Direct Action ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า

โดย ภัควดี วีระภาสพงษ์

คำว่า direct action หรือแปลเป็นไทยว่า “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” เป็นคำคำหนึ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางมากที่สุดในขบวนการสังคมใหม่  “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” เป็นคำที่มีความหมายครอบคลุมพอๆ กับคลุมเครือ และกลุ่มต่างๆ ในขบวนการสังคมใหม่ก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างและขัดแย้งกันเกี่ยวกับคำคำ นี้

ท้าทายซึ่งหน้า

ในความหมายที่กว้างที่สุด “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” หมายถึง ปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อแก้ไขเยียวยาความอยุติธรรมหรือความชั่วร้ายโดย ไม่พึ่งพิงองค์กรหรือบุคคลที่เป็นสื่อกลาง ปฏิบัติการ “โดยตรง” เช่นนี้จึงตรงข้ามกับปฏิบัติการทางการเมือง “โดยอ้อม” ซึ่งต้องอาศัยบุคคลหรือสถาบันที่เป็นตัวกลางมาแก้ไขปัญหาให้ เช่น การเลือกตั้ง การดำเนินการผ่านระบบราชการหรือศาล การเรียกร้องต่อรัฐ เป็นต้น   “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” มุ่งแก้ไขปัญหาหรือสร้างสังคมอุดมคติขึ้นมาที่นี่และเดี๋ยวนี้ แม้จะทำได้เพียงชั่วคราวก็ตาม ในขณะที่ปฏิบัติการ “โดยอ้อม” เป็นแค่การให้คำมั่นสัญญาว่า การแก้ไขปัญหาจะเกิดขึ้นในอนาคต

ในความหมายที่แคบลงมาของนักอนาธิปไตยบางกลุ่ม เนื่องจากอนาธิปไตยมุ่งสร้างสังคมที่ปราศจากระบบทุนนิยม ระบบชนชั้นและรัฐ โดยเชื่อว่ามนุษย์สามารถปกครองตัวเองด้วยกระบวนการประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ที่ปราศจากการครอบงำหรือการบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้น แต่ระบอบสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกลับปล้นอำนาจในการปกครองตัวเองไปจากเรา เราจึงต้องปฏิบัติการทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งผู้แทนในรัฐสภา แก้ไขปัญหาผ่านรัฐและระบบราชการ ไม่มีอำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิต ฯลฯ

“ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” จึงเป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์ได้ใช้อำนาจโดยตรงของตนจัดการต่อความ เป็นไปและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง  “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” จึงเป็นการชิงอำนาจกลับคืนมาสู่มนุษย์และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไป สู่สังคมอุดมคติตามแนวทางอนาธิปไตย

ในขณะที่นักปฏิรูปอาศัย กล่องหย่อนบัตรเลือกตั้ง นักเสรีนิยมใช้การล็อบบี้และสร้างแรงกดดันทางการเมือง นักสังคมนิยมใช้พรรคหัวขบวนปฏิบัติ (vanguard party) นักอนาธิปไตยก็มี “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” แต่ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ไม่ได้เป็นแค่ยุทธวิธีทางการเมือง มันเป็นทั้งวิธีการและเป้าหมายในตัวเอง มันไม่ใช่แค่กลยุทธ์ในการเรียกร้องหรือประท้วง แต่เป็นหนทางหนึ่งในการ “สร้างอนาคตขึ้นมาที่นี่และเดี๋ยวนี้”  มันเป็นการสร้างเงื่อนไขให้มนุษย์จับมือกันเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งทุนหรือรัฐ ในความหมายที่แคบลงมาของนักอนาธิปไตย “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ไม่ใช่การยืนยันอำนาจตามอำเภอใจของปัจเจกบุคคล แต่มันเป็นการจัดตั้ง (organize) ในแนวระนาบ (horizontalism) และใช้ “กระบวนการแสวงหาฉันทามติ” (consensus decision-making)[i] เพื่อต่อต้านความอยุติธรรมหรือพยายามสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเดิมขึ้นมา

หาก ยึดตามนิยามที่แคบลงนี้ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” จึงแตกต่างจากปฏิบัติการในเชิงสัญลักษณ์ (symbolic action) เพราะ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” เป็นการใช้อำนาจเพื่อควบคุมชีวิตของเรา ไม่ใช่แค่พยายามสื่อถึงอะไรบางอย่าง  ข้อแตกต่างนี้จึงทำให้ปฏิบัติการบางอย่างของขบวนการสังคมใหม่ไม่ใช่ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ในทัศนะของนักอนาธิปไตยบางกลุ่ม (แม้ว่าองค์กรที่เป็นเจ้าของปฏิบัติการจะเรียกมันเป็น “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ก็ตาม) อาทิเช่น การปีนขึ้นไปแขวนป้ายผ้าขนาดใหญ่บนตึกของกลุ่มกรีนพีซ แม้จะดูเหมือนเป็นปฏิบัติการที่ท้าทาย แต่ก็เป็นแค่ปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะปฏิบัติการแบบนี้ชี้ให้เห็นความอยุติธรรมหรือความไม่ถูกต้องเฉยๆ แต่ไม่ได้พยายามแก้ไขหรือทำลายความไม่ถูกต้องนั้นโดยตรง อีกทั้งยังเป็นการพยายามสื่อความคิดต่อสาธารณชนและนักการเมืองผ่านสื่อมวลชน กระแสหลักด้วย  ปฏิบัติการใดๆ ก็ตามที่มุ่งเน้นเพียงเพื่อเป็นข่าวในสื่อมวลชน เท่ากับเป็นการยอมรับว่า คนอื่นหรือสถาบันอื่น (ในที่นี้คือสื่อมวลชน) มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ มากกว่าตัวเราเอง

ตามนิยาม นี้ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” จึงแตกต่างจากปฏิบัติการเชิงศีลธรรม (moral action) ด้วย  ปฏิบัติการเชิงศีลธรรมอาจเป็นการคัดค้านหรือประท้วงบุคคลหรือสถาบันใดโดย มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์เชิงศีลธรรมที่บุคคลหรือสถาบันนั้นมีต่อสังคม การประท้วงหรือการคว่ำบาตรสินค้าบางอย่างของขบวนการผู้บริโภคเกือบทั้งหมด จัดอยู่ในปฏิบัติการเชิงศีลธรรม ปฏิบัติการเชิงศีลธรรมเพียงแต่ต้องการให้บุคคลหรือสถาบันนั้นๆ มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนมากขึ้น แต่ไม่ได้ตั้งคำถามไปถึงความสัมพันธ์ในเชิงโครงสร้างหรือความชอบธรรมของการ ดำรงอยู่ของสถาบันนั้นๆ

direct action

การจัดประเภทและตัวอย่างของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า”

“ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  • ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ใช้ความรุนแรง อาทิเช่น การทำสงครามจรยุทธ์ การ ก่อวินาศกรรม การลอบสังหาร ฯลฯ ผู้ที่ใช้ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ใช้ความรุนแรง มีอาทิ นักอนาธิปไตยบางกลุ่ม, ขบวนการ IRA ในไอร์แลนด์เหนือ, ขบวนการแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ หรือ ETA ในสเปน ฯลฯ   “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ใช้ความรุนแรงนี้ ทำให้ในสมัยก่อนคนส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงคำว่า direct action เข้ากับการใช้ความรุนแรงและอนาธิปไตย  อันที่จริงมีนักอนาธิปไตยบางกลุ่มเท่านั้นที่เห็นด้วยหรือใช้ความรุนแรง  อาทิเช่น มิคาอิล บาคูนิน (Mikhail Bakunin) และแอร์ริโก มาลาเทสตา (Errico Malatesta) เคยเขียนไว้ว่า ความรุนแรงเป็นวิธีการที่จำเป็นในสถานการณ์ปฏิวัติ (แต่ทั้งสองประณามการก่อการร้ายว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ) และมีนักเคลื่อนไหวอีกหลายกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง แต่ไม่ได้มีแนวคิดแบบอนาธิปไตย อาทิเช่น กลุ่ม Squamish Five ที่เรียกตัวเองว่า Direct Action ในแคนาดาช่วงต้นทศวรรษ 1980 มีความคิดผสมผสานระหว่างนักกิจกรรมสังคมกับเฟมินิสต์ กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติหลายกลุ่มก็ใช้ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ใช้ความรุนแรง อาทิเช่น กลุ่ม Earth Liberation Front, Animal Liberation Front ฯลฯ หรือที่มักเรียกรวมๆ กันว่า eco-terrorism แต่กลุ่มนักอนาธิปไตยและนักเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่วนใหญ่มักใช้ความรุนแรง เพื่อทำลายสิ่งก่อสร้างและวัตถุมากกว่าชีวิตมนุษย์
  • ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ไม่ใช้ความรุนแรง เป็น ยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ที่ใช้กันมากและแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน จนกระทั่งทุกวันนี้ คำว่า direct action แทบจะมีความหมายเดียวกับ “อารยะขัดขืน” (civil disobedience) และการไม่ใช้ความรุนแรงไปแล้ว  ขบวนการสังคมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขบวนการด้านแรงงาน, สิ่งแวดล้อม, อนุรักษ์ธรรมชาติ, อนาธิปไตย, สังคมนิยม, มาร์กซิสต์, เฟมินิสต์ ฯลฯ เกือบทั้งหมดสนับสนุน “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ไม่ใช้ความรุนแรงทั้งสิ้น

แต่ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ใช้และไม่ใช้ความรุนแรง ก็ไม่ได้มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนเด็ดขาดจากกันเสียทีเดียว แม้ว่าข้อตกลงที่จะไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอาจเป็น เรื่องที่เห็นพ้องต้องกันโดยมาก แต่ประเด็นที่มักก่อให้เกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้งแตกต่างกันคือการประท้วง ด้วยการทำลายทรัพย์สิน (vandalism)   ยังไม่มีความเห็นพ้องต้องกันที่เด็ดขาดลงไปว่า การประท้วงด้วยการทำลายทรัพย์สินถือเป็นการใช้ความรุนแรงหรือไม่  นักอนาธิปไตยบางกลุ่มถือว่าการทำลายทรัพย์สินเป็นความชอบธรรม เพราะตามแนวคิดอนาธิปไตยนั้นไม่เห็นด้วยกับการมีกรรมสิทธิ์เอกชน แต่ก็มีนักอนาธิปไตยอีกจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการทำลายทรัพย์สินในเชิง ยุทธวิธี   ไมเคิล อัลเบิร์ต ผู้ก่อตั้ง ZNet ให้เหตุผลที่น่ารับฟังว่า ในเมื่อนักอนาธิปไตยถือว่า “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” เป็นทั้งวิธีการและเป้าหมายในตัวเอง การทำลายทรัพย์สินจึงไม่อาจยอมรับในฐานะเป้าหมายได้ เพราะไม่มีนักอนาธิปไตยคนไหนเที่ยวทำลายทรัพย์สินในชีวิตประจำวัน

ประเด็น ที่ยังต้องถกเถียงเกี่ยวกับนิยามของความรุนแรงยังมีประเด็นอื่นๆ อีก อาทิเช่น การรื้อทำลายสิ่งกีดขวางของตำรวจเพื่อดำเนินการประท้วง การบุกรุกจับจองที่ดินทำกิน การป้องกันตัวจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ การใช้ถ้อยคำล้อเลียนเสียดสี ฯลฯ จัดเป็นการใช้ความรุนแรงหรือไม่

อนึ่ง แม้ว่าสื่อมวลชนกระแสหลักมักเชื่อมโยง “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” กับความรุนแรงเข้าด้วยกัน ในความเป็นจริง นับตั้งแต่มีการประท้วงครั้งใหญ่ซึ่งเปิดตัวขบวนการสังคมใหม่ที่ซีแอตเติลใน ค.ศ. 1999 เป็นต้นมา “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ของขบวนการสังคมใหม่ไม่เคยทำให้คนหรือสิ่งมีชีวิตใดบาดเจ็บร้ายแรงหรือถึง ขั้นเสียชีวิต ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากฝ่ายรัฐเกือบทั้งสิ้น  เดวิด เกรเบอร์ (David Graeber) นักมานุษยวิทยาและนักอนาธิปไตยเห็นว่า “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ไม่ใช้ความรุนแรงทำให้รัฐถึงกับมึนงงทำอะไรไม่ถูกไปในช่วงแรกๆ อันเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้การประท้วงขนาดใหญ่ของขบวนการสังคมใหม่ ประสบความสำเร็จมาก

นอกจากการแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ข้างต้นแล้ว ผู้เขียนขอแบ่งประเภทของกิจกรรมใน “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยแบ่งตามเป้าหมายหลักของการดำเนินกิจกรรม โดยที่ทั้งสามกลุ่มนี้อาจไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนเด็ดขาดและมักเหลื่อมซ้อนกัน อยู่ก็ตาม

กิจกรรมใน “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” อาจแบ่งออกได้เป็น:

1) การเรียกร้องต่อสถาบันเดิม (คำว่า สถาบันเดิมในที่นี้อาจหมายถึงรัฐ, องค์กร, สถาบัน หรือสภาพเดิมที่ดำรงอยู่ – status quo) หากนิยามในความหมายแคบ ปฏิบัติการกลุ่มนี้คงไม่จัดเป็น “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” แต่หากนิยามในความหมายกว้างดังที่ใช้กันแพร่หลาย ปฏิบัติการกลุ่มนี้เป็น “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุด  กิจกรรมต่างๆ ในกลุ่มนี้มีอาทิ การประท้วง การนัดหยุดงาน การขับไล่ การปิดถนน การบุกเข้าไปยึดครองอาคารสถานที่ต่างๆ ฯลฯ โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวมีข้อเรียกร้องให้สถาบันเดิมทำหรือไม่ทำบางสิ่งบาง อย่าง เช่น ขึ้นค่าแรง, เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก, หยุดการสร้างเขื่อนหรือโรงไฟฟ้า, จัดหาสวัสดิการให้ผู้ตกงาน, จัดสรรที่ดินทำกิน ฯลฯ เป็นต้น

2) การทำลายสถาบันเดิม หากเป็นปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรง ก็คือการวินาศกรรม, การลอบสังหาร ไปจนถึงการปฏิวัติ แต่สำหรับปฏิบัติการที่ไม่ใช้ความรุนแรง สามารถทำได้ทั้งการเข้าไปขัดขวางกลไกการทำงานของสถาบันเดิม กล่าวคือการทำลายอำนาจ อาทิเช่น การปิดล้อมไม่ให้มีการประชุม WTO, การยึดถนนมาทำเป็นพื้นที่สาธารณะชั่วคราวของกลุ่ม Reclaim the Streets, การไม่จ่ายภาษี, การกำหนดวันปิดโทรทัศน์หรืองดช็อปปิ้ง ฯลฯ ไปจนถึงการทำลายภาพพจน์และความชอบธรรมของสถาบันเดิม อาทิเช่น การล้อเลียนภาพโฆษณา, การทำละครข้างถนน, หรือกรณีตัวอย่างที่ไมเคิล มัวร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง พากลุ่มผู้ป่วยจากบุหรี่ไปร้องเพลงอวยพรคริสต์มาสที่บรรษัทบุหรี่ เป็นต้น

3) การแยกตัวออกจากสถาบันเดิม พยายามแก้ไขปัญหาเองหรือสร้างสังคมอุดมคติขึ้นมาโดยไม่รอพึ่งพิงกลไกของ สถาบันเดิมที่มีอยู่ อาทิเช่น การสร้างศูนย์สังคม (Social Centres) ในยุโรป, การยึดที่ดินมาจัดสรรและสร้างชุมชนของขบวนการ MST ในบราซิล, ขบวนการปกครองตนเอง (autonomous movements) ในอาร์เจนตินา, การยึดโรงงานหรือสร้างสถานประกอบการที่คนงานบริหารเอง, การสร้างเงินตราชุมชน, การสร้างศูนย์พักพิงแก่แรงงานอพยพที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ฯลฯ เป็นต้น

ความเป็นมาของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า”

หาก ใช้คำนิยามอย่างกว้างแล้ว “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” มีมาคู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ในทุกหนแห่งที่มีความขัดแย้ง Voltairine de Cleyre (ค.ศ. 1866-1912) นักอนาธิปไตยและเฟมินิสต์ชาวอเมริกัน เขียนไว้ว่า “ผู้ใดก็ตามที่คิดว่าตนมีสิทธิบางอย่างที่ต้องยืนยัน และก้าวออกมายืนยันสิทธินั้นอย่างกล้าหาญด้วยตัวเอง หรือจับมือร่วมกับคนอื่นๆ ที่มีเจตจำนงเดียวกัน คนผู้นั้นคือนักปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า”

“ปฏิบัติการท้าทายซึ่ง หน้า” ในอดีต สามารถสืบสาวย้อนกลับไปได้ไม่สิ้นสุด แต่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่มักยกมาอ้างถึงกันบ่อยๆ คือ ขบวนการ Diggers ในอังกฤษช่วง ค.ศ. 1649-50 ที่เรียกร้องให้นำที่ดินสาธารณะมาใช้เป็นที่ดินทำกินของคนจน และเหตุการณ์ Boston Tea Party ในสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1773 ที่ชาวอาณานิคมอเมริกันประท้วงรัฐบาลอังกฤษด้วยการทำลายใบชา และกรณีที่เฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau, ค.ศ. 1817-62) ปฏิเสธการจ่ายภาษีเพื่อประท้วงต่อระบบทาส

แต่ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ในฐานะทฤษฎี เติบโตขึ้นมาในแวดวงของนักอนาธิปไตยและในบริบทการต่อสู้ของแรงงานเป็นหลัก โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากแนวความคิดของปิแอร์-โจเซฟ พรูดอง (Pierre Joseph Proudhon, ค.ศ. 1809-65) ซึ่งเป็นนักคิดคนสำคัญของฝ่ายอนาธิปไตย  พรูดองเห็นว่าการดำเนินการทางการเมืองไม่ควรผ่านช่องทางของรัฐและสถาบันที่ มีอยู่เดิม เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับอำนาจของมัน  เอมมา โกลด์แมน (Emma Goldman, ค.ศ. 1869-1940) ก็กล่าวถึง “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ไว้ในงานเขียนของเธอ แต่หนังสือที่กล่าวถึงประเด็นนี้โดยตรงเล่มแรกคือหนังสือชื่อ Direct Action (1920) ของวิลเลียม เมลเลอร์ (William Mellor, ค.ศ. 1888-1942) นักหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายชาวอังกฤษ  เขากล่าวถึง “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ว่าเป็นยุทธวิธีในการต่อสู้ระหว่างคนงานกับนายจ้างเพื่อช่วงชิงการควบคุม “ชีวิตทางเศรษฐกิจของสังคม” เมลเลอร์นิยาม “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ว่าเป็น “การใช้อำนาจทางเศรษฐกิจในบางรูปแบบเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ผู้ครอบครองอำนาจ นั้นปรารถนา” ในแง่นี้ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” จึงเป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใครจะเป็นผู้ใช้ก็ได้ หากนายทุนใช้ เราเรียกมันว่า “การปิดงาน” (lockouts—การปิดโรงงานหรือสถานประกอบการ เพื่อบีบให้สหภาพแรงงานยอมรับเงื่อนไขการจ้างงาน) และ “การฮั้ว” (cartel) แต่หากคนงานเป็นผู้ใช้ เราเรียกว่า การสไตรก์หรือนัดหยุดงาน การเฉื่อยงาน การก่อกวน ฯลฯ

“ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” และการไม่ใช้ความรุนแรง (non-violence) มาบรรจบและผสมผสานกันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีตัวเอกอยู่ในสองทวีปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือ มหาตมะคานธีกับคำสอนที่เรียกว่า สัตยาเคราะห์ ในแอฟริกาใต้และอินเดีย กับองค์กรแรงงานอุตสาหกรรมของโลก (Industrial Workers of the World—IWW หรือเรียกกันว่า Wobblies) อันเป็นสหภาพแรงงานที่ก่อตั้งขึ้นมาในชิคาโกตั้งแต่ ค.ศ. 1905 มีอุดมการณ์ในแบบสหการนิยม (syndicalism) และใช้ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” อย่างเป็นระบบ

IWW เปิดกว้างให้แรงงานทุกคนเป็นสมาชิกองค์กรได้หมด ไม่ว่าจะเป็นแรงงานมีฝีมือหรือไร้ฝีมือ ไม่มีข้อจำกัดในด้านเชื้อชาติ, อาชีพ, การเป็นชนกลุ่มน้อย หรือเพศ  แนวทางของสหการนิยมคือการพยายามเข้าไปควบคุมอุตสาหกรรมด้วยองค์กรแรงงาน รัฐเป็นตัวแทนของการกดขี่ สหภาพแรงงานควรเข้ามาแทนที่รัฐในฐานะองค์ประกอบที่เป็นหัวใจของสังคม  เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ IWW ประกาศใช้ direct action ที่มีวิธีการหลากหลาย นับตั้งแต่การนัดหยุดงาน, การเฉื่อยงาน, การเผยแพร่ความคิด, การคว่ำบาตร, การอารยะขัดขืน, การเดินขบวน, เพลง ดนตรี ศิลปะ ฯลฯ IWW ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง, การไกล่เกลี่ยด้วยอนุญาโตตุลาการ หรือการรวมตัวกันเจรจาต่อรอง

แต่ต้นแบบของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่มีต่อขบวนการสังคมใหม่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแง่ของโครงสร้างการจัดตั้งที่มีพื้นฐานอยู่บนกลุ่มเครือสหาย (affinity group)[ii] ต้องยกให้ขบวนการอนาธิปไตยของสเปนในช่วงสงครามกลางเมือง (ค.ศ. 1936-39) เมื่อชาวอนาธิปไตยถึง 6 ล้านคน ดำเนินการปฏิวัติสังคม ยึดครองที่ดิน โรงงาน สถานประกอบการและเมืองต่างๆ แล้วนำมาบริหารด้วยระบอบประชาธิปไตยทางตรงที่ตั้งอยู่บนความต้องการที่แท้ จริงของประชาชน ขบวนการอนาธิปไตยของสเปนพิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาชนสามารถจัดการดูแลชีวิตของตนเองได้โดยไม่ต้องมีเจ้านายหรือรัฐ

ล่วง มาถึงกลางศตวรรษที่ 20 ขอบเขตของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ขยายออกไปมากก็จริง แต่ความหมายของคำคำนี้เริ่มหดแคบลง และแนบแน่นกับการอารยะขัดขืนและการไม่ใช้ความรุนแรงมากขึ้น เป้าหมายของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” เริ่มแยกออกจากแนวทางอนาธิปไตย และหันไปหาประเด็นด้านสิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม  ตัวเอกที่โดดเด่นในยุคนี้คือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ในจดหมายจากคุกเบอร์มิงแฮม เขาเขียนไว้ว่า “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าที่ไม่ใช้ความรุนแรงมุ่งสร้างวิกฤตการณ์และหล่อ เลี้ยงความตึงเครียดเอาไว้ เพื่อให้ชุมชนที่ไม่ยอมเจรจาต่อรองเสมอมา จำเป็นต้องหันมาเผชิญหน้ากับปัญหา  ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าจะช่วยขยายภาพของปัญหาให้เด่นชัดจนมองข้ามไม่ได้ อีกต่อไป”

Herald Square Direct Action

Herald Square Direct Action

ในช่วงทศวรรษ 1980 ขบวนการที่ใช้ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” มากที่สุด น่าจะเป็นขบวนการต่อต้านนิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ขบวนการต่อต้านนิวเคลียร์ใช้วิธีบุกเข้าไปยึดฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ปิดถนนไม่ให้ทหารขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ และขัดขวางโครงการทางทหารหลายโครงการ  กรีนพีซที่รณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทมากในการพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ ให้แก่ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า”  นักกิจกรรมหลายคนทั้งที่อยู่ในกรีนพีซและที่แยกตัวออกมา เริ่มจัดทำค่ายอบรมและฝึกสอนวิธีการในการสร้าง “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” และการรณรงค์ที่ไม่ใช้ความรุนแรงแบบต่างๆ

หลังจากนั้นขบวนการ นักเคลื่อนไหวดูเหมือนซบเซาไป กลุ่มองค์กรต่างๆ เริ่มมีลักษณะแบบราชการมากขึ้น แต่แล้วแนวคิดแบบอนาธิปไตยและ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในเมืองซีแอตเติล ค.ศ. 1999 โดยได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่ม Otpor (Resistance) ในอดีตประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวชาวเซอร์เบียเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการ ของประธานาธิบดีสโลโบดัน มิโลเซวิช, ขบวนการพลังประชาชนของชาวฟิลิปปินส์ที่ขับไล่ประธานาธิบดีมาร์กอส และแรงบันดาลใจจากขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก

บางครั้ง “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ก็ถูกนำมาใช้อย่างได้ผลในกรณีเล็กๆ ครั้งหนึ่ง เมื่อผู้ลี้ภัยการเมืองจากสาธารณรัฐคองโกคนหนึ่งกำลังจะถูกส่งตัวกลับประเทศ และมีแนวโน้มอย่างยิ่งว่าเขาจะถูกสังหารทิ้งเมื่อไปถึงคองโก บนสายการบินบริติชแอร์เวย์ที่จะออกเดินทาง ผู้ประท้วงคนหนึ่งที่ซื้อตั๋วโดยสารมาด้วยลุกขึ้นยืนและไม่ยอมนั่งลง เครื่องบินต้องล่าช้าไปถึงสองชั่วโมง ในที่สุดนักบินไม่ยอมนำเครื่องขึ้นตราบที่ผู้ลี้ภัยการเมืองคนนี้ยังอยู่บน เครื่อง ทำให้เขารอดพ้นจากการถูกส่งตัวกลับประเทศไปได้

จุดแข็งและจุดอ่อนของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า”

ประเด็น สำคัญที่ต้องเน้นย้ำก็คือ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ไม่ใช่การทำอะไรก็ได้  “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ที่ดีและประสบความสำเร็จต้องมีการวางแผน การฝึกฝน การตั้งคำถามและตอบคำถามในกลุ่มนักเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการประเมินผลและวิจารณ์ตัวเองหลังจากปฏิบัติการไปแล้วด้วย

โครงสร้าง การจัดตั้งของกลุ่ม “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” มีความสำคัญเท่าๆ กับตัวปฏิบัติการเอง ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะวิพากษ์สังคมชนชั้นและนำเสนอสังคมแห่งความเสมอภาค หากในกลุ่มนักปฏิบัติการยังจัดโครงสร้างเป็นลำดับชั้น กลุ่มเครือสหายและกระบวนการแสวงหาฉันทามติจึงมีความสำคัญอย่างมาก “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ไม่ใช่การแสดงความกล้าหาญหรือความคิดสร้างสรรค์ของปัจเจกบุคคล  องค์กรและการจัดตั้งเป็นเสมือนอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ต้องดำเนินไปพร้อม กับ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” เสมอ

Save the Polar Bear Suits for the Afterparty

Save the Polar Bear Suits for the Afterparty

ในเมื่อเป้าหมายของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” คือการสร้างระบบทางเลือกขึ้นมาพร้อมๆ กับต่อต้านระบบเดิมที่เป็นอยู่ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” จึงมุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมๆ กับสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในตัวผู้ปฏิบัติเอง ไม่ว่าเลือกปฏิบัติการแบบใด ผู้ปฏิบัติต้องคำนึงถึงเสมอว่า ผู้อื่นได้รับรู้สารที่สื่อออกไปอย่างถูกต้อง ปฏิกิริยาที่ตอบโต้กลับมาเป็นอย่างไร ผลกระทบจากปฏิบัติการนั้นอาจมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ในการประท้วงสงครามอิรักครั้งหนึ่งที่กรุงเทพฯ จู่ๆ ก็มีผู้ประท้วงคนหนึ่งเปลื้องผ้าเปลือยกายโดยไม่มีคำอธิบาย ปฏิบัติการนี้อาจเป็นการแสดงแบบฉับพลันหรือ happening arts แต่ไม่ใช่ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า”

ความมีสีสันและหลากหลายไม่มีที่ สิ้นสุดของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” จึงเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ในปัจจุบันมีโนวโน้มที่จะกระทำไปเพียงเพื่อได้กระทำและได้แสดงออกเท่านั้น บางครั้ง “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” ถึงกับยังสำคัญกว่าประเด็นในการรณรงค์ด้วยซ้ำ

จุดอ่อนอีก ประการหนึ่งของ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” อยู่ที่ความหมิ่นเหม่และบางทีก็ละเมิดกฎหมายโดยตรง ทำให้ปฏิบัติการถูกใช้เป็นข้ออ้างของรัฐในการปราบปรามผู้ประท้วง ประชาชนที่พร้อมใช้ “ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า” จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่พร้อมจะถูกจับและถูกลงโทษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง อีกทั้งปฏิบัติการยังไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง ในกรณีของผู้ประท้วงที่เป็นชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มผู้อพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ในประการสุดท้าย แนวคิดของการแก้ปัญหาโดยตรงที่ไม่พึ่งพิงรัฐหรือสถาบันอาจทำไม่ได้ในกรณีที่ ปัญหานั้นๆ เป็นปัญหาขนาดใหญ่ ความจำเป็นของสังคมหลายๆ ประการยังคงต้องรอให้รัฐตอบสนองและแก้ปัญหาให้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข, ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง, การศึกษาที่มีคุณภาพ หรือการกระจายรายได้ที่ดีกว่าเดิม ปัญหาบางอย่างจะแก้ไขหรือบรรเทาได้ต่อเมื่อรัฐเข้ามาเป็นผู้ให้หลักประกัน เช่น ปัญหาความรุนแรงระหว่างเพศ เป็นต้น

ข้อมูลประกอบการเขียน:

Albert, Michael. “On Trashing and Movement Building.” http://www.zmag.org/

http://www.answers.com/direct%20action

http://www.answers.com/topic/industrial-workers-of-the-world

http://www.answers.com/topic/william-mellor

http://en.wikipedia.org/wiki/Direct_action

Moynihan, Denis. 2002. “Using Direct Action Effectively.” In Mike Prokosch and Laura Raymond. Eds. The

Global Activist’s Manual. New York: Thunder’s Mouth Press.

Moynihan, Denis and David Solnit. 2002. “From the Salt Marches to Seattle.” In Mike Prokosch and Laura

Raymond. Eds.The Global Activist’s Manual. New York: Thunder’s Mouth Press.

Sparrow, Rob. “Anarchist Politics & Direct Action.” http://www.spunk.org/library/intro/sp001641.html

Voltairine De Cleyre. “Direct Action.” http://www.spunk.org/library/writers/decleyre/sp001334.html

[i] ดูคำอธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมใน ฟ้าเดียวกัน, 4: 4 (ต.ค. – ธ.ค. 2549), หน้า 52-59

[ii] ดูเพิ่มเติมใน ฟ้าเดียวกัน, 4: 2 (เม.ย. – มิ.ย. 2549), หน้า 38-41

Similar Posts

การเมืองในละตินอเมริกา konfirebin กระบวนการแสวงหาฉันทามติ affinity group