น้ำเสียงเหล่านี้ มักเกิดขึ้นเสมอ ในขณะพ่อค้าแม่ค้า กำลังขายเสื้อสีเหลือง ซึ่งนับเป็นหนึ่ง ในกระบวนการ สถาปนา ความชอบธรรม ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งสุดยอดแยบยล เท่าเทียมกับ การสถาปนา ความรักของคนอื่น มาอ้างอิง สู่ส่วนต่าง ของรายได้ จากเสื้อสีเหลือง ไม่นับรวมกับ การปักตราบาป กันแบบเห็น ๆ อย่างซึ่ง ๆ หน้า เพื่อประณาม คนอื่น ยิ่งเป็น ความเจ็บปวด เพิ่มเติมอย่างมาก ท่ามกลางน้ำเสียง และข้อเรียกร้อง ที่เราพยายาม ตะโกนบอกกัน ในห้วงเวลาดังกล่าว ถึงบรรยากาศ แห่งความสมัคร สมานฉันท์สามัคคี

ภาวะการรวมกลุ่มก้อน เพื่อก่อให้เกิด อำนาจเกิดกำลัง คือสิ่งสำคัญ ที่เราได้รับ การปลูกฝัง กันมา ภายใต้ ตรรกะที่ บอกเรา ถึงความจริง ซึ่งจะเกิดขึ้น จากการลดทอน กำลังส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง การลดทอน ความเป็นส่วนตัวลง เพื่อนำไปสู่ กระบวนการ ทางสังคม ด้วยข้อเรียกร้อง ให้เกิดการเสียสละ ร่วมแรงร่วมใจ ลดละ ความเป็นส่วนตัว สู่ส่วนรวม เพื่อสร้าง กำลังอันเข้มแข็ง มากกว่า ช่วยเหลือ สนับสนุน จนนำไปสู่ ขั้นตอนสุดท้าย ของความสำเร็จ ในที่สุด ซึ่งหากตรรกะ ดังกล่าวนี้ ถูกต้องก็แล้วกันไป เพราะสรุปสุดท้าย ว่าลงตัว ที่ทุกฝ่าย ได้ประโยชน์ ทุกคนล้วน ได้รับความพึงพอใจ
แต่หากตรรกะ ดังกล่าว ไม่เป็นไปตามนั้น เพราะบังเอิญ มีคนเสียประโยชน์ และต้องแบก ภาระแห่งประโยชน์ ของ ทุกคนด้วย ความสูญเสีย ก่อให้เกิด การดูถูกเหยียดหยาม ทำลายทำร้าย หรือ สร้างความชอบธรรม ให้เกิดความ ได้เปรียบ เฉพาะบุคคล ตรรกะ ดังกล่าว ก็ไร้ความชอบธรรม ทันที เท่ากับ ที่เราจะมีโอกาส ได้เห็นความคาดหวัง ของชาวบ้าน ก่นด่า และประณาม ผู้นุ่งห่มจีวร ที่ไม่อยู่ในร่องในรอย ของความเป็นพระ
ท่ามกลาง สถานะของความหมดสิ้น ในความชอบธรรม ซึ่งผู้คนได้มอบไว้ให้ว่า ต้องเข้มงวด กับตนเอง มากกว่า ผู้คน ปฏิบัติกิจ ของสงฆ์ใน รสพระธรรม ได้หนักแน่น กว่าฆราวาส แต่ด้วยศีล ที่ผูกไว้นั้น ดันขาดลง ความ ชอบธรรม ของชาวบ้าน จึงกลายเป็น ความรุนแรง ของอารมณ์ความรู้สึก ที่เจ็บปวด ทั้งคน ที่เริ่มต้น กระทำ และคนที่ถูกกระทำ
แทบจะไม่แตกต่าง จากการกระทืบ ใครสักคนให้จมดิน เพียงเพราะว่า พูดไม่ได้ อธิบายไม่เป็น แต่บังเอิญ มีใครตะโกน ให้จับโจรขึ้นมา และชี้หน้า คนนั้นคนนี้เป็นโจร เพื่อให้กลายเป็น ผู้ทำความผิด อันร้ายแรง เหมือน มุขตลก ที่ขำไม่ออก เวลามีกลิ่นตด เกิดขึ้นในลิฟท์ แล้วใครสักคน เริ่มต้นมองคนอื่น ด้วยแววตา เหยียดหยาม เย้ยหยัน ดูเสมือนบุคคล ที่ถูกมองนั้น เป็นผู้กระทำ ความผิดตัวจริง เสียงจริง ก่ออาชญากรรม ร้ายแรง ในพื้นที่ แคบๆ โดยไม่หวั่นเกรง ต่อความรู้สึก ของผู้ใด ขณะที่ ผู้บรรลุความจริง ของโลกแห่งชัยชนะ สามารถ ช่วงชิงการนำ ด้วยแววตา ชัดเจน ตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม ไม่ถกเถียง และไม่ปราณี เพื่อให้เกิด บทสรุป และการพิพากษา ที่รวดเร็ว
ดังนั้น ในท่ามกลาง ของการค้นหา ความจริง ค้นหา ที่ทาง อันเหมาะ ของการเป็นคนดี จึงไม่ได้ หมายถึง การสร้างให้คนอื่น เป็นคนชั่ว หรือ สร้างคู่ตรงข้าม ขึ้นมา เพื่อประณาม เขาเหล่านั้น ว่าเลวกว่าตัวเอง เพราะวิธี การคิด โจทย์ขั้นเดียว แบบไม่ดี ก็เลว น่าจะเป็นคำตอบ ที่ง่ายดายเกินไป สำหรับความซับซ้อน ในชีวิตมนุษย์ สำหรับมนุษย์ ซึ่งถูกฝึก ให้ใช้ปัญญา ขบคิดเพื่อหา ข้อยุติ และง่ายดายเกินไป สำหรับการบอกกล่าวว่า เราทุกคน พยายามคิด อย่างสร้างสรรค์ และหาทางออกอย่างมีส่วนร่วม

แนวทาง ที่สร้างสรรค์ ซึ่งควรมีมากกว่า แนวทางเดียว โดยเป็นแนวทาง ซึ่งสามารถ สร้างพื้นที่ ให้ทุกคน ได้มีทางออก สำหรับชีวิต มีทางออก สำหรับความสุข ที่จะสามารถเลือก ตัดสินใจ สามารถหายใจ ได้เต็ม ความภาคภูมิ ของชีวิต คือส่วนสำคัญ ของโจทย์ เพื่อแสวงหาทางออกของอนาคต ด้วยความเชื่อมั่น ในคุณค่า แห่งความงดงาม ของมนุษย์ ด้วยวิธีการค้นหา ทางออกบางด้าน ที่บังเอิญยาก ลำบากมากกว่า ด้วยแง่มุมบางส่วน ซึ่งจะทำให้ผู้คนเจ็บปวด น้อยที่สุด หรือไม่มีความเจ็บปวด ให้กลาย เป็นชัยชนะ และความภาคภูมิใจร่วมกัน เพื่อนำ พาเราให้ ก้าวพ้นจาก ความขัดแย้งบ้าบออันไม่สร้างสรรค์ ก้าวพ้น จากคู่ตรงข้าม ซึ่งอุปโลกน์ ขึ้นมาผ่านตัวตน ของปีศาจ ที่คอยหลอกหลอนเรา เวลาที่ไม่สามารถ ใช้ปัญญา ค้นหาเหตุแห่งปัญหาได้ และสำคัญ ที่สุด ซึ่งเรา ต้องทำ ก็คือ เพราะเรามีสมอง และปัญญา ที่มีคุณค่า ไว้คอยค้นหา ที่ทางแห่งอนาคต มากกว่า วางไว้ บนคออย่างว่างเปล่า
Last update: 19-07-2008 20:57
|
|