า มีความคิดที่จะพูด และออกมาแสดงตัวกันบนถนน

….ที่สำคัญคือเขาไม่ต้องการกระซิบกันอีกต่อไปแล้วและมันจะเป็นเช่นนี้ ไปเรื่อยๆ เพราะสังคมเลือกปิดช่องทางทำให้เขาแทบจะเหลือทางเดียว….การแสดงตัวตนเป็นๆ กันบนถนน …. ผู้เขียนขอยอมรับแบบอายๆ ว่า มีก้อนจุกคอหอยตื้อๆ ตลอดการเดินเบียดไปตามถนน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักใครตรงนั้นเลย เพลงก็ไม่ได้เศร้า และไม่ได้มีใครเล่าเรื่อง build อารมณ์กรอกหู แต่ก็เห็นมีหลายคนที่เดินป้ายน้ำตาไปเงียบๆ มีความรู้สึกที่เข้มข้นเหลือเชื่อในปรากฏการณ์นี้ แต่ก็ไม่มีรายงานข่าวทีวีหรือมีน้อยมากในสื่อหลัก เพราะยังติดกับดักไม่กล้าพูดออกมาดังๆ ในเรื่องที่ถูกตัดสินแล้วว่าควรเป็นเสียงกระซิบ…

Wikileaks ก็อาจทำสิ่งที่คล้ายกันกับที่ Philippe Starck โยนสัตว์ประหลาดลงไปในโตเกียว ต่างกันที่สังคมไทยยังมีวุฒิภาวะไม่พอมันจึงจมลงไปในคลื่นของเสียงกระซิบ…

วัฒนธรรมการกระซิบที่ดังกระหึ่มขึ้นทุกที ณ ก่อนการขึ้นปี พ.ศ.ใหม่นี้ สังคมไทยจึงต้องทำเป็นหูดับไม่ได้ยินเสีย เพื่อรักษาความเป็นเสียงกระซิบของมันต่อไป

จึงขอฝากกล่าว “สวัสดีปีใหม่” เบาๆ ไปยังท่านเหล่านั้น…

[1] http://www.banshirts.com/t-shirts/lesbiancom-t-shirt-gets-woman-banned-from-social-security-office เวบไซต์รวมข่าวเกี่ยวกับการแบน และการถกเถียงอันเนื่องมาจากสัญญะต่างๆ บนเสื้อยืด

[2] “Starck Speaks” Harvard Design Magazine,1997 http://books.google.com/books?id=5yCMgL1IkqIC&pg=PA34&lpg=PA34&dq=Starck+Speaks+Harvard+Design+Magazine+1997&source=bl&ots=3JRUqu8ZLP&sig=2VENZmUiyR_QsiQVo3ECKZ5NQqw#v=onepage&q&f=false

ที่มา : http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32425

0

ยุทธวิธีการต่อสู้แบบ”ไร้หัว” ของคนเสื้อแดง

การแสดงเชิงสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดง

ภายใต้สภาวะการกดดัน ห้ามส่งเสียง ห้ามรวมกลุ่ม ห้ามถือป้าย หรือเรียกว่าห้ามประท้วงชุมนุมใดๆทั้งสิ้น การต่อสู้ของกลุ่มที่ถูกกดทับด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากฝ่าฝืนจะถูกจับเขาซังเตได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตามยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ออกมาเย้ยฟ้าท้าดินหาทางดิ้นออกจากกรอบที่ ขีดล้อมไว้ทั่วบ้านทั่วเมือง

ความพยายามของคนหนึ่งคนขยายเป็นกลุ่ม เล็กๆกระจายกันไปทำกิจกรรมเชิง สัญลักษณ์จากจุดเล็กๆเริ่มจากการผูกผ้าแดงที่เสาป้ายราชประสงค์ การตะโกนบอกที่นี่มีคนตาย การชูป้ายเราเห็นคนตาย กลายเป็นสิ่งต้องห้ามถูกเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของ กลุ่มคน วันอาทิตย์แดง” เมื่อ วันที่ 1 สิงหาคม ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน มีการจัดงาน โครงการศิลปะสู่อิสรภาพ ครั้งที่ 1 “คน ตาย ตึก และพรก.ฉุกเฉิน” มีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาประจำการรอบพื้นที่อนุสรณ์สถาน

ในงานนี้มีเวทีเสวนา สามัญชนเปลี่ยนโลก / วิถีแนวนอน การเคลื่อนไหวของแกนนอน” โดยมีวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นแนวทางการต่อสู้ให้สิ่งที่ต้อง การสื่อสารปรากฎต่อสาธารณะทั้งทางตรงทางอ้อม ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ลดทอนอำนาจ และตีแผ่ความเป็นจริงให้สังคมได้รับรู้ โดยยึดแนวทางการสู้แบบระนาบหวังจะให้ทุกคนเคลื่อนไหวได้เองหากวันหนึ่งแกนนำ นำถูก”เด็ด”ไปเพื่อไม่ให้ท้ายขบวนหยุดนิ่ง

ในกระบวนการต่อสู้เชิงลักษณ์เพื่อให้สังคมรู้จักตั้งคำถาม เริ่มจาก “ภควดี”  ไม่มีนามสกุล อธิบายถึง การเปลี่ยนแปลงตามวีถีแนวนอน หมายถึง สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อิงกันมาตั้งแต่ในอดีตสังคมที่มีผู้นำแล้วมีมวล ชนเป็นฐาน เปลี่ยนเป็นวิถีแบบระนาบ ต้องอาศัยการจัดตั้งจากคนที่มีความคิดอิสระเริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆสร้างเป็น เครือข่ายคิดกระบวนการเพื่อแสวงหาฉันทามติโดยใช้วิธีส่งตัวแทนเข้าร่วม ประชุมแบบโต๊ะกลมไม่ใช่แบบผู้นำเดี่ยว

วงเสวนาวิถีระนาบ จากแกนนำสู่แกนนอน

จากหนังสือสามัญชนเปลี่ยนโลก” ของ ภควดี เขียนอธิบายเรื่องวิถีระนาบพอสรุปได้ว่า  การจัดตั้งแนวระนาบมีความเชื่อมโยงและได้รับอิทธิพลมาจากแนวทางอนาธิปไตย (anarchism) กลุ่มเครือสหาย (Affinity Group) และหลายกลุ่มองค์กรในขบวนการสังคมใหม่ใช้วิธีการจัดตั้งแบบนี้ แต่ก็มีหลายองค์กรที่ยังใช้การจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิด อย่างไรก็ดี การผนึกกำลังเป็นเครือข่ายของขบวนการสังคมใหม่จะใช้วิธีการจัดตั้งแนวระนาบ เป็นหลัก

วิถีระนาบ” ซึ่งเป็นแนวทางของขบวนการประชาชนหลายขบวนการที่ผุดขึ้นมาในประเทศอาร์เจนตินา ในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ค.ศ. 2001  วิถีระนาบ” ของ ชาวอาร์เจนตินาไม่ได้เกิดมาจากลัทธิความคิดใดๆ ไม่ได้มาจากแนวทางอนาธิปไตยหรือแม้กระทั่งขบวนการซาปาติสตา ในประเทศเม็กซิโกแต่เกิดจากปฏิกิริยาโดยธรรมชาติที่ต้องการตอบโต้ต่อความล้ม เหลวของระบบในประเทศรวมทั้งแสวงหาหนทางแก้ไขและข้ามพ้นระบบดังกล่าว

ในทางปฏิบัติ การจัดตั้งองค์กรและการดำเนินชีวิตส่วนใหญ่เป็นขบวนการที่มักเรียกรวมๆ ว่าขบวนการอัตตาณัติ (autonomous movements)ซึ่งเป็นขบวนการประชาชนจำนวนมากที่เกิดขึ้นมาในช่วงวิกฤตการณ์ทาง เศรษฐกิจ ขบวนการเหล่านี้ล้วนต้องการเป็นอิสระจากรัฐ

“วิถีระนาบ” จึงเป็นปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณเป็นการแสดงความผิดหวังต่อระบบผู้นำ เดี่ยวรวมทั้งระบบเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย มีรูปแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์  มากกว่าวิธีการจัดตั้งองค์กรเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเท่า เทียม โดยไม่ยอมตกอยู่ภายใต้กรอบของเงื่อนไขเดิมๆ  มันเป็นวิธีการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันแบบประชาธิปไตยทางตรง และเชื่อมโยงขบวนการต่างๆ เป็นเครือข่าย จัดรูปแบบความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจใหม่ โดยปฏิเสธแนวคิดของ “อำนาจเหนือ”  หันมาเน้นการมี “อำนาจร่วมกัน” มีเป้าหมายในการสร้างอำนาจให้สมาชิกและหมู่คณะ โดยเฉพาะอำนาจในการตัดสินใจไม่มุ่งยึดอำนาจรัฐแต่มุ่งสร้าง “อำนาจอีกแบบหนึ่ง” ขึ้นมาด้วยความสัมพันธ์ทางสังคม  ยอมรับว่าสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกัน มีความคิดแตกต่างกัน  และมุ่งสร้างความเป็นหมู่คณะรองรับความเป็นอัตตาณัติ (autonomy)

ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ที่เพิ่งออกจากการถูกควบคุมตัวข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นำผ้าแดงมาผูกที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์เพื่อไว้อาลัยให้ประชาชน 90 ศพ ที่ถูกสังหารในเหตุการณ์สลายการชุมนุมจากเวทีผ่านฟ้าถึงราชประสงค์ ร่วมเสวนากล่าวถึงการต่อสู้จากมวลชนจะต้องพึ่งแกนนำอยากให้เปลี่ยนมาเป็นแกน นอนจากสามเหลี่ยมแนวตั้งคว่ำให้กลับมาเป็นสามเหลี่ยมแนวนอนเคลื่อนไปในระนาบ เดียวกันสามารถสลับกันขึ้นไปอยู่แถวหน้าได้ เพราะขณะนี้มวลชนที่อยู่ฐานล่างยังมีพลังอยู่มากพร้อมที่จะเคลื่อนต่อไป เพียงแค่สะดุดเพราะแกนนำถูกจับไป หากเปลี่ยนเป็นสามเหลี่ยนแนวนอนคนทั้งหมดจะเคลื่อนไปด้วยกันได้

สมบัติ บุญงามอนงค์

สมบัติ บุญงามอนงค์

นายสมบัติ ได้เสนอวิธีการเคลื่อนในแนวระนาบไว้ว่า ทุกคนต้องสะท้อนศักยภาพของตัวเองออกมาไม่ใช่การรอคำสั่งจากแกนนำเพื่อสั่งให้ไป นั่งเป็น 1 หน่วย ให้สันติบาลนับจำนวนเท่านั้น เปลี่ยนจากมวลชนเป็นผู้ปฏิบัติงาน รวมกลุ่ม 5-20 คน แล้วมาคุยกันมีความฝันร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพของตัวเองว่าทำอะไรได้บ้าง เพื่อหลุดพ้นจากอำนาจนิย คือ การแสวงหาผู้นำที่ดีมาปกครองทำตัวเป็นบ่าวแต่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ มวลชนเป็นนายไม่ใช่การหาเจ้านายมาคุ้มกะบาล เช่น กวีบางคนพกปากกาเข้าไปในห้องน้ำแล้วเขียนบทกวีที่ประตูห้องน้ำ สภากาแฟที่ไม่ใช่แค่คุยโม้ให้คิดและปฏิบัติการ เชื่อว่าไม่น่าเกิน 3 เดือน รูปพระอาทิตย์จะขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง

ผมหมดความหวังกับแกนนำแล้ว อยากเห็นวัฒนธรรมที่เห็นคนเป็นคน และคนมีอำนาจสูงสุด เพราะถ้าเรารู้สึกเป็นเจ้าของก็จะรู้สึกหวงแหนและปกป้อง ถึงวันนั้น การต่อสู้ถึงจะสำเร็จผล ลักษณะนี้เรียกว่า แกนนอน “

ด้าน นายพันธุ์ศักดิ์ ศรีเทพ ผู้สูญเสียลูกชาย นายสมาพันธ์ ศรีเทพ หรือ “สุรเฌอ”  เด็กหนุ่มวัย 17 ปี เสียชีวิตในเหตุนองเลือดกลางเดือนพฤษภาคมที่กรุงเทพมหานคร ว่า กิจกรรมของคนเสื้อแดงที่พยายามแสดงออกเพื่อให้สังคมรับรู้ว่ามีคนตายด้วยการ ผูกผ้าแดง การตะโกนถูกจับหมด พอเห็นกลุ่มต่อต้านรวมตัวกันจากคนเล็กๆรัฐก็ไม่ละเว้นเข้ามาครอบงำด้วยอาวุธ ด้วยอำนาจ ดังนั้นกิจกรรมที่จะสื่อสารไปถึงคนภายนอกจึงถูกตีกรอบหมด จึงได้คิดวิธีการใหม่โดยใช้ร่างกาย คือ การนอนเป็นศพแต่มีข้อจำกัดคือไม่มีบทสนทนาจึงลองเปลี่ยนมาเป็นรณรงค์ให้คน ไทยแต่งเป็นผี” ที่ออกไปหลอกหลอนความผิดปกติของระบบ

“จาก ประสบการณ์การแต่งผีไปเล่นกับตำรวจที่แยก ราชประสงค์ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รู้จะจัดการอย่าง ไร  ทำได้แค่ขอร้องให้เลิก ซึ่งถือว่าเป็นการข้อร้อง จากนี้ชีวิตไม่กลัวอะไรแล้ว เพราะลูกสอนให้ไม่กลัว การจัดการทางการเมืองคือการจัดการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กลับมาปกติ แต่รัฐบาลกลับสร้างความกลัวขึ้นมาโดยการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สร้างความอาฆาตพยาบาทขึ้นมาอีกครั้ง ใช้โครงการ “ทูเกตเทอร์ วีแคน” คือการสร้างความแตกต่างให้คนด้วยกัน และการผลักคนอีกกลุ่มหนึ่งออกไปข้างนอก  ฉะนั้นทุกคนต้องรู้จักการปฏิเสธ แล้วตั้งคำถามกลับ  ทุกอย่างจะเป็นประเด็นคำถามต่อรัฐบาล พอรัฐบาลไม่มีคำตอบแสดงว่ารัฐบาลไม่มีทางแก้ไขความขัดแย้งได้”

Tewarit  Bus Maneechay  กล่าวว่า แนวทางการต่อสู้แบบแกนนอนนี้ยังมีข้อจำกัดเพราะไม่มีสื่อ แต่จะเป็นการต่อสู้ทางตรงที่อาจจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าโดยมีภาพประกอบ และเป็นการสื่อสารจากคนหนึ่งถึงอีกคนหนึ่งโดยมีสื่ออินเตอร์เน็ต รัฐบาลจะทำให้คำว่าก่อการร้ายมีความศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจ แต่ถ้าเราสามารถสกรีนคำว่า “ก่อการร้าย” ลงบนเสื้อยืดแล้วใส่กัน จะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของคำนี้ลดลง สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการสร้างนวัตกรรมการต่อสู้เชิง สัญลักษณ์และวัฒนธรรมจะทำให้ต้นทุนการต่อสู้ลดลงแต่มีปฏิกิริยาตอบรับสูง

นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมเสวนาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์มองว่า เริ่ม แรกที่เห็นนายสมบัติไปผูกผ้าแดงที่แยกราชประสงค์ก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้กล้าแสดงออกกล้าใส่เสื้อแดง นับเป็นการต่อสู้ที่ไม่ต้องไปอิงกับแกนนำเหมือนกับบางคน เมื่อแกนนำเข้าคุกเหมือนเข้าคุกไปกับแกนนำด้วย แต่แนวทางการต่อสู้ของกลุ่มย่อยๆแบบนี้ทำให้รู้สึกว่าเป็นเสรีชนพร้อมที่จะ เคลื่อนด้วยตัวเองแบบแกนนอน

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนในแนวระนาบคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยจนสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบพีระมิดได้

ที่มา : มติชนออนไลน์ | 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 23:40:01 น.

สวน”อานันท์”ไม่ปฏิรูปบนซากศพ เวทีคู่ขนานที่เชียงใหม่ ฟันธงโครงสร้างเก่าไม่เปลี่ยน ครอบงำ 3 เรื่องใหญ่

ไม่ปฏิรูปบนซากศพ ไม่ปรองดองฆาตรกร

ไม่ปฏิรูปบนซากศพ ไม่ปรองดองฆาตรกร

นาย อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป(คปร.) กล่าวเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 ณ หอประชุมม.ธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “ลดอำนาจรัฐ ขจัดความเหลื่อมล้ำ”ว่า กระบวนการปฏิรูปมีมานานอยู่ในหัวใจของคนในสังคมเป็นเวลาหลายสิบปี การปฏิรูปนั้นเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ในครอบครัวยังคิดถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบ พฤติกรรม

กลไกที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดี มีคุณค่า มีความหมาย และชีวิตที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในส่วนรวม การจะไปสู่จุดนั้นมีหลายวิธี มีการสู้รบฆ่าฟัน หรือการทะเลาะกัน แต่วิถีทางที่คำนึงถึงคือ สันติ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีทั้งสำเร็จบ้างและไม่สำเร็จบ้าง สิ่งที่อยากเห็นจากการปฏิรูปคือ ความเปลี่ยนแปลง ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน วิธีคิดของเรา คือ การอยู่ร่วมกันได้ รักษาจารีตประเพณี ค่านิยมเก่าๆ ได้ และอยากเห็นสังคมสมดุล ทั้งในความคิด อุดมการณ์และสมดุลในผลประโยชน์

” วันนี้คณะกรรมการปฏิรูปที่มีตนเป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ไม่ได้มาเพื่อชี้นำ หรือบอกให้ใครต้องทำตาม แต่มาเพื่อรับฟังและสัมผัสข้อมูล อยากฟังความคิดเห็น อยากฟังข้อเสริมของประชาชนกลุ่มต่างๆ สิ่งที่สำคัญสุดคือความเข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจในสิ่งที่ตนเองรู้ แต่ต้องเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นนึกคิด มีการแบ่งคณะทำงานนอกเหนือจากที่ภาครัฐทำ กระบวนการปฏิรูปเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้ามามีส่วนร่วม อย่างจริงจังและสร้างสรรค์ ”

นอนตายข้างเวทีปฏิรูป

นอนตายข้างเวทีปฏิรูป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายอานันท์ขึ้นกล่าวอยู่บนเวทีนั้น ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับ 37 องค์กร ประมาณ 5-6 คน ได้แสดงท่าทางนอนตายบริเวณทางขึ้นของเวทีด้านหนึ่ง พร้อมกับชูใบปลิวมีข้อความว่า “ไม่ปรองดองกับฆาตกร ไม่ปฏิรูปบนซากศพ” แต่นายอานันท์ไม่มีท่าทีสนใจใดๆ โดยกล่าวเปิดการประชุมบนเวทีจนจบ จึงเดินลงเวทีโดยใช้บันไดอีกด้านหนึ่ง

กลุ่มดังกล่าวยังออกแถลงการณ์เรื่อง “หยุดปฏิรูปประเทศไทยบนกองศพวีรชน เพื่อระบอบอำมาตย์ หยุดอำนาจอำมาตย์นอกระบบ เสริมสร้างอำนาจประชาธิปไตย ปลดปล่อยนักโทษการเมือง คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน “โดยมีข้อเรียกร้อง 7 ข้อ คือ 1.รัฐต้องดำเนินการปล่อยนักโทษการเมืองโดยเร่งด่วน 2.รัฐต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยุติการปิดกั้นสื่อ หยุดข่มขู่คุกคามประชาชน คืนเสรีภาพให้สื่อ ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐได้ 3.รัฐต้องยุติการสร้างภาพลวงตาในการปฏิรูปประเทศไทย ต้องหยุดการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อระบอบอำมาตย์   4.การปฏิรูปประเทศไทยต้องให้ประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมมิใช่ประชาชนเพียง บางส่วนอย่างที่กระทำอยู่ 5.การปฏิรูปประเทศไทยต้องดำเนินการปฏิรูปกองทัพ เพื่อไม่ให้กองทัพแทรกแซงทางการเมือง และกระทำการรัฐประหาร 6.ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกฎหมายต้องมีความเป็นธรรม และ 7.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องยุบสภาโดยเร่งด่วนเพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน

วันเดียวกัน  นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถานำเวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย” เสียงที่ไม่ได้พูด/สิ่งที่พูดไม่ได้ ในการปฏิรูปประเทศไทย” ณ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ซึ่งจัดโดยกลุ่มจับตาเคลื่อนไหวประชาสังคมไทยและเครือข่าย ว่า   ได้รับเชิญให้มาปาฐกถานำด้วยเหตุผลที่ว่าผู้สูงอายุคนอื่นไปปฏิรูปประเทศกัน หมดแล้ว และเมื่อเห็นว่าเป็นเวทีคู่ขนานกับระดับชาติก็เลยคิดที่จะพูดปัญหาเรื่อง สังคมการเมืองที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตว่าคำว่าสองมาตรฐานกลายเป็นคำที่ใช้อยู่ตลอด และคำว่าไพร่ที่ไม่น่าติดตาม จนกระทั่งกลุ่มเสื้อแดงประท้วง และคำว่าไพร่น่าจะตกเวทีกลับถูกนำมาใช้ สินค้าที่มีคำว่าไพร่ขายดีมาก ซึ่งน่าแปลก แสดงถึงนัยยะอะไรหลายอย่างต่อการเมืองปัจจุบัน

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

นายชาญวิทย์  กล่าวว่า  ระบอบให้หรือประชาธิปไตย รัฐ ประชาชาติ ลัทธิชาตินิยม ที่ลงหลักปักฐานมากว่า 200 ปีนี้ ได้กลายเป็นรูปแบบ หลักการ มาตรฐาน และสากล ของสิ่งที่เป็นนามธรรมที่ว่า เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ที่รัฐ/ประเทศ สมัยใหม่ต้องเผชิญ ต้องรับ ต้องปรับและต้องปรุง และทำให้เป็นรูปธรรม ให้เข้ากับสภาพการณ์ของตน ไม่ว่ารัฐ/ประเทศนั้นจะเป็นสถาบันกษัตริย์ ระบอบประธานาธิบดี ระบอบทหาร ระบอบอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นระบบพรรคเดียว หลายพรรค หรือระบบ ระบอบใดๆ ก็ตาม นี่เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านนายอานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สังคมไทยเปลี่ยนแปลงแต่โครงสร้างอันเก่ายังไม่เปลี่ยนเกิดความครอบงำ 3 อย่างตามมาคือ 1.ความคิดที่เน้นความชาตินิยมแบบบ้าระห่ำ เช่น  บ้าเรื่องพรมแดน มีค่านิยมฆ่าแล้วไม่บาปเช่น สมัยทักษิณ ผู้คนเฉยๆ และดีใจที่ชาวมุสลิมถูกฆ่าตายที่ตากใบ กรือเซะ เป็นค่านิยมที่ไร้สติ 2. เชื่อว่าเมื่อมีปัญหาต้องใช้สถาบันเดิมแก้เช่น บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน ซึ่งมันแก้ไม่ได้ เพราะโลกปัจจุบันไร้พรมแดนไปแล้ว 3.มองความขัดแย้งในเชิงลบและรุนแรง นำมาซึ่งการปิดปากไม่ให้ประชาชนพูด

หากคิดได้แค่นี้ก็ไม่ต้องไปปฏิรูปแล้ว การขัดแย้งต้องต่อสู้ทางความคิดให้มาก การเปลี่ยนแปลงต้องเคลื่อนไหวทางสังคม ความขัดแย้งต้องมองในเชิงลบและบวกคู่กันไป อย่ามองอะไรด้านเดียว การจะปฏิรูปต้องทำอย่างไรภายใต้สถานการณ์แบบนี้ คนไทยเน้นฟรีแต่ไม่แฟร์ ต้องเปลี่ยนแปลงกลไกเชิงสถาบันต้องปรับดุลยภาพอำนาจใหม่ ลดการขูดรีดแรงงานไม่ให้เกิดความเสี่ยง ระบบกระบวนการยุติธรรมปัจจุบันเป็นเชิงเดี่ยวซึ่งมีปัญหา ต้องใช้เชิงซ้อนหรือพหุนิยมทางการเมืองหลายฝ่ายต้องช่วยกัน เสริมอำนาจประชาชนเข้าไปช่วยเสริมและจัดการปัญหาประชาธิปไตย

กระบวนการต่อสู้จนถึงขณะนี้ยังพายเรืออยู่ในอ่าง เราต้องคิดเรื่องกระบวนการผลักดันประชาธิปไตยภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลง มีประชาธิปไตยแบบเดียวหรือเปล่าต้องคิด การเคลื่อนไหวประชาธิปไตยปัจจุบันยังไม่มีเนื้อหาพอที่จะขับเคลื่อน ประชาธิปไตย ต้องยกระดับ ต่อยอด ซึ่งไม่ง่ายภายใต้โลกาภิวัฒน์ เพราะไม่ว่าจะเหลือง แดง หรือใครก็บอกว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกันทั้งนั้น

ที่มา : มติชนออนไลน์ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กลุ่มแกนนอนคืออะไร ?

รูปแบบสภาวาจก

กลุ่มแกนนอนเป็นกลุ่มขนาดเล็กประมาณ 5-20 คน ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นตัวของตัวเองโดยการปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าหรือ กิจกรรมอื่นๆ  เราสามารถสร้างกลุ่มแกนนอนกับเพื่อนๆ คนในชุมชน ที่ทำงาน หรือในองค์กรต่างๆ ได้

กลุ่มแกนนอนท้าทายกระบวนการตัดสินใจและการจัด องค์กรแบบบนลงล่าง รวมทั้งสร้างพลังเพื่อให้เกิดการปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าที่สร้างสรรค์  กลุ่มแกนนอนเอื้อให้คนได้ทำกิจกรรมที่อยากทำโดยให้เสรีภาพและอำนาจการตัดสิน ใจอย่างเต็มที่ภายในกลุ่ม  ธรรมชาติของกลุ่มแกนนอนคือปฏิเสธการรวมศูนย์และไม่มีลำดับชั้น  ซึ่งเป็นหลักการสำคัญสองข้อของการจัดองค์กรแบบอนาธิปไตย

บทบาทของกลุ่มแกนนอน

บทบาทของกลุ่มแกนนอนมีมากมาย อาทิ

  1. หน่วยพยาบาล  กลุ่มแกนนอนจำเป็นต้องมีคนที่สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือคนที่สามารถติดต่อกับหน่วยแพทย์พยาบาลในระหว่างปฏิบัติการ
  2. ผู้ สังเกตการณ์ทางกฎหมาย  ถ้าเราไม่มีผู้สังเกตการณ์ทางกฎหมายในปฏิบัติการหนึ่งๆ ก็จำเป็นต้องมีคนที่คอยบันทึกเรื่องการจัดการของตำรวจและการฝ่าฝืนสิทธิของ ผู้ปฏิบัติการ
  3. สื่อ  ถ้าเรามีปฏิบัติการที่ต้องการให้ออกสื่อ เราจะต้องมีคนที่สามารถพูดกับสื่อหรือเป็นโฆษกได้
  4. ผู้ ดูแลเอาใจใส่ (Action Elf/Vibes-watcher)  เป็นคนที่คอยช่วยเหลือในเรื่องทั่วไปของกลุ่ม เช่น น้ำ การนวด ให้กำลังใจ ตลอดจนริเริ่มร้องเพลงหรือเชียร์  แม้ไม่ใช่บทบาทที่สำคัญแต่ก็ช่วยในรายละเอียดได้มากตลอดระยะเวลาของปฏิบัติ การอันยาวนานซึ่งอาจสร้างความเหนื่อยล้าหรือหงุดหงิด
  5. หน่วยจราจร  ถ้าเป็นกลุ่มแกนนอนเคลื่อนที่ เราจำเป็นต้องมีคนที่กล้าหยุดรถตรงสี่แยกและคอยดูภาพรวมเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน
  6. คน ที่กล้าถูกจับ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของการปฏิบัติการ บางกิจกรรมต้องการจำนวนคนถูกจับที่แน่นอน บางกิจกรรมต้องการคนถูกจับน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม มันสำคัญที่จะต้องรู้ว่าใครทำกิจกรรมและวางแผนที่จะถูกจับ
  7. ฝ่าย สนับสนุนคนถูกจับ  ถ้าเราอยู่ในกลุ่มแกนนอนที่มีคนถูกจับ จะต้องมีคนคอยประสานงานข้อมูลข่าวสารและตามไปที่คุมขัง คุยและทำงานกับทนาย รวมทั้งติดตามคนที่ถูกจับ

เราจะเริ่มสร้างกลุ่มแกนนอนอย่างไร

กลุ่ม แกนนอนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน กลุ่มเพื่อน กลุ่มนักกิจกรรม ที่สัมพันธ์กันเป็นปีๆ หรือภายในสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับกิจกรรมหนึ่งๆ  ที่สำคัญคือควรเข้าร่วมกลุ่มแกนนอนที่เหมาะสมกับเราและความสนใจของเรา

เรา สามารถสร้างกลุ่มแกนนอนในถิ่นของเราได้โดยหาเพื่อนหรือสหายนักกิจกรรมที่มี ความสนใจในประเด็นคล้ายๆ กัน และต้องการมีปฏิบัติการเช่นเดียวกัน  ลองมองหาคนที่ใช้เทคนิคเดียวกันด้วยก็ดี  ถ้าทำกิจกรรมที่เสี่ยงบางคนอาจเขาอาจไม่เข้าร่วมกิจกรรมนั้นๆ ของกลุ่มแกนนอน อาจไปทำหน้าที่สื่อหรือหน่วยพยาบาลแทน แต่มันคงไม่ดีแน่ถ้าคนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ในเทคนิคนั้นๆ ของปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า

ถ้าคุณกำลังมองหาที่จะร่วมกลุ่มแกนนอนใน ปฏิบัติการขนาดใหญ่ อันดับแรกให้ค้นหากลุ่มแกนนอนที่เปิดรับสมาชิกใหม่  สำหรับหลายๆ คนแล้วกลุ่มแกนนอนตั้งอยู่บนฐานของความไว้วางใจกันระหว่างเพื่อนหรือการ ทำงานร่วมกันเป็นปีๆ ดังนั้นพวกเขาก็จะไม่ค่อยอยากให้คนไม่รู้จักมาเข้ากลุ่ม แต่ถ้าคุณสามารถหากลุ่มแกนนอนที่เปิด ลองหาคนที่มีประเด็นปัญหาเดียวกัน มีวิธีปฏิบัติการคล้ายๆ กันที่ดึงดูดเราให้เข้าร่วม

กลุ่มแกนนอนทำอะไรได้บ้าง

อะไร ก็ได้ !!!  พวกเขาสามารถใช้เพื่อปฏิบัติการมวลชนหรือกิจกรรมขนาดเล็ก  กลุ่มแกนนอนสามารถกางป้ายผ้า เป็นกลุ่มกีดขวางการจราจร ช่วยเหลือกลุ่มแกนนอนอื่น ทำละครข้างถนน ปิดกั้นการจราจร เปลี่ยนข้อความบนป้ายโฆษณา เล่นดนตรี ร้องเพลง ฯลฯ  กลุ่มแกนนอนบางกลุ่มอาจมีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนในแต่ละการปฏิบัติการ แต่ที่สามารถทำได้ทันทีคือกลุ่มพยาบาล กลุ่มที่คอยส่งอาหาร น้ำ ให้เพื่อนๆ บนท้องถนน

สิ่งที่ทำให้กลุ่มแกนนอนสามารถปฏิบัติการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ก็คือการสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง และวางแผนในปฏิบัติการหนึ่งๆ ได้โดยไม่ต้องจัดตั้งเป็นองค์กรหรือให้ใครมาตัดสินใจแทน ดังนั้นมันจึงมีความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดที่จะทำ  จำไว้ว่าให้สร้างสรรค์  และจำไว้ว่า ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า เจ๋ง !

เรียบเรียงมาจาก http://www.rantcollective.net/article.php?id=30 โดยอ้วนกับเล็ก

ที่มา : http://www.facebook.com/note.php?note_id=156962207668266&notif_t=note_tag

(แนะนำให้ตามไปอ่าน ที่มา ด้วยครับ เพราะจะมีคนมาแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ด้วย)

Page 1 of 3123»