ยินดีต้อนรับ !

ใครออนไลน์อยู่บ้าง

เรามี 17 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เพื่อนบ้าน

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ThaiGreenMarket.com
FTA watch
ป้ายโฆษณา
SemReview
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป๋วยเสวนาคาร
พบเพื่อนใหม่ LifeStyle ตรงกัน

ชวนอ่านปาจาฯ ฉบับ6



ธุรกิจมีชีวิตทุนนิยมมีหัวใจ

By สาราณียกร ปาจารยสาร, on 16-08-2008 08:31

Views : 354    

Favoured : 23

Published in : บทความ, เรื่องมันมันมีไว้สนทนา


ชื่อของเธอ ติดตลาดอย่างรวดเร็ว ในแวดวงงานเขียนด้าน เศรษฐศาสตร์ ด้วยเนื้อหาเท่าทันยุค มีมุมมองที่แปลกต่าง และ นำพา ใครหลายคน ให้ก้าวออกจาก กรอบคิดของคำว่า ?ทุนนิยม? แบบสำเร็จรูป สฤณี เริ่มต้นเขียนบล็อก ของตัวเองในนาม ?คนชายขอบ? กระทั่ง มาประจำใน onopen.com และเลยไปสู่ การเป็นคอลัมนิสต์ นิตยสารหลายหัว ด้วยพื้นฐานความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา ทั้งทาง เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ บวกกับ ประสบการณ์ ในการทำงาน ด้านการเงินอีกกว่า ๘ ปี และความสนใจ ส่วนตัวด้านสังคม ข้อเขียนของเธอ จึงมีมุมมอง ทั้งกว้างและลึก จึงไม่แปลก ที่จะมีผู้ติดตาม อ่านจำนวนไม่น้อย ในเวลาไม่นาน
เราได้พบกับ นักการเงินสาว คนนี้ในวันงาน ปาฐกถาเสมพริ้งพวงแก้ว ที่ผ่านมา ซึ่งเธอมาร่วม เป็นวิทยากรในวงเสวนาช่วงเช้า เมื่อเริ่มบ่ายคล้อย แขกเหรื่อ ทยอยกันกลับ เธอก็ให้เวลา มานั่งคุย อย่างเป็นกันเองกับ ?ปาจารยสาร? วารสารที่มีภาพลักษณ์ และอวลกลิ่นอาย แห่งการ ?ท้าทาย? บริโภคนิยม ตลอดมาทุกยุคสมัย

ทุนนิยม ในความหมายของคุณเป็นอย่างไร ?

คือสังคมไทย เวลาคนพูดถึง เศรษฐกิจ เราจะเห็นเพียง มิติเดียว เราถึงได้ไม่ชอบคำว่า ?ระบบทุนนิยม? เพราะมันให้ภาพนายทุน หน้าเลือด มันคุยไปถึง เรื่องกลไกได้ยาก แต่ถ้าใช้คำว่า?เศรษฐกิจระบบตลาด? แทนที่คำว่า ทุนนิยม น่าจะทำให้คุยกันต่อได้ว่า ระบบตลาดมีกี่ระดับ ตลาดชุมชน เทศบาลตลาดวัวควาย ฯลฯ

ขณะที่หลายคน รอวันให้ทุนนิยม ล่มสลาย แต่ดูเหมือน คุณยังมี ความหวัง กับระบบนี้อยู่มาก ?

เราไม่คิดว่า ทุนนิยม เป็นระบบที่เลวนะ มันเป็นระบบ ที่มีพลัง มีประสิทธิภาพ สูงมาก แต่ที่ผ่านมา มันถูกปล่อย ให้มีอำนาจมากเกินไป จนไปกดทับ ภาคส่วนอื่นๆ ไปกำหนดคุณค่า สังคม ทิศทางการพัฒนา ประเทศ โครงสร้าง เชิงสถาบัน ก็ไม่ได้มากำกับ ดูแลอย่างได้ผล
ทั้งที่ผลลัพธ์ แบบหนึ่ง ของระบบตลาด ที่ควรจะเกิดก็คือ ถ้าคุณสามานย์มากๆ คุณก็อยู่ไม่ได้ ยกเว้น คุณผูกขาดอยู่คนเดียว ซึ่งมันเป็นความเลว หรืออยู่ในทุนนิยม สามานย์ที่อาจจะเป็น ระบบในประเทศไทย ปัจจุบัน แต่ถ้าอยู่ใน ทุนนิยมเสรีที่มีคู่แข่งเยอะ แข่งขันภายใต้ กติกาเดียวกัน มีผู้บริโภครู้ทัน ที่คอยสอดส่อง คุณก็ใช้วิธีการ มักง่ายนานไม่ได้ จะต้องถูกลงโทษ ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
นักเศรษฐศาสตร์ คนหนึ่ง ชื่อโจเซฟ ชุมปีเตอร์ ซึ่งพูดถึง ลักษณะแบบนี้ เป็นคนแรกๆ เขาใช้คำว่า ?Creative destruction?ส่วนลักษณะ ที่ว่า ระหว่างการแข่งขัน มีหลายบริษัท จะต้องตาย หรือไล่คนออก มันก็เป็นเงื่อนไข ที่ทำให้ระบบ โดยรวมพัฒนาต่อไปได้

อยากให้ขยายความทุนสามานย์ในไทย ?

ระบบตลาด มันให้บทเรียนว่า ถ้าคุณไม่แข่งกัน ไปตาย ผลลัพธ์ จะดี สำหรับทุกฝ่าย ซึ่งมันเป็น ระดับอุดมคติ และ จะเกิดได้เมื่อแข่งขันกัน แบบเสรี จริงๆ ซึ่งในไทย ยังไปไม่ถึง จุดนั้น มันเป็นทุนนิยม ที่เล่นพรรคเล่นพวก กันเยอะ ก็ต้องยอมรับว่าบริษัท ในไทยส่อไปทางแย่ มากกว่าดี ในประวัติศาสตร์ ทุนนิยมไทย ก็ไม่มีช่วงไหนจะบอกได้ว่า มีการแข่งขันเสรีหรือพยายาม กำจัดอำนาจผูกขาด ซึ่งทุนนิยม จะสามานย์ หรือก้าวหน้ามัน จึงอยู่ที่วิธีคิด ไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณทำธุรกิจอะไร ถ้ายังได้สัมปทาน อยู่รายเดียว ผูกขาดอยู่ ไม่กี่กลุ่ม ก็หนีไม่พ้นระบบเก่าๆ แม้ว่า จะเป็นธุรกิจ ไฮเทค ที่ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นทุนนิยม ก้าวหน้า ก็ตาม

แล้วลักษณะ ของระบบทุน ที่คนแข็งแกร่ง ที่สุด ถึงจะอยู่รอด นี่ไม่ใช่ข้ออ่อน หรือวิธีคิด ที่สมควร ถูกทำลาย หรือเปลี่ยนแปลง หรอกเหรอ ?

มันไม่ใช่ข้ออ่อน แต่ขึ้นกับว่าเราวาง กติกากันยังไง ปัญหาอยู่ที่กติกา แล้วปัญหา ของธุรกิจ ที่เรามองว่า ไม่ดีก็คือปัญหาความมักง่าย ของคนทำธุรกิจ คือคิดว่า เราควรเข้าใจ องค์ประกอบ ทุนนิยมกัน มากกว่านี้ก่อน ว่ามันมีโครงสร้าง เชิงสถาบัน กฎกติกา ของการแข่งขัน การแทรกแซง ของภาครัฐ ผู้มีส่วนได้เสีย หลายฝ่าย ฯลฯ เป็นปัจจัย แตกย่อยออกไป ได้อีก มันไม่ใช่ก้อนๆ เดียว ที่เราจะด่าได้ว่า เลวหรือบอกว่า ใช้ไม่ได้แล้ว โยนทิ้ง ให้หมดเถอะ ทั้งที่มัน ช่วยคุณได้ อย่างโครงสร้างแบบธนาคาร กรามีน เป็นนวัตกรรม ที่น่าทึ่งมาก เพราะตอบโจทย์ ของคนจน ที่ไม่เคยอยู่ ในระบบได้ ธนาคารทั่วไป ไม่เคยสนใจ คนจน เพราะคิดว่า คนกลุ่มนี้ ไม่มีปัญญาใช้หนี้

ก็คล้ายกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนของไทยสิ ?

อย่างครูชบ ก็เป็นกลไก ที่ดีที่ทำให้ ชาวบ้านมีเงินออม แต่มัน ก็ไม่เหมือน ไมโครเครดิต เป้าหมาย ของเขาคือช่วย คนที่ ?ติดลบ? มีหนี้สิน ซึ่งมองการเงิน เหมือนเป็น สวัสดิการชุมชน แต่ไมโครเครดิต แบบกรามีน กลไก วิธีคิดของเขา เป็นแบบธนาคารเลย คือทำยังไง ให้คนจนได้กู้เงิน เอาไปลงทุน ประกอบการ มันไม่ใช่สวัสดิการ อย่างถ้าคุณ จะไปกู้กรามีน ติดลบ หรือมีหนี้สิน รุงรังมันก็ไม่ได้ ต้องรวมกลุ่มกัน ห้าคนก่อนจึงจะกู้ได้ แล้วถ้าคนใด คนหนึ่งมีปัญหา ที่เหลือก็กู้ไม่ได้อีก

พอพูดถึงชุมชน เลยนึกไปถึง กรณีแบบกุดชุม ซึ่งเหมือน เป็นการสร้างระบบใหม่ โดยชุมชนที่น่าสนใจ?

กุดชุม เป็นอำเภอที่มีแนวคิด เรื่องการพึ่งพาตัวเอง มาก่อนนานแล้ว มีสมุนไพร โรงสีชุมชน มีคนที่มีหัวบริหารการเงินได้ เบี้ยกุดชุม เลยได้ผล เพราะเขามีเงื่อนไข ที่เอื้อ ซึ่งข้อกล่าวหา ที่ว่า จะไปทำลาย ระบบเศรษฐกิจหลัก หากดูเงื่อนไขแล้ว มันไม่กระทบเลย หลักการของเบี้ย คือให้แลกของ ในชุมชนเท่านั้น แล้วมีการจำกัด โควตา ทุกคนก็ต้องไปดูว่า ตัวเองทำ(ผลิต) อะไรได้บ้าง มันก็กระตุ้น ให้เกิดตลาด เกิดการแลกเปลี่ยนกัน ภายในชุมชน แต่เราว่าการทำเงิน ใช้เองในชุมชน เป็นทางเลือก เป็นการแก้ปัญหา เฉพาะหน้า มากกว่า เพราะถึงจุดหนึ่ง มันยากที่จะไม่เชื่อมโยง กับตลาดนอกหมู่บ้านเลย

ยากยังไง ?

ก็จะขายของ ให้แค่คน ในหมู่บ้าน คงไม่พอ จะลงทุนมากขึ้น ก็ต้องซื้อ วัตถุดิบ จากข้างนอก ด้วยเงินบาท อย่างตอนนี้เข้าใจว่า โรงสีชุมชน ในกุดชุม ก็เริ่มมีปัญหาแล้ว เพราะเมื่อกิจการอะไร ก็ตามขยายเกินระดับ การพึ่งตัวเอง คือ เริ่มมีรายได้ ส่วนใหญ่ จากการวางขาย สินค้าในตลาด นอกชุมชน กิจการ ก็ต้องอาศัย ความเชี่ยวชาญ ในการทำธุรกิจ วิธีคิด แบบนักธุรกิจ ซึ่งเป็นทักษะ คนละชุดกัน กับทักษะ ที่ชาวบ้าน ใช้ในการพึ่งตัวเอง

จะบอกว่า การพึ่งตัวเอง เป็นไปไม่ได้ จริงเหรอ แล้วกับ เศรษฐกิจพอเพียง ที่ดูเหมือน จะเป็นความหวังล่ะ ?

เรามองว่า ในเชิงเศรษฐศาสตร์ คำว่า ?เศรษฐกิจพอเพียง? มันเป็นปรัชญา เป็นแนวคิด ไม่ถึงขั้นที่ จะเรียกว่า เป็นทฤษฎีได้ ความพอเพียง มันไม่มีเกณฑ์วัดว่า อยู่ตรงไหน แล้วก็ยาก ที่จะหาเกณฑ์ เพราะ ?ความพอเพียง? ของแต่ละคน ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับศักยภาพ ในการหาเงินด้วย เศรษฐกิจพอเพียง ดีในแง่แนวคิด กระตุกสำนึก ให้ถามตัวเองบ้าง แต่เอาไปกำหนดเป็นนโยบาย ไม่ได้แล้ว มันอันตราย ถ้าจะยอมให้เอาไปใช้ อย่างนั้น เพราะอาจเป็น เครื่องมือ ในการกดขี่ได้ง่าย คนที่มีอำนาจก็มีโอกาส เอาแนวคิดนี้ ไปใช้บอกคนอื่น ว่าคุณต้องพอเพียงนะ ซึ่งมันไม่ยุติธรรม แล้วถ้าจะเป็นทุนนิยม ที่ก้าวหน้าจริง เราต้องคิดโครงสร้าง หรือระบบที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ นอกระบบได้ด้วย
อย่างประเทศไทย ตอนนี้มีปัญหาต่างๆ ที่ระบบตลาดแบบที่ เป็นอยู่แก้ไม่ได้หมด มีคนถูกทิ้งไว้ ข้างนอกเยอะ ยังมีเศรษฐกิจ นอกระบบ ขนาดใหญ่มาก ในไทยมีแรงงานอิสระ มากกว่า ๖๐% ของแรงงาน ทั้งหมด เพราะฉะนั้น เวลา เราพูดถึง ระบบตลาด ระบบประกันสังคม แล้วคนข้างนอกล่ะ จะทำอย่างไรกับคนเหล่านี้
.....

การเคลื่อนไหว ทางสังคมแบบใหม่ ซึ่งประกาศถึง การปะทะกับบรรษัท และเสรีนิยมใหม่ อย่างซึ่งหน้า ดูจะเป็น ปรากฎการณ์ ที่ขยายไป ทั่วโลก การต่อสู้กับ การกดขี่ จากเหล่าบรรษัท ที่มีอำนาจมากกว่ารัฐ และมาในรูปแบบ แนบเนียน ยิ่งกว่าเดิมได้ ถูกดึงออกมา จากที่มิดเม้ม ให้เข้าสู่การรับรู้ ของคนทั่วโลก ทั้งคนในแวดวงธุรกิจเองก็ดู จะตื่นตัวกับ ปัญหาทางสังคม และสภาพแวดล้อม ที่เกิดขึ้น และ ยิ่งถูกตอกย้ำ ภาวะวิกฤติจาก กระแสโลกร้อน เราก็ยิ่งจะเห็น ความ ?เปลี่ยนแปลง? หรือการ ?ปรับตัว? ของภาคธุรกิจ อย่างเด่นชัด ซึ่งก็ไม่พ้นข้อกังขา ที่ว่า หรือนี่จะเป็นเพียง การฉวยโอกาสเพื่อให้ ตัวเองอยู่รอดและมี ?ภาพลักษณ์? ที่ดี โดยปราศจาก ?สำนึก? ใดๆ ข้อครหานี้ จะเป็นความจริง อย่างไม่ต้องพิสูจน์ ในสังคมที่ เห็นทุนนิยม ด้านเดียว มาตลอด หรือจะเป็นคำปรามาส ที่ตัดสินกัน ง่ายดายเกินไป
.....

แล้วคิดอย่างไร กับเวลานี้ที่ทั่วโลก หรืออย่างใน ลาตินอเมริกา มองเห็นปัญหา จากอำนาจ ของบรรษัท หรือการเปิดเสรีได้ชัด ?

ก็คือ เป็นเรื่องกติกา แบบที่ว่า เป็นเรื่องวิธีคิด ต้องตั้งกติกา ที่จะไม่นำไปสู่ การวิ่งแข่ง แบบบ้าคลั่งด้วย คนชนะได้รางวัลอย่าง สมเหตุสมผล หรือเปล่า ถ้าใครวิ่งช้า ควรมีคนช่วยแบก หรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ มันต้องวางโดยรัฐ เราไม่เชื่อ ในตลาดเสรี ที่รัฐไม่ควรแทรกแซงเลย เพราะไม่มีทาง ที่คนจะมี ทรัพยากรเท่ากัน ที่ว่ารัฐแทรกแซงแล้วมีแต่ห่วย มันเป็นข้ออ้าง ของธุรกิจแบบ ที่ไม่พยายาม ช่วยรัฐทำงานไง ระบบตลาดเสรี จะเสรีได้จริงหรือ เกือบสมบูรณ์ก็เฉพาะ แต่ในระดับเล็กๆ ที่ทุกคนมีทรัพยากร มีอำนาจใกล้เคียงกัน เช่นระหว่างคนกับคน หรือ คนกับตลาดชุมชน แล้วที่ตลก คือเวลาเราเรียนเศรษฐศาสตร์ กระแสหลัก เขาจะพยายามบอกว่า การแข่งขันเสรี เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่พอมาเรียนบริหารธุรกิจ จะบอกตรงข้ามเลยว่า ทำยังไง ที่จะสร้างเงื่อนไข กีดกันคู่แข่ง ให้ได้มากที่สุด เราจะได้กำไรสูงสุด

ไม่ฝากความหวังกับรัฐมากไปเหรอ ?

เวลาพูดถึง ทุนนิยมผูกขาด ทุนนิยมสามานย์ จะเลี่ยงไม่พูดถึงรัฐไม่ได้ เพราะรัฐ มันเป็นตัวจัดการ ตัวแปรใหญ่ ธุรกิจที่ผูกขาด มาได้ มันก็อาศัย ความสัมพันธ์กับรัฐ การอุปถัมภ์ระหว่างกัน แต่การจะกระโดด ข้ามจากทุนนิยม แบบนี้ไปสู่ทุนนิยมก้าวหน้าเลย ก็เป็นเรื่องยากอีก ในภาวะที่การแข่งขัน เอียงมากๆ อย่างที่เป็นอยู่ธุรกิจใหญ่ แผ่อาณาจักรเต็มไปหมด คงไม่แฟร์ ที่จะไปเรียกร้อง ความรับผิดชอบ ในระดับเดียวกัน จากธุรกิจเล็กๆ มันต้องไปเรียกร้องจากธุรกิจใหญ่ ที่มีปัญญา ทำเรื่องพวกนี้ เช่น แนวทางแบบซีเอสอาร์

ถ้าที่ผ่านมาปัญหา ของธุรกิจ คือความมักง่ายต่อสังคม ทุนสามานย์คือการผูกขาด ก็ดูเหมือนจะเกิดการปรับตัว หรือกลับมา ทบทวนเรื่องความยั่งยืน มากๆ ในยุคนี้ เรียกได้ว่าผิดหูผิดตาเลย ?

สมมุติฐานหลัก ที่อยู่ภายใต้แนวคิด การพัฒนาที่ยั่งยืน คือประโยชน์รวมๆ ของทุกฝ่าย เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย การหัน ทิศทางมาสู่ เศรษฐศาสตร์ทางเลือก หรือความพยายามคิด โมเดลใหม่ๆ สำหรับการพัฒนา เพราะปัจจุบัน เราเห็นปัญหาเร่งด่วน หลายอย่าง ที่แก้ไม่ได้ ด้วยระบบตลาด แบบเดิม ที่เถลิงอำนาจ ไร้การกำกับดูแล นำไปสู่การผูกขาด ไร้ความรับผิดชอบ
อย่างภาวะโลกร้อน บรรษัท ก็เป็นสาเหตุสำคัญ แล้วก็ไม่รู้ว่า จะให้ระบบตลาด มาแก้ไข โดยตัวมันเอง ได้ยังไง และอีกเหตุผลหนึ่ง ที่เราว่า น่าจะทำให้ธุรกิจ หันมาสนใจ แนวคิดนี้ คือ แนวการพัฒนา แบบยั่งยืน พูดภาษา ที่ธุรกิจเข้าใจได้ มันบอกว่า หากไม่มองไกล กว่าเดิม ก็จะเป็นผลเสีย กับคุณเองในระยะยาว สมัยสามสิบปีที่แล้ว นักธุรกิจจะสนใจ แต่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นวิธีคิด แบบแชร์โฮลเดอร์โมเดล (Shareholder Model) แต่ตอนนี้ พอมีหลายฝ่าย เห็นผลกระทบ จากอำนาจของ บริษัทใหญ่ที่ครองตลาด มีผู้บริโภค ที่สอดส่องรู้ทันบริษัท มันก็นำมาสู่มุมมองใหม่ ที่เรียกว่า สเตคโฮลเดอร์โมเดล (Stakeholder Model) คือคุณต้องสนใจ ผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่าย ไม่อย่างนั้น ตัวเองก็จะไปไม่รอด ซึ่งการคิดนี้ มันก็คือฐานเดียว กับซีเอสอาร์ ทุนนิยมธรรมชาติ การพัฒนาที่ยั่งยืน แล้วมันเป็น ทฤษฎีในทางธุรกิจ ด้วยซ้ำที่ว่า ธุรกิจต้องรับผิดชอบ ในสิ่งที่ทำ

เป็นแค่เกาะกระแสตามๆ กันไป หรือแค่ภาวะจำยอมชั่วคราวหรือเปล่า ?

ถ้าพูดถึงในไทย ก็ยังผิวเผินมาก ดูจากที่เวลา หลายบริษัท ตั้งฝ่ายใหม่ขึ้นมา ทำซีเอสอาร์ ส่วนมาก จะใช้คำว่า ฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม และอยู่รวมกับพีอาร์ ทั้งที่คำว่า Corporate Social Responsibility มันแปลว่า ?ความรับผิดชอบ ของบริษัทต่อสังคม? แค่ความหมาย ก็ต่างกันแล้ว ถ้าคุณสร้างฝ่ายใหม่ ขึ้นมาเพื่อเรื่องนี้ โดยเฉพาะ โดยไม่แตะต้อง ฝ่ายอื่น ไม่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำธุรกิจเลย นั่นคือคุณไม่เข้าใจซีเอสอาร์
แต่นักธุรกิจที่สนใจ จะเอาองค์ความรู้ ในภาคธุรกิจ มาแก้ปัญหาสังคม ไม่ใช่ด้วยการ บริจาคเงินเฉยๆ ก็มีมากกว่าเดิม ยกตัวอย่างบิล เกตส์ คำถาม คือเขาจำเป็น ต้องทำขนาดนี้มั้ย ที่ตั้งมูลนิธิ แล้วไปหาคนอย่าง วิคตอเรียเฮล เพื่อให้ทุน ทำวิจัยยากำพร้า จนสามารถ ลดราคายา ให้ถูกลง ถึงระดับที่คนจนที่ป่วยเป็น โรคไข้กาฬในอินเดีย ซื้อได้ ทั้งที่เขาจะทำแบบ บริษัทในไทย ก็ได้อย่างโครงการ ปลูกป่า ล้านต้น หรือสร้างโรงเรียนในชนบท
จริงๆ แล้ว มันมีความ แตกต่างกันอยู่ ระหว่าง การทุ่มเงิน ที่พุ่งเป้าไป ที่การสร้างภาพลักษณ์ ขององค์กร กับการเอาธุรกิจ ไปช่วยสังคม แบบที่สังคม ได้ประโยชน์จริงๆ อย่างที่บิล เกตส์ และ อีกหลายคน พยายามสร้าง ประเด็นอยู่ตรงนี้ไง ตรงที่ ถ้าคุณสามารถคิด โมเดลธุรกิจใหม่ ได้ แล้วทำไม จะช่วยสังคม ไปด้วยไม่ได้ล่ะ

ธนาคารกรามีนก่อตั้งโดยมูฮัมหมัด ยูนุส นายธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์ชาว
บังกลาเทศ ผู้ริเริ่มและพัฒนาแนวคิดไมโคร-เครดิตหรือการให้กู้เงินโดยไม่ต้องใช้
หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยจะให้กู้แก่คนจนที่ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารทั่วไป
ครูชบ ยอดแก้ว อดีตข้าราชการครูชาวตำบลน้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา ผู้ริเริ่มก่อตั้งกลุ่ม
สัจจะออมทรัพย์ที่มีแนวคิดสร้างสวัสดิการภาคประชาชนโดยให้คนในชุมชนช่วยกันลด
รายจ่ายวันละ ๑ บาท แล้วนำมารวมกันเพื่อเป็นสวัสดิการชุมชนในด้านต่างๆ
เบี้ยกุดชุมเป็นระบบแลกเปลี่ยนที่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งในอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร
คิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ตรงกับยุคไอเอ็มเอฟ ( IMF) ซึ่งถูกโจมตีว่าทำลาย
ระบบเงินของประเทศและเวลาต่อมาก็มีคำสั่งให้ระงับการใช้เบี้ย ปัจจุบันธนาคารแห่ง
ประเทศไทยอนุญาตให้ใช้ได้ แต่ต้องเปลี่ยนชื่อจาก ?เบี้ยกุดชุม? เป็น ?บุญกุดชุม?
แรงงานอิสระ หมายถึง คนที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือพนักงานประจำ เช่น ผู้ประกอบการ
รายย่อย ศิลปิน เกษตรกร ฯลฯ
CSR - Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม
เภสัชกรผู้ก่อตั้ง Institute for One World Health - องค์กรผลิตยาเพื่อผู้ยากไร้ (อ่าน
รายละเอียดได้ในบทความเรื่อง ?Victoria Hale เภสัชกรผู้ปฏิวัติวงการยาเพื่อผู้ยากไร้?,
สฤณี อาชวานันทกุล, http://www.onopen.com/2007/02/1872)
ยากำพร้าคือยาที่ถูกทิ้งไม่ได้รับการวิจัยต่อ การนำยากำพร้ามาวิจัยเพื่อผลิตต่อ จะช่วย
ลดต้นทุนผลิตยาลงไปได้มาก

คัดลอกมาจาก ปารจารยสาร






Last update: 16-08-2008 09:54

Editors review User comments อ่านต่อ...
ธุรกิจมีชีวิตทุนนิยมมีหัวใจ
PDF พิมพ์ อีเมล
 
Free template 'Feel Free' by [ Anch ] Gorsk.net Studio. Please, don't remove this hidden copyleft!