สวน”อานันท์”ไม่ปฏิรูปบนซากศพ เวทีคู่ขนานที่เชียงใหม่ ฟันธงโครงสร้างเก่าไม่เปลี่ยน ครอบงำ 3 เรื่องใหญ่
นาย อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป(คปร.) กล่าวเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 ณ หอประชุมม.ธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “ลดอำนาจรัฐ ขจัดความเหลื่อมล้ำ”ว่า กระบวนการปฏิรูปมีมานานอยู่ในหัวใจของคนในสังคมเป็นเวลาหลายสิบปี การปฏิรูปนั้นเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ในครอบครัวยังคิดถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบ พฤติกรรม
กลไกที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดี มีคุณค่า มีความหมาย และชีวิตที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในส่วนรวม การจะไปสู่จุดนั้นมีหลายวิธี มีการสู้รบฆ่าฟัน หรือการทะเลาะกัน แต่วิถีทางที่คำนึงถึงคือ สันติ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีทั้งสำเร็จบ้างและไม่สำเร็จบ้าง สิ่งที่อยากเห็นจากการปฏิรูปคือ ความเปลี่ยนแปลง ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน วิธีคิดของเรา คือ การอยู่ร่วมกันได้ รักษาจารีตประเพณี ค่านิยมเก่าๆ ได้ และอยากเห็นสังคมสมดุล ทั้งในความคิด อุดมการณ์และสมดุลในผลประโยชน์
” วันนี้คณะกรรมการปฏิรูปที่มีตนเป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ไม่ได้มาเพื่อชี้นำ หรือบอกให้ใครต้องทำตาม แต่มาเพื่อรับฟังและสัมผัสข้อมูล อยากฟังความคิดเห็น อยากฟังข้อเสริมของประชาชนกลุ่มต่างๆ สิ่งที่สำคัญสุดคือความเข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจในสิ่งที่ตนเองรู้ แต่ต้องเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นนึกคิด มีการแบ่งคณะทำงานนอกเหนือจากที่ภาครัฐทำ กระบวนการปฏิรูปเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้ามามีส่วนร่วม อย่างจริงจังและสร้างสรรค์ ”

นอนตายข้างเวทีปฏิรูป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายอานันท์ขึ้นกล่าวอยู่บนเวทีนั้น ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับ 37 องค์กร ประมาณ 5-6 คน ได้แสดงท่าทางนอนตายบริเวณทางขึ้นของเวทีด้านหนึ่ง พร้อมกับชูใบปลิวมีข้อความว่า “ไม่ปรองดองกับฆาตกร ไม่ปฏิรูปบนซากศพ” แต่นายอานันท์ไม่มีท่าทีสนใจใดๆ โดยกล่าวเปิดการประชุมบนเวทีจนจบ จึงเดินลงเวทีโดยใช้บันไดอีกด้านหนึ่ง
กลุ่มดังกล่าวยังออกแถลงการณ์เรื่อง “หยุดปฏิรูปประเทศไทยบนกองศพวีรชน เพื่อระบอบอำมาตย์ หยุดอำนาจอำมาตย์นอกระบบ เสริมสร้างอำนาจประชาธิปไตย ปลดปล่อยนักโทษการเมือง คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน “โดยมีข้อเรียกร้อง 7 ข้อ คือ 1.รัฐต้องดำเนินการปล่อยนักโทษการเมืองโดยเร่งด่วน 2.รัฐต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยุติการปิดกั้นสื่อ หยุดข่มขู่คุกคามประชาชน คืนเสรีภาพให้สื่อ ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐได้ 3.รัฐต้องยุติการสร้างภาพลวงตาในการปฏิรูปประเทศไทย ต้องหยุดการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อระบอบอำมาตย์ 4.การปฏิรูปประเทศไทยต้องให้ประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมมิใช่ประชาชนเพียง บางส่วนอย่างที่กระทำอยู่ 5.การปฏิรูปประเทศไทยต้องดำเนินการปฏิรูปกองทัพ เพื่อไม่ให้กองทัพแทรกแซงทางการเมือง และกระทำการรัฐประหาร 6.ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกฎหมายต้องมีความเป็นธรรม และ 7.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องยุบสภาโดยเร่งด่วนเพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน
วันเดียวกัน นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถานำเวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย” เสียงที่ไม่ได้พูด/สิ่งที่พูดไม่ได้ ในการปฏิรูปประเทศไทย” ณ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดโดยกลุ่มจับตาเคลื่อนไหวประชาสังคมไทยและเครือข่าย ว่า ได้รับเชิญให้มาปาฐกถานำด้วยเหตุผลที่ว่าผู้สูงอายุคนอื่นไปปฏิรูปประเทศกัน หมดแล้ว และเมื่อเห็นว่าเป็นเวทีคู่ขนานกับระดับชาติก็เลยคิดที่จะพูดปัญหาเรื่อง สังคมการเมืองที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตว่าคำว่าสองมาตรฐานกลายเป็นคำที่ใช้อยู่ตลอด และคำว่าไพร่ที่ไม่น่าติดตาม จนกระทั่งกลุ่มเสื้อแดงประท้วง และคำว่าไพร่น่าจะตกเวทีกลับถูกนำมาใช้ สินค้าที่มีคำว่าไพร่ขายดีมาก ซึ่งน่าแปลก แสดงถึงนัยยะอะไรหลายอย่างต่อการเมืองปัจจุบัน
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ระบอบให้หรือประชาธิปไตย รัฐ ประชาชาติ ลัทธิชาตินิยม ที่ลงหลักปักฐานมากว่า 200 ปีนี้ ได้กลายเป็นรูปแบบ หลักการ มาตรฐาน และสากล ของสิ่งที่เป็นนามธรรมที่ว่า เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ที่รัฐ/ประเทศ สมัยใหม่ต้องเผชิญ ต้องรับ ต้องปรับและต้องปรุง และทำให้เป็นรูปธรรม ให้เข้ากับสภาพการณ์ของตน ไม่ว่ารัฐ/ประเทศนั้นจะเป็นสถาบันกษัตริย์ ระบอบประธานาธิบดี ระบอบทหาร ระบอบอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นระบบพรรคเดียว หลายพรรค หรือระบบ ระบอบใดๆ ก็ตาม นี่เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้านนายอานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สังคมไทยเปลี่ยนแปลงแต่โครงสร้างอันเก่ายังไม่เปลี่ยนเกิดความครอบงำ 3 อย่างตามมาคือ 1.ความคิดที่เน้นความชาตินิยมแบบบ้าระห่ำ เช่น บ้าเรื่องพรมแดน มีค่านิยมฆ่าแล้วไม่บาปเช่น สมัยทักษิณ ผู้คนเฉยๆ และดีใจที่ชาวมุสลิมถูกฆ่าตายที่ตากใบ กรือเซะ เป็นค่านิยมที่ไร้สติ 2. เชื่อว่าเมื่อมีปัญหาต้องใช้สถาบันเดิมแก้เช่น บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน ซึ่งมันแก้ไม่ได้ เพราะโลกปัจจุบันไร้พรมแดนไปแล้ว 3.มองความขัดแย้งในเชิงลบและรุนแรง นำมาซึ่งการปิดปากไม่ให้ประชาชนพูด
หากคิดได้แค่นี้ก็ไม่ต้องไปปฏิรูปแล้ว การขัดแย้งต้องต่อสู้ทางความคิดให้มาก การเปลี่ยนแปลงต้องเคลื่อนไหวทางสังคม ความขัดแย้งต้องมองในเชิงลบและบวกคู่กันไป อย่ามองอะไรด้านเดียว การจะปฏิรูปต้องทำอย่างไรภายใต้สถานการณ์แบบนี้ คนไทยเน้นฟรีแต่ไม่แฟร์ ต้องเปลี่ยนแปลงกลไกเชิงสถาบันต้องปรับดุลยภาพอำนาจใหม่ ลดการขูดรีดแรงงานไม่ให้เกิดความเสี่ยง ระบบกระบวนการยุติธรรมปัจจุบันเป็นเชิงเดี่ยวซึ่งมีปัญหา ต้องใช้เชิงซ้อนหรือพหุนิยมทางการเมืองหลายฝ่ายต้องช่วยกัน เสริมอำนาจประชาชนเข้าไปช่วยเสริมและจัดการปัญหาประชาธิปไตย
กระบวนการต่อสู้จนถึงขณะนี้ยังพายเรืออยู่ในอ่าง เราต้องคิดเรื่องกระบวนการผลักดันประชาธิปไตยภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลง มีประชาธิปไตยแบบเดียวหรือเปล่าต้องคิด การเคลื่อนไหวประชาธิปไตยปัจจุบันยังไม่มีเนื้อหาพอที่จะขับเคลื่อน ประชาธิปไตย ต้องยกระดับ ต่อยอด ซึ่งไม่ง่ายภายใต้โลกาภิวัฒน์ เพราะไม่ว่าจะเหลือง แดง หรือใครก็บอกว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกันทั้งนั้น
ที่มา : มติชนออนไลน์ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553


