เข้าข่ายละเมียดละมัยกับชีวิต
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศช่วงรณรงค์ “slowdown” มาคุยถึงหนังที่เข้าข่าย ?ช้าๆ? บ้างดีกว่า หนังช้าในที่นี้ไม่ได้แปลว่า เป็นหนังที่ดำเนินเรื่องแบบเนิบๆช้าๆนะ เพราะถ้าพูดถึงหนังแนวนี้อาจจะต้องยกให้ญี่ปุ่นเค้าที่ถนัดในการเดินเรื่องแบบนี้ แต่หนังช้าในที่นี้จะหมายถึงหนังที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับแนวคิด “slowdown” หรือหนังประเภทที่เข้าข่ายละเมียดละมัยกับชีวิตประมาณนั้น
แต่ด้วยความขี้เกียจค้นข้อมูล และแสวงหาหนังแปลกๆ จะขอพูดถึงแต่หนังที่ตัวเองได้ดูช่วงที่ผ่านมาเร็วๆนี้ล่ะกัน และด้วยความที่ช่วงนี้กำลังเห่อหนังญี่ปุ่นอยู่ หนังที่พูดถึงจึงเป็นหนังญี่ปุ่นเสียมาก ใครที่ได้ดูหนังเรื่องไหนที่คิดว่าเข้าข่ายแนวคิด ชีวิตช้า ก็ลองโพสลงกระทู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก็ดี

เรื่องแรก เป็นหนังไตรภาคของผู้กำกับ Yôji Yamada ซึ่งสร้างมาจากนวนิยายของ Shuuhei Fujisawa ทั้ง 3 เรื่องก็คือ The Twilight Samurai The Hidden Blade และที่ลงโรงฉายในบ้านเราล่าสุด(เฉพาะที่ลิโด)ก็คือ love and hornorที่เน้นในเรื่องเกียรติยศและแง่มุมความรักจึงไม่ได้เห็นความขัดแย้งของยุคสมัยเหมือนสองเรื่องแรก สองเรื่องแรกว่าด้วยความขัดแย้งของวิถีซามูไรในยุคสุดท้ายกับยุคสมัยใหม่ ที่ชนชั้นนักรบจะต้องเปลี่ยนวิถีการรบจากดาบมาจับปืนแทน ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นภาคขยายจาก The Hidden Blade
หนังของโยชิ ยามาดะทั้ง 3 เรื่องนี้นั้นขึ้นชื่อในเรื่องการถ่ายทอดวิถีซามูไรได้อย่างงดงาม ห่างชั้นหนังฮอลลี่วูดอย่าง the last samurai หลายขุม โดยเฉพาะเรื่อง The Twilight Samurai ที่นักวิจารณ์ยกว่าสอนเชิงดาบแก่ the last samurai (The Twilight Samurai สร้างก่อน the last samurai แต่ฉายต่างประเทศช้ากว่า) The Twilight Samurai ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาต่างประเทศในปี 2004
แล้วมัน “ช้า” ยังไง ? ถ้าไม่นับวิถีอันงดงามในแบบซามูไร (พิธีรีตองและเนิบช้า) การต่อสู้ด้วยดาบ ก็นับว่าเป็นวิถีการต่อสู้ที่ ?ช้า? มีผลให้คู่ต่อสู้ตาย “ช้าๆ” ด้วยเช่นกัน แม้ดาบจะไม่มีอานุภาพการสังหารได้มากอย่างปืนแต่ความร้ายกาจไม่ได้ด้อยกว่า ดีไม่ดี คมดาบอาจจะซ่อนพิษมากกว่าด้วยซ้ำ อย่างเช่นใน Hidden Blade นั่นไง

SHARA หนังปี 2003 ของผู้กำกับหญิงชาวญี่ปุ่น นาโอมิ คาวาเสะ (อ่านเรื่องราวของเธอได้ใน bioscope เล่มล่าสุด)The Mourning Forest ผลงานล่าสุดที่เธอได้รับรางวัลกรังส์ปรีซ์ ก็ได้รับคำชมว่ามีฉากที่อ่อนโยนที่สุดของหนังที่ร่วมเทศกาล ว่ากันว่าหนังของเธองดงามราวบทกวี ในเรื่อง
Shara เป็นหนังที่พูดถึงความเจ็บปวด ความสูญเสียแต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป โดยหนังมีวรรคทองในช่วงท้ายเรื่อง ที่ทาขุกล่าวว่า ?ทุกคนต่างก็มีแสงสว่างในตัวเอง รอเพียงวันที่ส่องแสงเท่านั้น?
สารภาพเลยว่าตอนที่ได้ดูนั้นไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่าหนังต้องการจะสื่ออะไร แต่ดูจบ ชอบมาก ชอบความอบอุ่นของหนัง ชอบบรรยากาศ ชอบการถ่ายภาพที่เรื่อยๆ เฉื่อยๆ แต่เรื่องนี้ก็ใช่จะเหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนแพ้ทางหนังญี่ปุ่น
เรื่องสุดท้าย In the Name of the Father หนังปี 1993 ของผู้กำกับคุณภาพอย่าง จิม เชอริแดน หนังพูดถึง การต่อสู้ของพ่อลูก Giuseppe Conlon และ Gerry Conlon ที่ถูกตำรวจจับเป็นแพะในกรณีผับกรินฟอร์ต ถูกวางระเบิด ผลคือพวกเขาติดคุกฟรีเป็นเวลา 15 ปี
ตลอดระยะเวลาสองพ่อลูกต่างเรียกร้องความยุติธรรมด้วยวิธีการของตน ฝ่ายลูก เน้นตาต่อตา ฟันต่อฟัน ส่วนผู้พ่อสู้ตามแนวทางสันติวิธี ด้วยการค่อยๆส่งจดหมายเรียกร้องไปตามที่ต่างๆ ซึ่งถูกผู้ลูกมองว่าเป็นวิธีการที่ขี้ขลาด กระทั่งได้เรียนรู้ในตอนท้ายว่า ความรุนแรงไม่สามารถเอาชนะด้วยความรุนแรงนั่นแหละ สายตาที่มองพ่อจึงกลายเป็นความนับถือแทน
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การต่อสู้ด้วยวิถีช้าๆ อย่างเช่น ?การเรียกร้องผ่านจดหมาย? ก็สัมฤทธิผลเหมือนกัน
หนังจานช้า
Our Daily Bread สารคดีจากออสเตรีย ที่จะพาผู้ชมไปสำรวจที่มาของอาหาร กว่าจะวางอยู่ในจานนั้นผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง เป็นหนึ่งในหนังที่ร่วมฉายในเทศกาลบางกอกฟิล์มฯปีนี้ ถ้าพลาดงานนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสหาชมได้หรือเปล่า
Fast Food Nation หนังที่พูดถึงผลกระทบจากอุตสาหกรรมอาหารต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีโปรแกรมเข้าฉายที่เฮาส์ อาร์ซีเอ เร็วๆนี้
Super Size Me สารคดีที่พูดถึงผลกระทบจากการกินอาหารฟาสท์ฟูด เคยเข้าฉายบ้านเราเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ยังพอจะมีแผ่นให้ตามๆ ดูได้





