การเมืองใหม่ในละตินอเมริกา ภาค ๑

โดย ภัควดี วีระภาสพงษ์

สายลมจากซีกโลกใต้

เหตุใดปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวสังคมจำนวนมากจึงหันไปมองละตินอเมริกาในปัจจุบัน?

หลังจากได้รับฉายานามอันน่าเศร้ามาหลายทศวรรษว่า  “หลังบ้านของสหรัฐอเมริกา” ละตินอเมริกาในยามนี้ได้รับขนานฉายาใหม่อย่างน่าระทึกใจ  ไม่ว่าจะเป็น  “ความหวังใหม่”  “ห้องทดลองขบวนการสังคมใหม่”  หรือ  “สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21”   ความปั่นป่วนทางการเมือง  เศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคนี้ดำเนินมายาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ง่าย ๆ   กระนั้นก็ตาม  ท่ามกลางความอลหม่านทั้งหมดนี้  การดำเนินการทางการเมืองแบบใหม่ได้เกิดขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า  ละตินอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจ เพราะนี่เป็นภูมิภาคหนึ่งที่ยากจนที่สุดในโลก

การเมืองในละตินอเมริกา

ละตินอเมริกา

นอกจากนี้ยังเป็นภูมิภาคที่เป็นห้องทดลองของมหาอำนาจเสมอมา  ไม่ว่าจะเป็นการล่าอาณานิคม  การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์   แรงงานทาส  การทำไร่เกษตรขนาดใหญ่ (plantation) จนกลายเป็นธุรกิจเกษตร (agribusiness) ในปัจจุบัน  การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร  ภัยสยองโดยรัฐ (state terrorism)  ระบอบประชาธิปไตย  การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกหรือที่เรียกกันว่า shock therapy  ระบบเสรีนิยมใหม่และข้อตกลงเขตการค้าเสรี   เกือบทั้งหมดนี้เริ่มทดลองในละตินอเมริกาอย่างเข้มข้นก่อนจะนำไปใช้ที่อื่น

ไม่น่าแปลกใจที่คำว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) เป็นคำที่แพร่หลายมากที่สุดในละตินอเมริกาจนแทบจะเป็นคำพูดในชีวิตประจำวัน  ทั้งนี้เพราะผลกระทบของลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นสิ่งที่ชาวละตินอเมริกาคุ้นเคย มากที่สุดนั่นเอง

แต่ท่ามกลางความยากจนและการกดขี่   ชาวละตินอเมริการากหญ้ากลับสร้าง “การเมืองใหม่” เพื่อต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่   วิธีการต่อสู้และแนวความคิดของพวกเขาแผ่อิทธิพลไปสู่ปัญญาชนและนัก เคลื่อนไหวชาวตะวันตก  จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า  “ขบวนการสังคมใหม่” หรือ “ขบวนการความยุติธรรมโลก”

แต่ไหนแต่ไรมา  แนวความคิดทางการเมืองและสังคมมักแผ่จากโลกที่หนึ่งสู่โลกที่สาม  จากซีกโลกเหนือสู่ซีกโลกใต้   อาทิเช่น  ลัทธิชาตินิยม  ลัทธิคอมมิวนิสต์  เป็นต้น  แต่นี่เป็นครั้งแรกที่การถ่ายทอดเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม  นั่นคือ  สายลมแห่งความคิดพัดจากแหล่งกำเนิดในซีกโลกใต้ไปสู่ซีกโลกเหนือ  จากโลกที่สามไปสู่โลกที่หนึ่ง   นี่จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ถึงรากถึงโคนที่สุดของขบวนการสังคมใหม่ในปัจจุบัน

ภูมิหลังโดยสังเขป

เมื่อครั้งที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเดินทางไปถึงดินแดนที่จะกลายเป็นภูมิภาคละตินอเมริกาในปัจจุบัน  เขาบรรยายถึงชาวพื้นเมืองชนชาติอาราวักที่พบเจอว่า  “พวกเขาเป็นคนดีที่สุดในโลกและอ่อนโยนที่สุดด้วย  พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือความชั่ว  จึงไม่รู้จักฆ่า  ไม่รู้จักขโมย….พวกเขารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเองและพูดจาไพเราะที่สุด ในโลก…”  ด้วยเหตุนี้  โคลัมบัสจึงสรุปว่า  “คนเหล่านี้น่าจะเป็นข้าทาสที่ดี   แค่เรามีคนสักห้าสิบคน  ก็คงสามารถกำราบพวกเขาและสั่งให้พวกเขาทำทุกอย่างตามที่เราต้องการได้”[1]

ละตินอเมริกา

ละตินอเมริกา

หลัง จากโคลัมบัส “ค้นพบ” ทวีปอเมริกาเพียงหนึ่งปี   มหาอำนาจในยุโรปยุคนั้นคือ  สเปนและโปรตุเกสก็จัดการขีดเส้นแบ่งโลกออกเป็นสองซีก   สเปนได้ดินแดนซีกตะวันตกไปทั้งหมด   ส่วนโปรตุเกสครอบครองโลกซีกตะวันออก  (เนื่องจากบราซิลอยู่ใต้อำนาจของโปรตุเกส  ชาวบราซิลจึงพูดภาษาโปรตุเกส  ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาพูดภาษาสเปน)  หลังจากนั้น  การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเป็นระบบก็เริ่มต้นขึ้น

เหล่าคอนควิสตาดอร์เรียงหน้าเข้าไปทำลายอารยธรรมโบราณ  เอร์นัน คอร์เตสทำลายอาณาจักรแอซเทค   ฟรานซิสโก ปิซาร์โรทำลายอาณาจักรอินคา  แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือความตายของประชาชนจำนวนมากมายมหาศาล   ตะวันตกมักสร้างภาพมายาว่าทวีปอเมริกาคือดินแดนรกร้างที่มีชาวพื้นเมืองล้า หลังอาศัยอยู่เพียงน้อยนิด   แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ทำให้สันนิษฐานได้ว่า  ในสมัยที่ชาวสเปนเดินทางไปถึงทวีปอเมริกานั้น  น่าจะมีชาวพื้นเมืองอยู่ประมาณ 90-112 ล้านคน  (เฉพาะในดินแดนแถบเม็กซิโกก็มีถึง 25 ล้านคน  เทียบกับสเปนและโปรตุเกสสมัยนั้นที่มีประชากรราว 10 ล้านคนเท่านั้น)

อาณาจักรแอชเทค

แอชเทค

คอน ควิสตาดอร์ปราบชาวพื้นเมืองลงได้ด้วยปืนและม้า   แต่อาวุธสำคัญที่คร่าชีวิตประชาชนไปจำนวนนับไม่ถ้วนคือ เชื้อโรค[2]   ชาวพื้นเมืองไม่มีภูมิต้านทานเชื้อโรคของชาวยุโรป  โรคต่าง ๆ อย่างไข้ทรพิษ  คอตีบ  ไข้รากสาดใหญ่  ไข้รากสาดน้อย  ฯลฯ  ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นเบือ  นักประวัติศาสตร์ประเมินจำนวนคนตายต่างกันไปตั้งแต่ 20% จนถึง 85-95% ของประชากรทั้งหมด   ชาวพื้นเมืองจำนวนน้อยที่เหลืออยู่จึงตกเป็นทาสและแรงงานในไร่นา   แต่สิ่งที่โคลัมบัสคาดผิดก็คือ  ชาวพื้นเมืองที่นี่ไม่ใช่ข้าทาสที่ดี   จึงมีการนำทาสผิวดำมาจากอัฟริกาจำนวนมาก   การผสมผสานข้ามชาติพันธุ์จึงเกิดขึ้น  ทำให้ประชาชนในละตินอเมริกามีทั้งสายเลือดชาวพื้นเมือง  ชาวอัฟริกันและชาวยุโรป[3]

ทูปัก อามารู ต่อสู้กับมหาอำนาจอาณานิคม

แต่ใช่ว่าชาวพื้นเมืองไม่เคยลุก ขึ้นต่อสู้กับมหาอำนาจอาณานิคม  ชาวพื้นเมืองที่ลุกขึ้นสู้มีมากมายนับไม่ถ้วน  แต่ชื่อซึ่งเป็นที่จดจำกันมากคือ  ทูปัก อามารู (Túpac Amaru)  ทูปัก อามารูคนแรกคือคือกษัตริย์คนสุดท้ายของอาณาจักรอินคา   พระองค์เป็นผู้นำในการต่อสู้สงครามครั้งสุดท้ายกับทหารสเปน   แต่ไม่สามารถต้านทานปืนใหญ่ของชาวยุโรปได้   ทูปัก อามารูถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะโดยไม่ยอมเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ตาม ที่ชาวสเปนพยายามบังคับ[4]

ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 18  ทูปัก อามารูที่สองเป็นเหลนของทูปัก อามารู  แม้ว่าเขาได้รับการศึกษาแบบยุโรปและได้สืบทอดตำแหน่งผู้ปกครองชาว

Túpac Amaru

Túpac Amaru

พื้นเมือง ภายใต้อาณานิคมสเปน   แต่ความเห็นอกเห็นใจต่อชาวพื้นเมืองที่ถูกกดขี่อย่างทารุณ  ทำให้เขาสลัดเสื้อผ้าแบบยุโรป  หันมาแต่งกายแบบชาวพื้นเมืองและเป็นผู้นำกบฏครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองศตวรรษ  ทูปัก อามารูที่สองถูกประหารชีวิตด้วยการใช้ม้าแยกสังขาร  แต่ก็ยังฆ่าเขาไม่สำเร็จ  ชาวสเปนจึงใช้วิธีชำแหละเขาเป็นชิ้นๆ ในจัตุรัสกลางเมืองกุสโก  สถานที่เดียวกับที่ปู่ทวดของเขาถูกตัดศีรษะ   ชื่อของทูปัก อามารูกลายเป็นชื่อของ “ขบวนการปฏิวัติทูปักอามารู”  ซึ่งเป็นกองทัพจรยุทธ์คอมมิวนิสต์ในประเทศเปรูในปัจจุบัน  อีกทั้งยังกลายเป็นชื่อของ Tupamaros  หรือขบวนการเอกราชแห่งชาติ  ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่มีบทบาทในช่วง ค.ศ. 1960-1970 ในประเทศอุรุกวัย[5]

หลังการก่อกบฏของทูปัก อามารูที่สองเพียงปีเดียว  ทูปักอีกคนหนึ่งก็ก่อกบฏขึ้นในประเทศโบลิเวีย   เขาใช้ชื่อว่าทูปัก คาตารี (Tupak Katari)  และเป็นผู้นำกบฏบุกล้อมนครหลวงลาปาซเอาไว้   ทูปัก คาตารีมีชื่อจริงว่า ฆูเลียน อาปาซา (Julian Apaza)  เขาเป็นสามัญชน ขายใบโคคาและทอผ้าเลี้ยงชีพ   เขาได้รับแรงบันดาลใจจากคนสองคน  คนแรกคือโทมัส คาตารี (Tomás Katari) ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์กษัตริย์อินคาและพยายามต่อสู้เพื่อล้มเลิกการกดขี่ ของอาณานิคมสเปน   คนที่สองคือทูปัก อามารูที่สอง  ซึ่งมีคำขวัญในการสู้รบว่า  “ชาวนาทั้งหลาย!  ท่านจะไม่ต้องเลี้ยงดูเจ้านายด้วยความยากจนอีกต่อไป!”   ทูปัก คาตารีลงเอยด้วยการถูกประหารหั่นร่างเป็นชิ้นๆ แต่ก่อนตายเขาให้สัญญาว่า  “ข้าจะกลับมา  และข้าจะกลับมาเป็นล้านๆ คน”[6]

หลังจากการก่อกบฏของทูปัก คาตารีอีกหนึ่งปี  นายทหารชื่อ ซีโมน โบลิวาร์ (Simón Bolivar)  ก็พยายามปลดแอกละตินอเมริกาจากประเทศสเปน  เขาสามารถก่อตั้งสาธารณรัฐแห่งโคลอมเบีย  (ปัจจุบันคือเอกวาดอร์,  โคลอมเบีย,  ปานามาและเวเนซุเอลา)  ขึ้นมาในช่วงเวลาสั้น ๆ และทิ้งความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่เอาไว้  นั่นคือการรวบรวมดินแดนในละตินอเมริกาเพื่อก่อตั้งเป็น  “The Gran Colombia”  ที่กินอาณาเขตไปถึงเปรูกับโบลิเวีย   อุดมการณ์ของโบลิวาร์เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ “การปฏิวัติโบลิวาร์” ในประเทศเวเนซุเอลาขณะนี้

Shining Path

Shining Path

ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกา ปลดแอกและเป็นเอกราชจากยุโรปได้สำเร็จในช่วงศตวรรษที่ 19  แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา  ภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็กลายเป็น “หลังบ้าน” และสนามทดลองของสหรัฐฯ  บรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ เข้าไปมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้  กระทั่งมีอิทธิพลต่อระบอบการปกครองของหลายๆ ประเทศ

ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย กับอิทธิพลในละตินอเมริกา

สภาพยากจนของประชากรส่วนใหญ่ทำให้ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้   นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา  มีกองกำลังจรยุทธ์และกองทัพปฏิวัติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปเป็นสังคมนิยมจำนวนนับไม่ถ้วน  ขบวนการที่โด่งดังและยังอยู่มาจนถึงปัจจุบันมีอาทิ  ขบวนการ Shining Path ในประเทศเปรู  ขบวนการ FARC ในประเทศโคลอมเบีย  เป็นต้น   แนวคิดของลัทธิมาร์กซ์และสังคมนิยมยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงในละตินอเมริกา จนถึงทุกวันนี้

แนวคิดอีกประการหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในการ ทำความเข้าใจการต่อสู้ของประชาชนในภูมิภาคนี้ก็คือ  สำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย[7]  ซึ่งเป็นสำนึกหนึ่งในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก  แนวคิดของสำนักนี้นำเอาลัทธิมาร์กซ์มาผสมผสานกับคำสอนของศาสนาคริสต์   พระและบาทหลวงของสำนักนี้เดินทางไปในหลายๆ พื้นที่ที่ยากจน  และทำงานจัดตั้งประชาชนชาวพื้นเมืองให้รวมตัวกันเป็นชุมชนรากหญ้า  ซึ่งนอกจากจะอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลแล้ว  ก็ยังมีการร่วมกันทำความเข้าใจต่อสภาพสังคมเศรษฐกิจโดยใช้ลัทธิมาร์กซ์เป็น เครื่องมือวิเคราะห์ด้วย  ต่อมาในภายหลัง  ฐานจัดตั้งของสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อยจะกลายเป็นฐานจัดตั้งของ 3 ขบวนการสำคัญในละตินอเมริกา  กล่าวคือ

  • ขบวนการซานดินิสตาในนิการากัว
  • ขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก
  • และขบวนการแรงงานไร้ที่ดินหรือ MST ในบราซิล

แอปเปิลเน่าลูกเดียวในตะกร้า และทฤษฎีโดมิโน

การที่แนวคิดแบบ “ฝ่ายซ้าย” แพร่หลายในอเมริกากลางและอเมริกาใต้  ทำให้ชนชั้นนำและรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สบายใจ   ความเชื่อเกี่ยวกับ “แอปเปิลเน่าลูกเดียวในตะกร้า” และ “ทฤษฎีโดมิโน” ทำให้สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองและการทหารในภูมิภาค  เริ่มต้นจากการโค่นล้มรัฐบาลอัลเยนเดในชิลีเมื่อ ค.ศ. 1973  สนับสนุนให้รัฐบาลเผด็จการของปิโนเชต์ขึ้นครองอำนาจ  พร้อมกับส่งนักเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโกเข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ   ชิลีคือสนามทดลองแห่งแรกของลัทธิทุนนิยมเสรี   ส่วนในประเทศอื่นๆ นั้น  รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารและภัยสยองโดยรัฐ  เพื่อปราบปรามประชาชนไม่ให้หันเข้าหาลัทธิคอมมิวนิสต์  พร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ ไปด้วย[8]

แต่เมื่อขั้นตอนของระบบทุนนิยมก้าวไปสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่  ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่  “ความยืดหยุ่นในการสะสมทุน” และ “การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง” (accumulation by dispossession)  กลุ่มทุนจึงต้องการให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอนและเหมือน ๆ กันทั้งหมด  ซึ่งสิ่งนี้จะบรรลุผลได้ก็ต้องอาศัยระบอบการปกครองที่มีความเป็นประชาธิปไตย มากกว่าเดิม  ด้วยเหตุนี้เอง  ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา  เราได้เห็นหลาย ๆ ประเทศเปลี่ยนจากการปกครองระบอบเผด็จการมาเป็นระบอบประชาธิปไตย  ทั้งในภูมิภาคละตินอเมริกาและในส่วนอื่น ๆ ของโลก

จากการเป็น อาณานิคมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม  ทำให้ละตินอเมริกามีระบบเศรษฐกิจที่ผูกพันแนบแน่นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ มหาอำนาจ  โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา   อเมริกากลางและอเมริกาใต้คือแหล่งแรงงานค่าแรงถูก  เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตชิ้นส่วน   เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก  ธุรกิจเกษตรข้ามชาติ  และส่งออกแรงงานราคาถูกให้แก่อเมริกาเหนือ   ถึงแม้คนจนจำนวนมากจะต้องเข้าไปขายแรงงานในเมือง  จนทำให้เกิดเมืองสลัมขนาดใหญ่รายล้อมรอบเมืองหลวงและเมืองใหญ่ ๆ    กระนั้นก็ตาม  ชาวพื้นเมืองที่ยากจนก็ยังมีอิสระจากระบบเศรษฐกิจโลกในระดับหนึ่ง  ยังมีการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ  แต่เมื่อระบบทุนนิยมขยายกลายเป็นลัทธิเสรีนิยมใหม่  การทุ่มตลาด  การแย่งชิงทรัพยากร  การแปรรูป ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวพื้นเมืองและคนยากจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชาวพื้นเมืองและคนจน หัวหอกสำคัญการเมืองใหม่ในละตินอเมริกา

“การเมืองใหม่” ในละตินอเมริกาก็คือการลุกขึ้นต่อต้านขัดขืนลัทธิเสรีนิยมใหม่  โดยมีชาวพื้นเมืองและคนจนเป็นหัวหอกสำคัญ

ประธานของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง: ชาวพื้นเมืองและแรงงานนอกระบบ

ชาวพื้นเมือง

ตาม แนวคิดของลัทธิมาร์กซ์ดั้งเดิม  ชนชั้นที่เป็นประธานในการเปลี่ยนแปลงสังคมคือชนชั้นกรรมาชีพ  ส่วนชาวนาและชาวพื้นเมืองเป็นเพียงกลุ่มคนที่ล้าหลัง   แต่เมื่อการเคลื่อนไหวของลัทธิคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมเสื่อมสลายลงในยุโรป  การพังทลายของสหภาพโซเวียต  การต่อสู้ด้วยกองทัพติดอาวุธในละตินอเมริกาก็ค่อยๆ เสื่อมถอยตามไปด้วย  มีหลายขบวนการที่หันมาตั้งพรรคการเมืองและลงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยตัวแทน   ส่วนสหภาพแรงงานที่มีอยู่ก็มักมีลักษณะแบบขุนนางข้าราชการมากกว่าจะเป็น ตัวแทนของชนชั้นแรงงานอย่างแท้จริง

การกดขี่ในละตินอเมริกา เป็นการกดขี่ที่ทบซ้อนทั้งด้านชนชั้นและเชื้อชาติ   แต่ชาวพื้นเมืองที่ยากจนและล้าหลังในภูมิภาคนี้กลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็น ประธานของการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างมีชีวิตชีวา   ชาวพื้นเมืองได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจาก 3 ทิศทางด้วยกัน  กล่าวคือ  จากสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย  จากนักเคลื่อนไหวแนวมาร์กซิสต์และเหมาอิสต์  และจากวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองเอง

วิธีการจัดตั้งแบบมีการนำเป็นหมู่คณะ

วัฒนธรรม การดำรงชีวิตร่วมกันของชาวพื้นเมืองจะมีมาแต่ดั้งเดิมสมัยอารยธรรมโบราณหรือไม่  ไม่มีใครรู้ได้  แต่ที่แน่ ๆ ก็คือวัฒนธรรมแบบชาวพื้นเมืองนี้เองที่ทำให้พวกเขาเอาชีวิตรอดภายใต้ระบอบ อาณานิคมสเปนที่กดขี่ทารุณ   ลักษณะการจัดตั้งของพวกเขามีรูปแบบแตกต่างออกไป  แทนที่จะใช้ระบบการจัดตั้งแบบปิรามิด  พวกเขาใช้การจัดตั้งแบบการนำเป็นหมู่คณะ  มีการใช้ประชาธิปไตยทางตรงกันอย่างเข้มข้น  และสร้างแนวทางใหม่ในการจัดตั้งจากเบื้องล่างขึ้นมา

ซัปปาติสต้า

ในที่นี้จะยกตัวอย่างการจัดตั้งของขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก[9]  ถึงแม้ซาปาติสตาจะเป็นกองทัพจรยุทธ์  แต่กระบวนการตัดสินใจของซาปาติสตาแตกต่างจากกองทัพจรยุทธ์ทั่วไป  เพราะซาปาติสตามีแกนนำคือ คณะกรรมการใต้ดินปฏิวัติของชาวพื้นเมือง  ซึ่งประกอบด้วยคนตั้งแต่ 80-120 คน  ไม่ได้มีผู้บังคับบัญชาคนเดียวที่ตัดสินใจได้ตามลำพัง   ยิ่งไปกว่านั้น  คณะกรรมการใต้ดินนี้ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ทุกเรื่อง   หากเป็นเรื่องสำคัญขั้นคอขาดบาดตายที่จะมีผลกระทบต่อคนทั้งชุมชน  ก็ต้องเปิดประชุมหารือกับคนในชุมชนทั้งหมด  แล้วจึงลงคะแนนเสียง

การตัดสินใจในชุมชนซาปาติสตาใช้วิธีลงคะแนนเสียงโดยตรง  ผู้มีสิทธิออกเสียงคือชาวชุมชนทุกคนที่อายุเกิน 12 ปี   ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากันหมด   แม้ว่าการตัดสินใจไม่จำเป็นต้องมีคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์   แต่คะแนนเสียงส่วนน้อยจะได้รับการพิจารณาและเทียบสัดส่วน   หากยังไม่พอใจก็ประชุมกันต่อไป  ถึงแม้วิธีการนี้อาจดูเหมือนชักช้า  แต่เนื่องจากทุกคนที่ลงคะแนนเสียงเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเลือกอย่างถ่องแท้   พวกเขาจึงผูกมัดตัวเองกับการเลือกนั้นอย่างแนบแน่น 

วิธีการปกครองของเขตปกครองอิสระซาปาติสตา ยังพยายามก้าวข้ามปัญหาของระบอบประชาธิปไตยตัวแทนด้วย  ผู้ใหญ่ทุกคนในชุมชนจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่ตัวแทนชุมชน   และหากได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งจากชุมชนให้ทำหน้าที่อย่างใดอย่าง หนึ่ง  ชุมชนก็สามารถถอดถอนตัวแทนออกจากตำแหน่งได้ทุกเวลา  เมื่อไรก็ตามที่ชุมชนเห็นว่า  ตัวแทนคนนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามเจตจำนงที่ชุมชนมอบหมายให้อย่างแท้จริง

การลุกฮือขึ้นก่อกบฏของซาปาติสตาเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994  ซึ่งเป็นวันแรกที่นาฟตามีผลบังคับใช้  ทำให้ซาปาติสตากลายเป็นสัญลักษณ์และแรงบันดาลใจของการต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่   วิธีการจัดตั้งแบบมีการนำเป็นหมู่คณะถูกนำไปใช้ในขบวนการอื่นๆ  โดยเฉพาะขบวนการสังคมใหม่ในตะวันตก

เอกวาดอร์ – โบลิเวีย: ประสบการณ์และการต่อสู้ของชนพื้นเมือง

ในประเทศเอกวาดอร์  องค์กรจัดตั้งของชาวพื้นเมืองที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากคือ  สมาพันธ์ชนชาติพื้นเมืองแห่งเอกวาดอร์

CONAIE

CONAIE

(Confederation of Indigenous Nations of Ecuador—CONAIE) หรือที่เรียกด้วยอักษรย่อว่า CONAIE  ซึ่งเป็นสมาพันธ์ที่เกิดจากการจับมือกันขององค์กรชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง ราว 10 องค์กรในเอกวาดอร์   สมาพันธ์ CoNaIE เคยจับมือกับองค์กรชาวนา  สหภาพแรงงาน  ทหารชั้นผู้น้อย  นักศึกษาและพระระดับรากหญ้าของคริสตจักร โค่นล้มรัฐบาลมาแล้วหลายรัฐบาล

แต่ในช่วง ค.ศ. 2002-2004  สมาพันธ์ CONAIE ต้องเสื่อมความนิยมลงอย่างมากจากการไปสนับสนุนนักการเมือง   จนมากอบกู้ความนิยมได้อีกครั้งในการขับไล่ประธานาธิบดีกูตีเยร์เรซเมื่อต้น ปี ค.ศ. 2005  โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเลิกให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้ง   และหันมาสร้างขบวนการมวลชนขนาดใหญ่แทน[10]

ส่วนชัยชนะของเอโว โมราเลสในการเลือกตั้งจนก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีชาวพื้นเมืองคนแรกของ โบลิเวีย  มีที่มาจากฐานเสียงที่ค่อนข้างหลากหลายกว่า   ถึงแม้ฐานเสียงสำคัญของเขาคือชาวไร่โคคาหรือ cocaleros ก็ตาม   แต่โบลิเวียมีประสบการณ์ของการจัดตั้งองค์กรมายาวนานในประวัติศาสตร์  ซึ่งเกิดมาจากการจัดตั้งสหภาพและการต่อสู้ของคนงานเหมืองแร่เงินมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 16 ภายใต้การปกครองของสเปน   เมื่อแร่เงินถูกขุดจนสิ้นซาก  ชาวเหมืองจึงกระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ  พร้อมกับนำเอาประสบการณ์การจัดตั้งติดตัวไปด้วย   ชาวเหมืองจำนวนหนึ่งหันไปประกอบอาชีพปลูกโคคา  และมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสหพันธ์ผู้ปลูกโคคาขึ้นมา[11]

พรรคการเมือง Movimiento al Socialismo หรือ MAS ที่สนับสนุนเอโว โมราเลสลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น  เกิดมาจากสหพันธ์ผู้ปลูกใบโคคา 6 แห่งในรัฐชาปาเรร่วมกันก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1998   ในช่วงแรก ๆ  MAS เน้นการเลือกตั้งในท้องถิ่นและชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีหลายแห่ง   จนกระทั่ง ค.ศ. 2002  MAS จึงสลัดหลุดจากความเป็นท้องถิ่นและการมีฐานเสียงเฉพาะภาคส่วน  แล้วก้าวขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ  ถึงแม้ MAS จะไม่ถึงกับจัดตั้งแนวระนาบ  แต่ก็มีการนำเป็นหมู่คณะ  โมราเลสไม่ใช่ผู้นำเดี่ยวของพรรค  เขาเป็นเพียงผู้นำคนหนึ่งและได้เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีจากมติของพรรคที่เลือกเขาขึ้นมา[12]

สงครามน้ำ – สงครามก๊าซ – La Coordinadora

La Coordinadora

La Coordinadora

พรรค MAS มีความเข้มแข็งมากขึ้นส่วนหนึ่งจากการเข้าไปสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชน เพื่อยกเลิกการแปรรูปน้ำในเมืองโกชาบัมบา   การต่อสู้ที่ต่อมาเรียกขานกันว่า  “สงครามน้ำ”   มีองค์กรประชาชนที่เป็นแกนกลางของการต่อสู้ครั้งนี้คือ  “แนวร่วมเพื่อการปกป้องน้ำและชีวิต”  (Coordiadora de Defense de Aguay la Vida หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า  La Coordinadora)  ซึ่งเป็นการจับมือกันขององค์กรรากหญ้าจำนวนมาก  นับตั้งแต่สมัชชาละแวกบ้าน  สหภาพแรงงาน  กลุ่มสิ่งแวดล้อม  นักเศรษฐศาสตร์  ทนายความนักศึกษา  ฯลฯ  โดยมีโฆษกเป็นนักสหภาพแรงงานชื่อ  ออสการ์  โอลิเวรา

ใน ค.ศ. 2003  La Coordinadora  ขยายเป้าหมายไปสู่การเรียกร้องให้โอนกิจการก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกลับมาเป็น ของชาติ  ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “สงครามก๊าซ” (Gas War) โดยได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากพรรค MAS เช่นเคย

ถึงแม้โอลิเวรา โด่งดังมากจากการต่อสู้ทั้งสองครั้ง  จนได้รับรางวัลและเดินทางไปต่างประเทศ  กระนั้นก็ตาม  เขาก็เป็นเพียงโฆษกและผู้นำคนหนึ่งของ La Coordinadora  หาใช่ผู้นำเดี่ยวไม่

La Coordinadora  เป็นองค์กรที่ไม่มีผู้นำคนใดคนหนึ่งตายตัว   มีการจัดตั้งในเชิงระนาบ  ใช้กระบวนการประชาธิปไตยทางตรงและการแสวงหาฉันทามติ   โครงสร้างที่เป็นลักษณะใยแมงมุมเช่นนี้   โอลิเวรากล่าวว่ามาจากภูมิปัญญาของชาวพื้นเมืองที่เป็นฐานสำคัญในชุมชนของ เขา   แนวคิดของการทำงานร่วมกันเพื่อความอยู่ดีกินดีของส่วนรวม   เป็นแนวคิดที่โอลิเวราได้มาจากประสบการณ์ในการ “ฟัง” ชาวพื้นเมืองเหล่านี้   เขากล่าวว่าในหมู่ชนพื้นเมือง  มีแม้กระทั่งความเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับสิ่ง มีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ   การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอดของชุมชน   ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงจากระบบทุนนิยมที่เชื่อว่า  ธรรมชาติมนุษย์คือการแข่งขัน

แรงงานนอกระบบ

การผลิตตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ที่กระบวนการผลิตถูกแบ่งซอยย่อยและกระจายไปตาม ประเทศต่าง ๆ  ทำให้การก่อตั้งสหภาพแรงงานยากลำบากขึ้น  วิธีการจ้างงานแบบเหมาช่วง  ภาคการผลิตที่หดเล็กลงและภาคการเงินที่ขยายตัวอย่างมหาศาล  สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดแรงงานนอกระบบและชนชั้นกึ่งกรรมาชีพขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะในละตินอเมริกา  มีแรงงานนอกระบบและแรงงานว่างงานจำนวนมหาศาล  คนเหล่านี้อาศัยอยู่ตามสลัมในเมืองและรอบเมือง  เนื่องจากปัญหาการไม่มีที่ดินทำกินมีมาช้านานแล้ว  ทำให้แรงงานนอกระบบในภูมิภาคนี้แตกต่างจากแรงงานนอกระบบในประเทศไทย  กล่าวคือ  พวกเขาตัดขาดจากชนบทอย่างสิ้นเชิง  ไม่มีทางเลือกหรือทางถอยเหลือไว้ให้อีก

ปัญหาความเหลื่อม ล้ำทางชนชั้นอย่างรุนแรง  ทำให้สลัมขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเกือบทั้งหมด   แรงงานนอกระบบในสลัมจึงจัดตั้งรวมตัวกันเป็นละแวกบ้าน (barrio หรือ neighbourhood)  แต่ละละแวกบ้านจะร่วมมือกันจัดหาสาธารณูปโภคกันเองตามมีตามเกิด   นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกันระหว่างละแวกบ้าน  เวลาที่ต้องการระดมพลังเรียกร้องทางการเมือง  การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มละแวกบ้านในสลัมสามารถมีพลังถึงขั้นเป็น ฐานเสียงของรัฐบาลได้  อาทิเช่น  การก้าวขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีอูโก ชาเวซในเวเนซุเอลา  ก็มีฐานเสียงส่วนใหญ่มาจากกลุ่มละแวกบ้านในสลัม   เมื่อชนชั้นสูงในประเทศนี้พยายามทำรัฐประหารโค่นล้มชาเวซ   ก็ได้อาศัยชาวชุมชนละแวกบ้านจำนวนมากออกมาแสดงพลังในท้องถนน  จนชาเวซสามารถกลับขึ้นมาสู่อำนาจได้อีกครั้ง   ดังนั้น  การจัดตั้งของแรงงานนอกระบบจึงต้องเชื่อมโยงกับชุมชนละแวกบ้านอย่างแนบแน่น   นี่เป็นลักษณะสำคัญของการจัดตั้งในละตินอเมริกา

เนื่องจาก แรงงานนอกระบบไม่สามารถเรียกร้องต่อทุนแบบเดียวกับที่สหภาพแรงงานในระบบ สามารถทำได้   แรงงานนอกระบบจึงต้องหันมาเรียกร้องต่อรัฐแทน   ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ  ขบวนการแรงงานไร้งานหรือปีเกเตโรส์  (piqueteros) ในประเทศอาร์เจนตินา[13]

piqueteros

piqueteros

ขบวนการปีเกเตโรส์ในอาร์เจนตินา

ขบวนการปีเกเตโรส์เป็น ขบวนการของคนว่างงาน  กึ่งว่างงานและแรงงานนอกระบบหลายแสนคน   จัดตั้งเป็นองค์กรแบบกระจายอำนาจในลักษณะของ  “สหพันธ์”   โดยมีเป้าหมาย  วัตถุประสงค์ทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันไป   ขบวนการปีเกเตโรส์เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990   แต่ขณะที่กลุ่มองค์กรเหล่านี้เติบโตขึ้น  พวกเขากลับถูกฝ่ายซ้ายในประเทศนี้มองข้าม   ทั้งนักการเมืองในพรรคประชานิยมและหัวขบวนนักปฏิวัติมาร์กซิสต์ทั้งหลาย   ซึ่งปรกติมักกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเป็นผู้นำของกลุ่มคนยากจนเสียเหลือเกิน  กลับละเลยการเติบโตขององค์กรแรงงานว่างงานเหล่านี้ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะในสายตาของมาร์กซิสต์  แรงงานเหล่านี้ไม่ใช่ประธานของการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้  กลุ่มจัดตั้งปีเกเตโรส์จึงไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวิธีปฏิบัติงานแบบฝ่ายซ้ายยุคเก่า  ซึ่งมีรูปแบบการจัดตั้งแบบบังคับบัญชาเป็นลำดับขั้น   ขบวนการปีเกเตโรส์ดำเนินงานด้วยวิถีประชาธิปไตยแบบรากหญ้าที่ทุกคนมีส่วน ร่วม   ทั้งในการปฏิบัติงานและการระดมมวลชน   จุดเน้นในการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและความเท่าเทียมในการตัดสินใจภายใน องค์กรนี่เองที่ต่อมาเรียกกันว่า  “การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ” หรือ “วิถีระนาบ” (horizontalidad)[14]  พวกเขายังปฏิเสธ  “ระบบหัวคะแนน”  (clientelism)  ที่พรรคการเมืองในอาร์เจนตินาชอบใช้เพื่อหาคะแนนเสียงจากองค์กรจัดตั้งที่ ได้รับความนิยม  (ระบบที่ทำให้มีการขายคะแนนเสียงในชุมชนจัดตั้งแลกกับเงิน  สิ่งของหรือการอุปถัมภ์อย่างใดอย่างหนึ่ง)   นอกจากนี้  พวกเขายังใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ดำรง  “ความเป็นเอกเทศ”  (autonomy)  โดยไม่ยอมขึ้นต่อนักการเมืองคนใดในอาร์เจนตินา   การจัดตั้งแนวระนาบและความเป็นอิสระทางการเมืองถือเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการ ปีเกเตโรส์

piqueteros

piqueteros

วิธีการเรียกร้องต่อรัฐของปีเกเตโรส์  ใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า  cortas de  ruta นั่นคือ  การปิดถนน  เพื่อสร้างแรงกดดันให้ข้อเรียกร้องประสบผล   เนื่องจากชุมชนแออัดที่พวกเขาอยู่อาศัยมักอยู่ตามชานเมือง  มันจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีในการปิดสกัดการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือ   โดยเข้าไปยึดและปิดถนนหลวงหรือสะพานสายหลัก   วิธีการนี้คือการจี้เข้าไปที่จุดเปราะบางของระบบเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา   นั่นคือ  การขนส่งสินค้า

ยุทธการปิดถนนทำให้ขบวนการสามารถผสม ผสานข้อเรียกร้องเฉพาะหน้า  (เช่น  อาหาร)  เข้ากับข้อเรียกร้องระยะยาวที่กดดันให้รัฐบาลหันมาเหลียวแลปัญหาการว่างงาน   สองประการนี้ถือเป็นเหตุผลสำคัญในการกำหนดชัยชนะของขบวนการปีเกเตโรส์   ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อ ค.ศ. 2003 ขบวนการสามารถกดดันให้รัฐบาลดำเนินโครงการช่วยเหลือคนว่างงานทั่วประเทศ   ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับการตัดลดงบประมาณทางด้านสวัสดิการสังคม   ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามแนวทางของไอเอ็มเอฟ  ซึ่งก็คือแนวทางของลัทธิเสรีนิยมใหม่นั่นเอง

มีต่อ…

(1) Howard Zinn, “Columbus and Western Civilization,” http://www.geocities.com/howardzinnfans/CDay.html.

(2) จาเรด ไดมอนด์, ปืน เชื้อโรคและเหล็กกล้ากับชะตากรรมของสังคมมนุษย์, (อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ แปล) (สำนักพิมพ์คบไฟ, 2547), หน้า 79-98.

(3) การผสมผสานของคนเชื้อชาติต่าง ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ มีส่วนประกอบของประชากรดังนี้คือ โบลิเวียและเปรู มีชาวพื้นเมืองมาก เอกวาดอร์ กัวเตมาลา เม็กซิโก ชาวพื้นเมืองเป็นชนส่วนน้อยกลุ่มใหญ่ คนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวและเมสติโซ (ผู้ที่มีสายเลือดผสมชาวยุโรปกับคนพื้นเมือง), ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา เอลซัลวาดอร์ ฮอนดูรัส นิการากัว ปานามา ปารากวัย เวเนซุเอลา คนส่วนใหญ่เป็นเมสติโซ, แถบแคริบเบียนและบราซิล ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำและมูลัตโต (ผู้ที่มีสายเลือดผสมชาวยุโรปกับชาวอัฟริกัน), อาร์เจนตินา อุรุกวัย บราซิลใต้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว

(4) http://en.wikipedia.org/wiki/T%C3%BApac_Amaru

(5) http://en.wikipedia.org/wiki/T%C3%BApac_Amaru_II

(6) Benjamin Dangl, The Price of Fire (Edinburgh: AK Press, 2007), p. 17-19.

(7) ผู้เขียนได้เขียนถึง “เทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย” ในคอลัมน์ “คำขบวน” ซึ่งจะตีพิมพ์ในนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน

(8) ภัยสยองโดยรัฐที่เกิดขึ้นในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ โปรดดู นอม ชอมสกี, อเมริกาอเมริกาอเมริกา: วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล) (สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2544), หน้า 31-65.

(9) โปรดดู ภัควดี วีระภาสพงษ์, “ปกครองโดยเชื่อฟัง: ประชาธิปไตยชุมชนของซาปาติสต้า,” วิทยาลัยวันศุกร์, http://www.fridaycollege.org/index.php?file=mydocs&obj=forum.view(cat_id=tr-global,id=34).

(10) โปรดดู ภัควดี วีระภาสพงษ์, “เอกวาดอร์: อีกโดมิโนของการแข็งข้อที่หลังบ้านสหรัฐฯ,” วิทยาลัยวันศุกร์, http://www.fridaycollege.org/index.php?file=mydocs&obj=forum.view(cat_id=tr-global,id=39)

(11) 11. Dangl, The Price of Fire, ch. 1 & 2.

(12) Forrest Hylton and Sinclair Thomson, “The Chequered Rainbow,” New Left Review

(13) September-October 2005, (online edition).

Similar Posts

affinity group กระบวนการแสวงหาฉันทามติ ท้าทายซึ่งหน้า Reclaim the Streets konfirebin Where Everyone Leads